กิจกรรมของครูวุฒิในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (27 ม.ค. 51)
เกี่ยวเนื่องกับหลักสูตรการศึกษาในอุดมคติของครูวุฒิเอง
ที่แม้จะเป็นเรื่องพื้นๆ ที่พบและเห็นได้โดยทั่วไปก็ตาม
แต่ในห้วงคำนึงของครูวุฒิแล้วถือว่า
เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่สำคัญต่อพัฒนาการและคุณภาพการศึกษาของเด็กไม่น้อยเลย
โดยเฉพาะในส่วนของสาระสำคัญที่เรา(ควร)ต้องเติมลงไป
เพื่อให้กิจกรรมมีความเข้มข้น
จนมีผลให้เกิดความลึกซึ้งในจิตใจแบบหยั่งรากลึก
เพื่อการเติบโตและแตกหน่อแบบไม่สิ้นสุด
นั่นคือกระบวนการปลูกสร้างและสร้างเสริม
“จินตนาการและความมีสุนทรียะในหัวใจของเด็กๆ”
ซึ่งครูวุฒิมีความเชื่อว่ามีความสำคัญไม่แพ้
“ความสามารถในด้านการคิดวิเคราะห์”
ที่โหยหากันมากในวงการการศึกษาไทยในวันนี้
และตรงนี้แหละที่ครูวุฒิเห็นว่า มีความแตกต่างจากที่พบเห็นได้โดยทั่วไป
**************
ที่จริง ครูวุฒิกะจะสร้างความประหลาดใจให้กับทั้งเด็กและครูพร้อมๆกันในวันจันทร์นี้
ด้วยการไป “แอบ” จัดสวนเล็กๆไว้สัก 1 หย่อม
ณ บริเวณโคนต้นจามจุรี
ที่ปลูกไว้แถวๆหน้าเสาธงเมื่อปีที่แล้ว ด้วยตัวเองคนเดียว
โดยหวังจะให้นักเรียนได้เห็นความงามของโป๊ยเซียนกระถางหนึ่ง
ที่ครูวุฒิลงมือพาเด็กปลูกชำแบบง่ายๆ และกำลังออกดอกงามสะพรั่งเต็มที่
ทั้งๆที่ดินที่ใช้ปลูกเป็นเพียงดินจากจอมปลวกธรรมดาๆ
ผสมกับปุ๋ยคอกเก่าๆพอประมาณเท่านั้นเอง
ทั้งนี้ เพื่อจูงใจให้นักเรียนรักในความงามของต้นไม้ใบหญ้าและไม้ดอกไม้ประดับ
รวมทั้งรู้จักการปักชำขยายพันธุ์กันแบบง่ายๆ
โดยเติมความรักความใส่ใจลงไปด้วยเป็นสำคัญ
และครูวุฒิกะว่าจะขอให้ครูได้พานักเรียนลงมือในส่วนที่เหลือต่อไป
สักห้องเรียนละ 1-2 หย่อม
เพราะครูวุฒิเคยเกริ่นกับครูเอาไว้นิดๆว่า
อยากให้ครูชวนนักเรียนสร้างความมีสุนทรียะในอารมณ์ความรู้สึกของเด็กๆแบบเน้นๆขึ้นมากกว่าเดิม
ด้วยการลงมือปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้เกี่ยวกับไม้ดอกไม้ประดับแบบเข้มข้น
โดยจะใช้ “โป๊ยเซียน” และ “ชวนชม” เป็นตัวนำร่อง
และกะว่าจะใช้เป็นไม้ประดับหลักในโรงเรียนในอนาคตอันใกล้นี้
เพราะสังเกตและสัมผัสความรู้สึกของนักเรียนได้โดยผ่านการพูดคุยตามปกติ
(ส่วนใหญ่จะเป็นจังหวะขณะครูมีกิจกรรมเกี่ยวกับต้นไม้)ว่า .....
พวกเขาเองและครอบครัว
ก็มีความรู้สึกต่อต้นไม้(โดยเฉพาะไม้ดอกไม้ประดับสวยๆงามๆ)
ในทางที่ดีเช่นเดียวกัน
*************
แต่ ......ด้วยความที่โคกเพชรเป็นโรงเรียนขนาดจิ๋ว
ไม่มีนักการภารโรง
ที่พอจะได้พึ่งพาอาศัยเกี่ยวกับงานสวนไม้ดอกไม้ประดับแบบกำลังหลักได้
ดังนั้น ในเรื่องนี้ครูวุฒิและครูทุกคน จึงต้องพานักเรียนลงมือเองเท่าที่พอจะทำได้
ที่สำคัญที่สุดคือการดูแลรักษา ซึ่งต้องใช้เวลาและความมีพร้อมของ”น้ำ”เป็นสำคัญ
แต่ระบบน้ำที่โคกเพชร
เป็นเพียงระบบประปาอนาถาที่ออกแบบและสร้างกันเองแบบง่าย
โดยได้น้ำจากบ่อบาดาลเก่าของหน่วยงานหนึ่งที่เจาะไว้ เมื่อสักยี่สิบกว่าปีก่อน
มาเป็นแหล่งน้ำหลักสำหรับใช้ในโรงเรียน
ซึ่งก็ไม่ใคร่พอเพียง ไหลได้แค่จ้อกๆ พอได้รดนิดรดหน่อยแบบไปเรื่อยๆ
เพราะใช้กันทั้งระบบ และทุกความจำเป็นประจำวัน
**************
แต่เมื่อครูวุฒิไปถึงโรงเรียน
ในทันที ก็มีรักเรียน 4-5 คน ปั่นจักรยานตามเข้ามา มาถึงก็รายงานว่า
“พวกหนูเห็นรถครูใหญ่วิ่งเข้าโรงเรียน คิดว่าคงจะมาทำอะไรๆที่เกี่ยวกับต้นไม้แน่ๆ พวกหนูจึงรีบมาช่วยค่ะ” แหม.... ครูใหญ่ฟังแล้วชื่นใจจัง
ก่อนหน้านี้ พวกเขาก็เคยทวงว่า
"เดี๋ยวนี้ไม่เห็นครูใหญ่นัดมาวันเสาร์อีกเลย หนูอยากเพาะต้นไม้อีก"
อะไรๆ ประมาณนี้
เพราะช่วงกลางๆฤดูฝนที่ผ่านมา
ครูใหญ่กับเด็กๆกลุ่มยุวเกษตรกรพอเพียงของโรงเรียน
เคยนัดกันในหลายๆวันเสาร์ จากเช้า-เที่ยง
เพื่อพากันลงมือปฏิบัติการเพาะชำไม้ดอกไม้ประดับ ไว้ใช้ในโรงเรียน
ซึ่งตอนนี้ ก็มีผลงานอยู่ในเรือนเพาะชำแบบชั่วคราว ทั้งในถุงและกระถาง
เป็นภาระให้ต้องรดน้ำอยู่เป็นประจำ
ดังนั้น
ในวันนี้ เราจึงช่วยกันจัดหย่อมไม้ดอกไม้ประดับแบบง่ายๆ
จากผลผลิตที่เราเพาะชำได้เอง
โดยใช้ดินผสมกับวัสดุที่พอหาได้ในบริเวณโรงเรียน เช่น ใบไม้แห้ง ปุ๋ยคอกที่เหลือจากการใส่ไผ่ มาเป็นส่วนประกอบสำคัญ
ทำให้เราได้ “สวนหย่อมน้อยที่โคนต้นจามจุรี”จำนวนถึง 6 หย่อม
แต่ที่สำคัญ
ครูใหญ่กับนักเรียนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และสื่อความระหว่างกัน
ได้หลายหลากมากเรื่องพอสมควร
ซึ่งทุกเรื่อง มีสาระสำคัญที่จะนำไปสู่....
“กระบวนการพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาของโรงเรียน
ให้มีประสิทธิภาพ มีความเหมาะสม
ตรงกับความจำเป็น และความต้องการของผู้เรียน มากที่สุด”
แต่........
ที่สำคัญที่สุด ครูวุฒิคิดว่า
“รอยหยักในเนื้อสมองของนักเรียน”ทั้งกลุ่มที่มาช่วยงานครู “แบบจิตอาสา”
และที่จะมาโรงเรียนตามปกติในวันต่อๆไป
น่าจะเพิ่มจำนวนขึ้นอีกมากพอสมควร
เพราะบรรยากาศหน้าเสาธง... เปลี๊ยนไป๋....
**********
ส่วนที่ครูวุฒิเกริ่นนำตั้งแต่ช่วงแรกๆว่า
กิจกรรมดังกล่าวนี้ เกี่ยวเนื่องกับหลักสูตรการศึกษาในอุดมคติของครูวุฒิ
ก็เพราะว่าการให้ความสำคัญกับความสุนทรียะในอารมณ์ของเด็กๆเป็น
“สาระสำคัญที่หลักสูตรจะต้องตอบสนองให้เป็นรูปธรรมได้จริง”
ไม่ใช่เขียนไว้เป็นตัวอักษรอย่างหรูเลิศเพริศแพร้ว
แต่ในความจริงแล้ว
กลับกำหนดเนื้อหาสาระขยะมาทำลายและทำร้าย
“ความมีสุนทรียะตามธรรมชาติ” ของเด็กๆจนป่นปี้ไปหมด
อย่างหลักสูตรที่ผ่านๆมาและใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้
ซึ่งทำลายอย่างเดียวยังไม่พอ
ยัง “ก่อความเครียด ยัดเยียดความเบื่อหน่าย สร้างความหดหู่ในหัวใจ”
ให้ทั้งเด็กทั้งครูอีกต่างหาก
เพราะหลักสูตรปัจจุบัน เต็มไปด้วยเนื้อหาสาระที่
“มีประโยชน์น้อย แต่ต้องจำมาก”
ในขณะที่รูปแบบและวิธีการประเมินผล
กลับเอาจริงเอาจังในเรื่องของการให้และกรอกคะแนนลงเอกสาร
"แบบพิสดาร" (จนครูเองก็งง)
เพื่อตัดสิน“ค่าความเป็นคนโง่-คนฉลาดของเด็ก ที่ความสามารถในการจำ”
เท่านั้นเอง
แล้วหลักสูตรที่ครูวุฒิคิดว่าดีล่ะ เป็นอย่างไร?
เอาเป็นว่า....
ขออนุญาตสรุปสั้นๆละกัน
หลักสูตรที่ดี คือหลักสูตรที่
“ให้เรียนรู้และฝึกฝนในสิ่งที่ต้องจำเป็นต้องใช้”
และให้ความสำคัญกับ
“การปลูกสร้างอารมณ์และจิตใจในทางสร้างสรรค์
หรือที่ครูวุฒิมักเรียกว่า "สำนึกดี"
...รวมทั้ง....
"การสร้างเสริมจินตนาการและโลกทัศน์อันกว้างไกล"
ให้เขารู้จักสร้าง"ความหวัง" อย่างมีเหตุผล
เป็นสำคัญ
ส่วนเนื้อหาที่ต้องจำต้องจด พึงงดไว้ก่อนจะเป็นการดีมาก
โดยเฉพาะในระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนต้น
เพราะสมองของเด็กๆในวัยประมาณนี้
เป็นรอยต่อระหว่าง...
"ความทรงจำอันสวยสดงดงาม" กับ "ความฝังใจ(อันขมขื่น)ที่ไร้ขีดจำกัด"
ดังนั้น ทุกวันนี้เราจึงเห็น
"เด็กสร้างสรรค์แบบน่าทึ่ง"
กับ
"เด็กก่อความรุนแรงแบบเหนือความคาดหมาย"
ไปพร้อมๆกัน
แต่....สัดส่วนในอดีต และปัจจุบัน ต่างกันเยอะ จนน่าตกใจ
จริงไหมครับ?
****************************************
เด็กกลุ่มนี้ มีดัชนีความติดดิน สูงกว่าผู้ใหญ่ในกระทรวงเยอะเลยครับ
เมื่อ อ. 29 ม.ค. 2551 @ 15:07 </div><div class="content"><ul>
</ul></div><ol>
</ol>
Conductor
เด็กกลุ่มนี้ มีเมื่อ พ. 30 ม.ค. 2551 @ 14:09
<div class="content">
ดัชนีความติดดิน สูงกว่าผู้ใหญ่ในกระทรวงเยอะเลยครับ </div><ul>
</ul>