ครั้งแรกในชีวิตกับการที่ได้นั่งรถไฟ
อยากบอกว่าในชีวิต 35 ปีที่ผ่านไม่เคยได้นั่งรถไฟเลย ทั้ง ๆ ที่บ้านสมัยอยู่อุบลราชธานีติดกับสถานีรถไฟแท้ ๆ หรือ เพราะตอนนั้นยังเล็กอยู่ พ่อกับแม่เลยให้นั่งเฉพาะรถม้า (อดีต)
วันที่ 3-12 มกราคม 51 มีโอกาสนำนิสิตเดินทางเข้าร่วมการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยที่ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ณ นครศรีธรรมราช (วลัยลักษณ์เกมส์) เดินทางรอบแรก โดยรถบัสมหาวิทยาลัย
การเดินทางรอบแรกสบายค่ะเบาะเอนได้ มีแอร์ รถจอดเซเว่นเมื่อผู้โดยสารร้องเรียก หรือต้องการปลดปล่อยความทุกข์ คุณลุงคนขับรถก็ใจดี จัดให้เหมือนเป็น ดี เจ อย่างไงอย่างงั้นใช้ระยะเวลาในการเดินทาง 1 วัน 1 คืน โดยไม่ได้หยุด ออกจากมหาวิทยาลัยมหาสารคามเวลา 09.00 น. ของวันที่ 2 มกราคม 51 ถึงมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ 08.00 น. ของวันที่ 3 มกราคม 51 อยู่ร่วมการแข่งขันจนถึงวันที่ 13 และเดินทางกลับในวันที่ 13 มกราคม เวลา 13.00 น.
การเดินทางกลับ ผอ.ประกาศให้นักกีฬาทราบ โดยนักกีฬาประเภทใดเดินทางมาโดยรถบัส เวลาเดินทางกลับให้กลับรถไฟ (มีเสียงอือฮาเกิดขึ้นทันที) บางคนดีใจ บางคนถอดใจ เพราะการเดินทางโดยรถไฟ คนที่เดินทางขามา จะมีการพูดคุยกันอย่างหนาหูว่าลำบากมาก กิน นั่ง และนอน ลำบากที่สุด (คน ๆนั้น คือท่านแผ่นดิน และนิสิตที่ร่วมเดินทางรถไฟ) เขาทั้งหลายช่วยกันใส่ไฟอย่างเต็มที่ …………….!
ประการที่ 1 เบาะนั่งเอนไม่ได้เหมือนรถบัสมหาลัย
ประการที่ 2 รถไฟไม่จอดเซเว่น
ประการที่ 3 รถไฟวิ่งผ่านเขาสายใต้บรรยากาศดีเย็นสบาย แต่สายอีสานวิ่งผ่านทุ่งนาช่วงที่ชาวนาเกี่ยวข้าวเสร็จพอดีเลยต้องทนดูแต่ทุ่งนาที่มีแต่ตอข้าว และก็เหมือนผ่านเตาถ่านเนื่องจากมีการเผาฟางข้าว
ประการที่ 4 เดินทางประมาณ 26 ชั่วโมง
ประการที่ 5 ร้อนก็ร้อน
ประการที่ 6 หากินก็ลำบาก
ประการที่ 7 ต้องมีเสื่อไปด้วย (ผู้เขียนก็ยืมเสื่อนักมวย 1 ผืนไว้ปูนอนอย่างเขาว่า)
นิสิต และเจ้าหน้า (โดยเฉพาะผู้เขียนเอง ธรรมชาติเป็นคนกินเก่ง ได้ยินคุณแผ่นดินเล่าว่าหาของกินยากมาก) ต่างพากันหน้าถอดสี อะไรจะลำบากขนาดนี้ เพราะว่าขากลับจะมีแรงจูงใจในการเดินทางน้อยมาก ไม่เหมือนกับขามาแข่งกีฬาถึงเวลา 13.00 น. ที่จะต้องเดินทางกลับ ก่อนขึ้นรถไฟ ผู้เขียนเองกลัวจะไม่มีอะไรกิน ก็ขอเข้าเซเว่นเพื่อตุนของกินให้กับตัวเองและนักกีฬาที่รับผิดชอบ และมีความตื่นเต้นที่สุดที่ได้นั่งรถไฟเป็นครั้งแรก ยิ่งรถไฟเริ่มออกยิ่งตื่นเต้น มีหลายคนที่ได้นั่งรถไฟเป็นครั้งแรก เราเลยถ่ายภาพ และชูนิ้ว 1 นิ้ว เป็นสัญญาลักษณ์การขึ้นรถไฟครั้งแรก (เขินค่ะ) พอรถไฟผ่านไปหลายจังหวัด การนั่งรถไฟไม่ได้ลำบากอย่างที่หลาย ๆ คนคิด ตรงกันข้าม สนุกสนาน บรรยากาศเป็นธรรมชาติผู้เขียนเองชอบมาก เพราะก็เป็นคนลุย ๆ เหมือนกับผู้ชาย ผู้เขียนเองก็จัดกิจกรรมในรถไฟพลัดเปลี่ยนกันคิดว่าจะทำอะไรดีกับน้อง ๆ นักกีฬา จนถึงสถานีรถไฟหัวลำโพง วันที่ 14 มกราคม 51 เวลา 06.05 น. เหลืออีก 2 ชั่วโมงรถไฟถึงจะออก ระหว่างนั้นก็ ผู้เขียนเองก็ขอตัวไปอาบน้ำ กลับออกมาโชคดีเจอพี่สมนึกผู้ใจดีค่ะ ดีใจมากเหมือนเจอคนบ้านเดียวกันนอกเหนือจากนั้นพี่ท่านก็หาเสบียงมาให้ไว้กินบนรถไฟเยอะแยะมากมาย ขอขอบพระคุณพี่สำนึกเป็นอย่างสูงค่ะสำหรับเสบียง จากนั้นเราก็เดินทางกลับบ้านด้วยปลอดภัย
ถ้ารถไฟขืนจอด เซเว่น ก็ยุ่งนะสิ
แต่ในอนาคต เซเว่น อาจจะไปอยู่บนรถไฟ ก็ได้นะ
จังหวัดที่ไม่มีรถไฟวิ่งผ่าน
นาน นานมาก กว่าจะได้ขึ้นรถไฟ อิอิ
สวัสดีรับอาจารย์
มามีความเห็นต่างพี่ เกษตรยะลา ค่ะ ที่บอกว่า
หนิงว่าค่ารถไฟ รถด่วนนอนแอร์ ชั้นล่าง ไม่ถูกนะคะ อิอิ หนิงว่าแพงกว่าราคารถทัวร์ ที่เดินทางต้นทาง - ปลายทางเดียวกันค่ะ
เพิ่งไปมาล่าสุด จากบุรีรัมย์ - หัวลำโพง เมื่อเดือนพย. 50 นี่เองค่ะ
แต่ก็ดีใจได้เดินทางพร้อมพ่อครูบา หลังจากไม่ได้เดินทางรถไฟ มานานมากแล้วเหมือนกันค่ะ เพราะมหาสารคามไม่มีรถไฟผ่าน ถ้าต้องไปจะไปขึ้นที่บ้านไผ่ หรือขอนแก่นค่ะ
แต่ส่วนมากจะไปรถทัวร์ หรือด่วนหน่อยเครื่องบินที่ขอนแก่นค่ะ
ชอบนั่งรถไฟค่ะ มันromanticดี ถ้าไม่มีอะไรรีบร้อนนะคะ </div>
ชอบนั่งรถไฟเหมือนกันค่ะ
ยิ่งถ้าได้เสบียง ไก่ย่างข้าวเหนียวด้วยแล้ว ยิ่งชอบใหญ่ อิอิอิ
น้องเจี๊ยบค่ะ ช่วงนั้นป้าหมูก็ไปประชุมที่สุราษฎร์ธานี 5-10 ไปศึกษาดูงานที่ม.วลัยลักษณ์ เสียดายไม่ทราบข่าวเลยไม่ได้พบกันบ้าง
ป้าหมูเองก็ไม่เคยนั่งรถไฟเลย จะหาโอกาสนั่งบ้างแล้วละ ไปด้วยกันนะค่ะ เราจะได้ฉีกไก่ย่างข้าวเหนียวกันให้แซบบบบบบ
ฝากหอมแก้มสองหนุ่มสุดที่รักของป้าหมูด้วย คึดฮอดหลาย