คนไทยส่วนมากมีนิสัยชอบเสี่ยงเล่นการพนันโดยถือว่าเป็นเกมที่สนุก

       การเล่นการพนันถือเป็นการเสี่ยงโชคชนิดหนึ่งโดยใช้เงินหรือสิ่งของเป็นเดิมพันในการแพ้ชนะซึ่งจะต้องมีคู่กรณีสองฝ่ายโดยมีฝ่ายหนึ่งได้กับฝ่ายหนึ่งเสียหรือไม่ได้ไม่เสียทั้งสองฝ่าย บางประเทศจัดการเล่นการพนันเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย บางประเทศจัดการเล่นการพนันเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย  แม้ในพุทธศาสนาจะจัดการเล่นการพนันนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ผิดศีลก็ตามที แต่ก็ยังถือว่าเป็นสิ่งที่จะนำมาซึ่งความหายนะโดยจัดเข้าในหมวดของอบายมุข ๖           

                การเสี่ยงทายถือเป็นการเสี่ยงโชคอย่างมีหลักการโดยวิธีอธิษฐานจิตหรืออธิษฐานบารมีโดยไม่มีการเดิมพันเป็นเงินหรือสิ่งของ การเสี่ยงทายนั้นทำเพื่อให้เกิดความมั่นใจในตนเองเพิ่มขึ้นในการตกลงปลงใจที่จะกระทำหรืองดเว้นที่จะกระทำกิจการอย่าง ใดอย่างหนึ่งโดยถือเอาผลของการเสี่ยงทายที่ได้นั้นเป็นคำตอบสุดท้ายในการตัดสินใจ            บางท่านถือว่าการเสี่ยงทายนั้นเป็นสิ่งที่งมงายไร้สาระผิดหลักวิทยาศาสตร์ แต่สำหรับข้าพเจ้าแล้ว การเสี่ยงทายนั้นถือเป็นสิ่งที่ดีและมีประวัติความเป็นมาอันเป็นเครื่องยืนยันว่ามีจริงและมีประโยชน์ แล้วท่านผู้อ่านเล่า..คิดอย่างไรกับเรื่องนี้..           

              ในสมัยที่ศาสนาพุทธยังไม่อุบัติขึ้นมาในโลก เมื่อวันขึ้น๑๕ค่ำเดือน๖ ปีระกา ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปีหรือประมาณ ๒๖๐๐ ปีมาแล้ว เจ้าชายสิทธัตถะซึ่งก่อนที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้ประทับนั่งอยู่ที่โคนต้นโพธิ์ ได้มีนางสุชาดาบุตรเศรษฐีแห่งบ้านเสนานิคมนำข้าวมธุปายาสใส่ถาดทองมาถวาย พระองค์ทรงรับไว้และนำไปฉันที่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เมื่อฉันหมดจึงได้เสี่ยงทายอธิษฐานจิตเพื่อลอยถาดทอง โดยเสี่ยงทายว่าหากพระองค์จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าขอให้ถาดทองนั้นลอยทวนกระแสน้ำ ปรากฏว่าถาดนั้นลอยทวนกระแสน้ำได้เป็นอัศจรรย์ผิดหลักธรรมชาติ           

               อีกเรื่องคือเรื่องพระเสี่ยงทายที่ศาลจ้าพ่อหลักเมืองกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นพระขนาดหน้าตักกว้างราวๆ ๑ ฟุตสูง ๑ ฟุต ข้าพเจ้าเคยไปกราบนมัสการและเสี่ยงทายเมื่อสมัยเป็นนักเรียนสอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยปี ๑๙ โดยเสี่ยงทายว่าถ้าหากสามารถยกพระขึ้นเหนือหัวได้คือสอบติดถ้ายกไม่ขึ้นก็สอบตก ปรากฏว่ายกไม่ขึ้นถึงสามครั้ง ถึงแม้จะอ่านหนังสือจนหัวแทบจะระเบิดก็สอบไม่ติดต้องไปพึ่งบารมีสมัครเป็นลูกพ่อขุนเรียนถึง ๗ ปีครึ่งจึงจบ พระนั้นก็ไม่หนักแต่ก็ไม่สามารถยกขึ้นได้           

           เรื่องที่สำคัญเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของคาถาพระปัจเจกโพธิ์โปรดสัตว์ที่ใช้ในการเสี่ยงทาย เรื่องนี้ก็จริงอีกเหมือนกัน โดยข้าพเจ้าได้ใช้ไม้ไผ่มาเหลาให้ยาวหนึ่งคืบคือมือขวากางออกจนสุดระยะห่างของนิ้วโป้งถึงนิ้วก้อยยาวเท่าไรก็เอาเท่านั้น แล้วตัดไม้ไผ่ออกให้เสมอความยาวของมือที่กางออกนั้น(ถ้านิ้วโป้งมือขวาขาดก็ให้ใช้ด้านมือที่ไม่ขาด ถ้าขาดทั้งสองข้างก็ใช้นิ้วอื่นก็ได้ ถ้ามือด้วนทั้งสองข้าง ก็ตัวใครตัวมันครับ) เมื่อได้ไม้ไผ่ยาวตามต้องการแล้ว พอถึงเวลาจะเสี่ยงทายก็นำเอาออกมาใช้ โดยสมมุติเราเสี่ยงทายว่าถ้าจะทำกิจการเปิดร้านขายอาหารถ้าเจริญรุ่งเรืองดีก็ขอให้ไม้นี้ยาวออกไป ถ้าไม่ดีก็ขอให้สั้นเข้ามา แล้วก็ท่องคาถาพระปัจเจกโพธิ์ ๓ จบ เอามือที่กางออกไปวางนาบกับไม้ที่เตรียมไว้นั้นไม้นั้นจะสั้นหรือยาวขึ้นเป็นอัศจรรย์  ให้ทำ ๓ ครั้งเพื่อความมั่นใจ ผลที่ออกมาจะตรงทั้ง ๓ ครั้ง ถ้าผลออกมาไม่ดีก็อย่าไปฝืน ถ้าผลออกมาดีก็ขอให้ทำไป ถ้าไม้ไม่ยาวไม่สั้นเสมอตัวกิจการที่ทำนั้นก็ปานกลางไม่ดีไม่ร้าย

นี่คือการเสี่ยงทายอย่างมีหลักการไม่ต้องเสียเงินไปดูหมอ หมอดูคู่หมอเดา ถ้าผลออกมาตรงตามที่ดูหมอก็คุยว่าตัวเองดูแม่น ถ้าผลไม่ตรงหมอก็โทษฟ้าโทษดิน แต่เรื่องนี้อย่านำไปใช้ในสิ่งที่ผิดศีลผิดธรรมหรือเสี่ยงเรื่องการพนันนะครับเพราะผิดวัตถุประสงค์ผลที่ได้รับอาจจะตรงกันข้าม

............................................................... 

หมายเหตุ : บทความนี้ได้รับการลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ เมืองไทยนิวส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยคุณVasin Sornprasitti (Paul) อีเมล์ [email protected] (www.18body.com )