เสียดายจังไม่มีลูก ถ้ามีคงอยากส่งไปเรียนในโรงเรียนที่มีเสน่ห์แบบนี้

  โรงเรียนรุ่งอรุณ

   เริ่มจากคุณคนดอย มาชวนไปเยี่ยม โรงเรียนรุ่งอรุณเมื่อประมาณกลางเดือน เนื่องจาก อ.JJ พาทีม KM มมส.มาเยี่ยมชมกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียนและคุณครู จึงขอติดสอยห้อยตามไปด้วย โดยมีเบื้องหลัง ก็คือ เคยอ่านเรื่องราวและหนังสือที่โรงเรียนนี้ทำออกมาตอนตั้งโรงเรียนครบ 10 ปี พออ่านเสร็จชอบมาก จึงฝากคุณคนดอยให้ช่วยถามว่า โรงเรียนนี้เขาจำกัดอายุของครูไหมคะ เผื่อจะขอไปสมัครเป็นครูที่นี่บ้าง

     พวกเราสามคนออกเดินทางจากบางซื่อประมาณ 7 โมงเช้า ขนาดว่าไปหลงพักนึง ยังไปถึงโรงเรียน 8 โมงเช้า โรงเรียนนี้อยู่ในซอยวัดยายร่ม ถนนพระราม 2 บางมด ค่ะ  เมื่อเข้าถึงโรงเรียน ตัวเองคิดว่าเหมือนออกมาอยู่อีกโลกนึง เพราะบรรยากาศร่มรื่นราวกับสวนสาธารณะ มีสระน้ำขนาดใหญ่ ละอองน้ำจากน้ำพุกระเซ็นมาถูกตามตัว ให้ความรู้สึกเย็น สงบ ประกอบกับหมอกสีขาวจางๆ ให้ภาพที่งดงาม เมื่อยามเดินไปตามสะพานที่ข้ามสระน้ำ เพื่อมุ่งไปยังอาคารเรียน

      จากการได้พูดคุยกับคณะคุณครูที่มาคอยต้อนรับนำทีมโดย อ.ผู้อำนวยการโรงเรียน สัมผัสได้ถึงมิตรภาพ ความสงบเย็น และแง่คิดที่ได้จาก ท่านอาจารย์ ผอ.ที่สอดแทรกให้เราได้คิด ได้ตระหนักถึงการใช้ชีวิตของตัวเอง ด้วย เช่น 

  • วิธีการสอนของที่นี่เริ่มต้นจากปัญหา สอนให้เด็กเห็นว่าปัญหาไม่ใช่เรื่องที่ต้องหนี หรือรู้สึกทางลบ แต่ปัญหามีไว้ให้เราต้องแก้ไข เป็นเวทีฝึกกระบวนการคิด สำหรับตัวเองคิดต่อไปว่า ใช่แล้ว ปัญหาคือสิ่งที่ท้าทายความสามารถของเราว่าพัฒนาไประดับใดแล้ว ยิ่งเก่งขึ้น เติบโตขึ้นก็จะต้องพบปัญหาที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ
  • ครูหรือนักเรียน ต้องมีคุณสมบัติ โยนิโสมนสิการ และ กัลยาณมิตร จึงจะเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (ต้องกลับมาหาความรู้เพิ่มค่ะ โยนิโสมนสิการ คืออะไร)  โรงเรียนนี้เขาเป็นโรงเรียนวิถีพุทธ และการสอนเรื่องอะไรต้องบูรณาการ
  • ครูที่คิดวางแผนการสอน หรือจะหยิบเรื่องใดมาสอนต้องตอบให้ได้ว่า ถ้าเด็กเรียนเรื่องนี้แล้ว จะเป็นประโยชน์กับชีวิตของเขาอย่างไร  นำไปใช้ต่อยอดในเรื่องอะไร เรื่องนี้ citrus ได้นำหลักคิดไปประยุกต์ใช้ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร และการพัฒนาคน เรียบร้อยแล้ว เมื่อวานนี้เอง
  • ฯลฯ

    การเรียน การสอน

 

      ภาพที่ประทับใจ ที่เห็นที่นี่ มีเยอะมาก เริ่มตั้งแต่

  • ความใส บริสุทธิ์ของเด็กทุกคน สังเกตเห็นจาก เมื่อเขาเดินผ่านพวกเราคณะใหญ่ประมาณ 10 คน เขาจะยกมือไหว้ ยิ้ม ตามด้วยก้มศีรษะและหลังเดินผ่านไป เมื่อเราเข้าไปเยี่ยมในห้องเรียน เข้าไปพูดคุยเด็กจะอธิบายด้วยความเต็มใจ กระตือรือร้น
  • สำหรับเด็กเล็ก อนุบาล เมื่อเข้าไปคุย เขาจะแนะนำตัวเอง ชื่ออะไร เรียนอยู่ อนุบาล...และเพื่อนที่เล่นอยู่กับเขาชื่ออะไรด้วย ฟังแล้วอยากไปหอมแก้มให้ดังฟอดใหญ่
  • ห้องเรียนของเด็กนักเรียนมัธยมทุกชั้น จะมีโถงกลางเป็นที่ประกอบอาหารกลางวัน  นักเรียนจะปรุงอาหารร่วมกับครู รับประทานด้วยกัน และช่วยกันเก็บล้างทำความสะอาด บรรยากาศเหมือนอยู่บ้าน เพราะอาคารทำเหมือนบ้าน พื้นกระดานเป็นไม้ทั้งหมด ทุกอาคาร
  • นักเรียนประถม  ก็ต้องล้างจาน เก็บกวาดทำความสะอาดบริเวณที่รับประทานอาหารซึ่งอยู่ใกล้กับห้องเรียนให้เรียบร้อยก่อนกลับไปเรียนต่อ
  • อาคารเรียนวิชากิจกรรมพิเศษ เช่น ศิลปะ ดนตรีไทย เวชศาสตร์ภูมิปัญญาชาวบ้าน พลศึกษา ล้วนแต่เป็นอาคารไม้บ้านแบบไทยๆ ในชนบท เท่าที่สังเกตไม่มีเครื่องปรับอากาศเลย
  • ตอนกลางวัน คุณครูที่ไม่มีชั้นประจำ กับเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนจะมารับประทานอาหารกลางวันที่ส่วนกลางเตรียมไว้ให้ เมื่ออิ่มหนำสำราญแล้ว ทุกคนไม่เว้นแม้แต่ ท่านอาจารย์ ผอ.  ก็จะมาแยกขยะ และล้างภาชนะในกะละมังที่เตรียมไว้เรียงลำดับตั้งแต่ล้างด้วยน้ำยา ตามด้วยน้ำสะอาด อีก 3 น้ำ ที่ล้างจานกับแก้วน้ำจะแยกคนละส่วน

      หลังอาหารพูดคุยความรู้สึกของพวกเราที่มาเยี่ยม อ.ผอ.ช่วยสรุปว่า

ที่โรงเรียนมีสิ่งดีๆ คือ....

                  อากาศ อาหาร อาวาส อาจารย์ อารมณ์ 

เรื่องอาหารนี่รับประกันโดยคุณคนดอยพร้อมกับน้องผู้ติดตามเพราะก๋วยเตี๋ยวคนละ 1 ชามนั้นไม่พอ  อาจเป็นเพราะใช้พลังงานไปเยอะ เดินรอบโรงเรียนเป็นสิบ สิบ กิโล

     สำหรับตัวเองเข้ามาสัมผัส คงได้เรื่อง อากาศ อารมณ์ เพราะลืมไปเลยว่าเดี๋ยวจะกลับไปสู่โลกปัจจุบันตอนบ่ายเมื่อกลับไปที่ทำงาน

     ส่วนเรื่องเพลินพัฒนา ก็ได้ประสบการณ์ในอีกแง่มุมที่แตกต่าง เพราะมีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคุณครูและผู้ปกครอง เก็บไว้เล่าในบันทึกหน้าละกันค่ะ