- รายจ่ายที่เป็น Fix cost คือ ค่าใช้จ่ายประจำ ค่าคนงานวันละ ๒,๕๐๐ บาท, ค่าไฟเดือนละ ๕,๐๐๐ บาท ส่วนค่าน้ำประปาก็เดือนละ ๑,๐๐๐ บาท เป็นต้น..
ระหว่างที่ยังคุยกันไม่จบ เผอิญแกมีแขกทัวร์มาลง..ผมก็เลยเดินดูบรรยากาศรอบๆ และไปเห็นห้องเรียนธรรมชาติ..ที่มีกระดานดำ (เขียว) เขียนความในใจของลุงจ่า "ชีวิตกับงานพิพิธภัณฑ์" เห็นว่าน่าสนใจ เพราะเพียงความคิดคำนึงหนึ่ง บวกกับความมุ่งมั่นตั้งใจ..ทำให้เกิดพิพิธภัณฑ์..ให้ลูกหลานได้ชื่นชม..แต่ว่าสมบัติของสังคม..จะปล่อยให้ครอบครัว..บูรณเขตต์ดูแลไปตลอดเลย..จะเป็นสังคมที่เอื้ออาทรกันได้อย่างไร?
ชีวิตกับงานพิพิธภัณฑ์
|
ชีวิตกับงานพิพิธภัณฑ์ เกือบชั่วชีวิตของผม ผู้คนรอบข้างมักมองเห็นการซื้อหาเก็บวัตถุสิ่งของ เครื่องมือเครืองใช้ไม้สอยต่างๆ ที่เขาพากันทิ้งขว้าง แม้กระทั่งเศษไม้ใบหญ้าชิ้นเล็กชิ้นน้อย ด้วยสายตาที่มีคำถามและไม่เข้าใจ เพราะมันเป็นเรื่องที่สวนทางกับวิถีชีวิตปกติของคนในสังคม หนักๆ เข้า ผมจึงถูกมองว่าเป็นคนเพี้ยนไม่เต็มเต็ง หรือบ้าหอบฟางไปก็มี แม้กระทั่งคนใกล้ตัวอย่างภรรยาผม ก็ไม่เข้าใจ ร้องไห้เสียใจอยู่บ่อยๆ ขอให้เลิกกิจกรรมนี้ เมื่อเห็นว่า "แย่แล้ว" จึงให้คนไปตามคุณแม่ของผมมาห้าม ซึ่งผมก็ต้องรับปากว่าจะเลิกซื้อหา จึงทำให้ผมเสียใจในการกระทำของตนเอง จิตใจห่อเหี่ยวหมดกำลังใจที่จะทำต่อไป ได้แต่นั่งทอดอาลัยถ่วงเวลาจนดึกดื่น เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าระหว่างคน 2 คน ที่มีแต่ความเสียใจ ทุกข์อย่างที่สุด ปะเหลาะให้ภรรยาผมวางใจได้สัก 3-4 วันบ้าง 7 วันบ้าง ก็เริ่มซื้อหาอีก แต่ก็ไม่พ้นสายตา "พวกสายลับ" ในบ้านที่คอยส่งข่าว อาจกล่าวได้ว่า สังคมไทยและความนึกคิดของคนที่นั่นเมื่อสิบๆ ปีก่อนนั้น สิ่งเหล่านี้ยังไม่ได้รับความสนใจเก็บรวบรวมนัก จนเมื่อมีการตื่นตัวอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยกันขึ้น จึงมีผู้เดินทางมาศึกษาหาความรู้และท่องเที่ยวกันมากขึ้น ภรรยาและลูกๆ ของผมจึงเข้าใจดีขึ้น แต่จะว่าไป ภรรยาของผมก็ไม่ได้ขัดขวางจริงจังอะไร เพราะถ้าไม่ใช่เขา ก็อาจไม่มีผม และพิพิธภัณฑ์ในวันนี้ จากการเก็บรวบรวม จึงค่อยๆ คิดจัดแสดง สร้างอาคารสถานที่ ปรับปรุงมาเรื่อยๆ จนเป็นรูปเป็นร่าง ซึ่งยังคงต้องจัดทำจัดแสดงอยู่ตลอดเวลา ไม่มีวันจบสิ้น ในช่วงหลังๆ นี้ ผมไม่ค่อยได้เดินทางออกไปซื้อหาสิ่งของตามท้องถิ่นต่างๆ นัก เพราะผมต้องทำมาหากินหนักขึ้น ส่วนภรรยาค้าขายหารายได้มาช่วย ลูกทั้ง 6 คน บ้างก็ใช้แรงกาย ความคิด บ้างก็แยกไปทำกิจการอื่นๆ นำรายได้มาใช้จ่ายทั้งภายในครอบครัว และใช้ดำเนินงานให้พิพิธภัณฑ์ดำเนินอยู่ได้นานวัน กว่าจะถึงวันนี้ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านแห่งนี้ จึงเป็นส่วนหนึ่งของการทุ่มเทจนตลอดชีวิต จ่าสิบเอกทวี บูรณเขตต์
|
ครั้งแรกรู้จักพิพิธภัณฑ์จ่าทวีตอนที่มีข่าวเรื่องการเก็บภาษีย้อนหลัง แล้วก็ลืมๆ ไป...
ต่อมาได้อ่าน "ลูกสาวพิพิธภัณฑ์" เริ่มเข้าใจ เห็นใจ และมีใจ เริ่มอยากไปสัมผัส.. จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่ได้ไป
เมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว ไปเยี่ยมชม "พิพิธภัณฑ์อูบคำ" ที่เชียงราย ผู้บรรยายบ่นว่า "คนไทยไม่สนใจชมพิพิธภัณฑ์ บางคนมาถึงบ่นว่าแพงแล้วก็จากไป สู้ฝรั่งไม่ได้ที่เขาชอบเรียนรู้จากสิ่งของโบราณเหล่านี้" กระแทกใจมากเลยค่ะ
มาอ่านเจอบล็อกของอาจารย์อีก เสาร์นี้เลยตั้งใจว่าต้องไปให้ได้แล้วค่ะ
ขอบพระคุณมากค่ะ
ผู้บรรยายบ่นว่า "คนไทยไม่สนใจชมพิพิธภัณฑ์
เพราะส่วนใหญ่พิพิธภัณฑ์ดูแห้งๆค่ะ ไม่ค่อยมีชีวิตชีวา
แวะเอาความโชคดีมาฝากด้วยค่ะ
ไปช่วงบ่ายค่ะอาจารย์ นัดกับอาจารย์รุ่นน้องที่คณะอีก 3 คน
โชคดีจัง อาจจะได้ไกด์กิตติมศักดิ์
ช่วงที่เป็นผู้สอนเคยพานักเรียนมาชมทุกปีเป็นการทัศนศึกษาวงรอบสุโขทัย พิษณุโลก อุตรดิตถ์ วิชา ประเทศของเรา (หลักสูตรเดิม)
ทึ่งในภูมิปัญญาไทยมาก
ช่วงเรียนป.โท วิชาภูมิปัญญาไทยหลักสูตรบริหารกับอ.สนม ครุฑเมืองก็มาชื่นชมกับลุงจ่า น่าเห็นใจควรมีหน่วยงานสนับสนุนท่านมากกว่านี้นะ
โรงเรียนอุตรดิตถ์ยินดีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยครับ
ลองแวะไป พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวีดูบ้างสิคะ แล้วความคิดที่ว่าพิพิธภัณฑ์มันแห้งๆ จะหายไป
แล้วก็ลองนึกดูว่าถ้าผู้ดูแลไม่ต้องกระเบียดกระเสียนเพื่อเลี้ยงชีวิตพิพิธภัณฑ์อยู่อย่างในปัจจุบัน(ที่ทุ่มเททั้งชีวิต)แล้ว ที่นี่จะกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่สนุกสนาน และชวนเอาอย่างขนาดไหน
ต่อไปที่เที่ยวของลูกหลานอาจเป็นพิพิธภัณฑ์(พื้นบ้านเกือบทุกแห่ง)แทนที่จะเป็นห้างใหญ่ในเมืองก็ได้ ....เพราะเขาทำด้วยใจและจิตสำนึกที่น่ายกย่องอย่างแท้จริง จริงๆค่ะ