เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ผมไปเยี่ยมคุณปู (พรศิริ บูรณเขตต์) ซึ่งเป็นฝาแฝดกับคุณกุ้ง- ภรรยา นายบุญนาค หมีเทศ ลูกศิษย์ผมซึ่งจบจากมน.ไปสิบกว่าปี (แก่ๆ)
         คุณปู แกทำหน้าที่ดูแล "พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี" แทนคุณพ่อ คือลุงจ่า ซึ่งปีนี้แกอายุ ๗๖ ปีแล้วแต่ยังแข็งแรงดีอยู่
         ที่ผมไปพบคุณปู ก็เผื่อว่าจะได้ไปร่วมทำงานอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมบ้าง ส่วนตัวคุณปูน่ะ ทำตัวเป็นประโยชน์ต่อสังคมมาหลายปีแล้ว...แกพูดุถึงงานดูแลพิพิธภัณฑ์ว่า ต้องใช้ความอดทนอย่างมากเพื่อให้เลี้ยงตัวเองได้ เช่น
  •  รายจ่ายที่เป็น Fix cost  คือ ค่าใช้จ่ายประจำ ค่าคนงานวันละ ๒,๕๐๐ บาท, ค่าไฟเดือนละ ๕,๐๐๐ บาท ส่วนค่าน้ำประปาก็เดือนละ ๑,๐๐๐ บาท เป็นต้น..

         ระหว่างที่ยังคุยกันไม่จบ เผอิญแกมีแขกทัวร์มาลง..ผมก็เลยเดินดูบรรยากาศรอบๆ และไปเห็นห้องเรียนธรรมชาติ..ที่มีกระดานดำ (เขียว) เขียนความในใจของลุงจ่า "ชีวิตกับงานพิพิธภัณฑ์" เห็นว่าน่าสนใจ เพราะเพียงความคิดคำนึงหนึ่ง บวกกับความมุ่งมั่นตั้งใจ..ทำให้เกิดพิพิธภัณฑ์..ให้ลูกหลานได้ชื่นชม..แต่ว่าสมบัติของสังคม..จะปล่อยให้ครอบครัว..บูรณเขตต์ดูแลไปตลอดเลย..จะเป็นสังคมที่เอื้ออาทรกันได้อย่างไร?

ชีวิตกับงานพิพิธภัณฑ์

 ชีวิตกับงานพิพิธภัณฑ์

       เกือบชั่วชีวิตของผม ผู้คนรอบข้างมักมองเห็นการซื้อหาเก็บวัตถุสิ่งของ เครื่องมือเครืองใช้ไม้สอยต่างๆ ที่เขาพากันทิ้งขว้าง  แม้กระทั่งเศษไม้ใบหญ้าชิ้นเล็กชิ้นน้อย ด้วยสายตาที่มีคำถามและไม่เข้าใจ เพราะมันเป็นเรื่องที่สวนทางกับวิถีชีวิตปกติของคนในสังคม หนักๆ เข้า ผมจึงถูกมองว่าเป็นคนเพี้ยนไม่เต็มเต็ง หรือบ้าหอบฟางไปก็มี

        แม้กระทั่งคนใกล้ตัวอย่างภรรยาผม ก็ไม่เข้าใจ ร้องไห้เสียใจอยู่บ่อยๆ ขอให้เลิกกิจกรรมนี้ เมื่อเห็นว่า "แย่แล้ว" จึงให้คนไปตามคุณแม่ของผมมาห้าม ซึ่งผมก็ต้องรับปากว่าจะเลิกซื้อหา จึงทำให้ผมเสียใจในการกระทำของตนเอง จิตใจห่อเหี่ยวหมดกำลังใจที่จะทำต่อไป ได้แต่นั่งทอดอาลัยถ่วงเวลาจนดึกดื่น เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าระหว่างคน 2 คน ที่มีแต่ความเสียใจ ทุกข์อย่างที่สุด

         ปะเหลาะให้ภรรยาผมวางใจได้สัก 3-4 วันบ้าง 7 วันบ้าง ก็เริ่มซื้อหาอีก แต่ก็ไม่พ้นสายตา "พวกสายลับ" ในบ้านที่คอยส่งข่าว

         อาจกล่าวได้ว่า สังคมไทยและความนึกคิดของคนที่นั่นเมื่อสิบๆ ปีก่อนนั้น สิ่งเหล่านี้ยังไม่ได้รับความสนใจเก็บรวบรวมนัก จนเมื่อมีการตื่นตัวอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยกันขึ้น จึงมีผู้เดินทางมาศึกษาหาความรู้และท่องเที่ยวกันมากขึ้น ภรรยาและลูกๆ ของผมจึงเข้าใจดีขึ้น แต่จะว่าไป ภรรยาของผมก็ไม่ได้ขัดขวางจริงจังอะไร เพราะถ้าไม่ใช่เขา ก็อาจไม่มีผม และพิพิธภัณฑ์ในวันนี้

         จากการเก็บรวบรวม จึงค่อยๆ คิดจัดแสดง สร้างอาคารสถานที่ ปรับปรุงมาเรื่อยๆ จนเป็นรูปเป็นร่าง ซึ่งยังคงต้องจัดทำจัดแสดงอยู่ตลอดเวลา ไม่มีวันจบสิ้น ในช่วงหลังๆ นี้ ผมไม่ค่อยได้เดินทางออกไปซื้อหาสิ่งของตามท้องถิ่นต่างๆ นัก เพราะผมต้องทำมาหากินหนักขึ้น ส่วนภรรยาค้าขายหารายได้มาช่วย ลูกทั้ง 6 คน บ้างก็ใช้แรงกาย ความคิด บ้างก็แยกไปทำกิจการอื่นๆ นำรายได้มาใช้จ่ายทั้งภายในครอบครัว และใช้ดำเนินงานให้พิพิธภัณฑ์ดำเนินอยู่ได้นานวัน

          กว่าจะถึงวันนี้ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านแห่งนี้ จึงเป็นส่วนหนึ่งของการทุ่มเทจนตลอดชีวิต

จ่าสิบเอกทวี บูรณเขตต์