"หม่อมอุ๋ย" แนะรัฐบาลใหม่เร่งลงทุนภาครัฐ เตรียมรับมือวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐ กังวลอัตราแลกเปลี่ยนตลาดเงินระหว่างคู่ค้าไม่มีเงินเมื่อถึงเวลาชำระ ระบุเลิกมาตรการ 30% อย่าใจร้อน แต่เปิดช่องรอให้ค่าเงินประเทศคู่แข่งแข็งค่าไล่ทันไทยก่อน ปธ.หอการค้าไทยเสนอรัฐเพิ่มงบประมาณ 8 หมื่นล้าน อัดฉีดลงทุนรายย่อย-ลดภาษีผู้มีรายได้น้อย-สร้างงานในชนบทกระตุ้นการใช้จ่าย เมื่อวันที่ 24 มกราคม คณะกรรมการวิจัยและพัฒนาของวุฒิสภา ร่วมกับสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา   จัดงานสัมมนาทางวิชาการเรื่อง "รัฐบาลใหม่ต้องทำอะไรต่อไป?" โดย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาว่า หลังการเลือกตั้งที่ผ่านมาสถานการณ์โดยรวมของประเทศไม่ได้เลวร้ายนัก ขอแค่ว่าทุกคนอย่าไปคิดให้หดหู่ตามเหตุการณ์ ไม่เช่นนั้นจะไม่มีใครทำงาน และเท่าที่ได้พูดคุยและติดตามข่าวจากนักเศรษฐศาสตร์ ส่วนใหญ่จะมองว่าปัญหาหลักของเศรษฐกิจโลกคือ ปัญหาซับไพรม์ เห็นได้จากตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกาปรับตัวลดลง คนอเมริกันชะลอการใช้จ่าย จึงมีผลให้ยอดการค้าโลกลดลง ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวว่า สำหรับประเด็นที่รัฐบาลใหม่ควรเข้ามาดำเนินการ ประกอบด้วย 1.การเร่งประมูลระบบขนส่งมวลชนในเส้นทางที่เหลืออยู่ให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด    2.เร่งการลงทุนภาครัฐ เนื่องจากในช่วง 1-2 ปี ที่ผ่านมารัฐใช้งบฯ น้อยมาก   3.ผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าเอกชนรายอิสระ (ไอพีพี) ให้เดินหน้าต่อไป เพื่อที่ประเทศไทยจะได้มีไฟฟ้าใช้ในระยะยาว  และ 4.รัฐบาลจำเป็นจะต้องเตรียมการรองรับผลกระทบจากปัญหาทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ที่ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ไทยได้รับผลกระทบไปส่วนหนึ่งแต่ก็ไม่เสียหายมาก เพราะไทยยังมีมาตรการบางอย่าง          มากันเอาไว้ ทำให้ในช่วง 3-4 วันที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบน้อยกว่าตลาดหุ้นของประเทศอื่น ๆ         แต่จะกระทบกับไทยไปนานแค่ไหนก็คงตอบไม่ได้ "ตอนนี้ภาคที่น่ากังวลและน่ากลัวคือผลกระทบต่อตลาดการเงิน เนื่องจากตลาดเงินจะเป็นคู่ค้ากัน มีทั้งตลาด Future (ตลาดซื้อขายล่วงหน้า) และ Forward (การป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน)  ขณะที่ตกลงซื้อขายกันสถานการณ์ของค่าเงินเป็นอีกระดับ และเมื่อถึงเวลาต้องจ่ายเงินเป็นอีกมูลค่าหนึ่ง ซึ่งอาจประสบปัญหาไม่มีเงินจ่ายและจะลามข้ามประเทศ จึงต้องเตรียมรับมือให้ดี ซึ่งวิธีที่ดีที่สุด คือ รัฐบาลจะต้องเตรียมบุคลากรที่อ่านเกมออก จะได้รับมือกับปัญหาได้ทัน และกระทบกับไทยน้อยกว่าประเทศอื่น ๆ" ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวถึงมาตรการกันสำรอง 30% ว่า มาตรการดังกล่าวช่วยบรรเทาปัญหาได้มาก เพราะเมื่อเปรียบเทียบค่าเงิน ณ สิ้นปี 2550 พบว่า ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 15.7% เกาหลี 11% สิงคโปร์ 13% จีน 13.3% มาเลเซีย 14% และฟิลิปปินส์ 16% ทำให้ภาคส่งออกสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ไม่ลำบาก  ดังนั้นช่วงเวลาที่ดีที่สุด      ที่จะเลิกมาตรการกันสำรอง 30% คือรอให้จีนและมาเลเซียค่าเงินแข็งจนไล่ทันกับไทย ไม่จำเป็นต้องใจร้อน        "ความพยายามส่งสัญญาณในครั้งนี้อยู่ในฐานะคนไทยที่พอจะให้ความเห็นได้ ก็เพื่อให้คนที่เข้ามาในตำแหน่งที่เกี่ยวข้อง มีสติมากกว่าที่จะมีแต่ทฤษฎี ขอว่าอดใจรออีกนิด เดินไปด้วยกันในภูมิภาคเอเชียก่อน อย่าบุ่มบ่ามเข้ามา แล้วตัดสินใจให้ไทยไปคนเดียว" ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว 

 นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานหอการค้าไทย กล่าวว่า รัฐบาลใหม่ควรใช้มาตรการทางการคลังในการอัดฉีดงบประมาณ 80,000 ล้านบาท เพิ่มเติมจากงบประมาณปี 2551 ที่มีอยู่ 1.6 ล้านล้านบาท ขาดดุล 110,000 ล้านบาท ทำให้การขาดดุลงบประมาณอยู่ระดับไม่เกิน 200,000 ล้านบาท และคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 2.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เพื่อนำงบประมาณมาใช้จ่ายใน 2 ส่วนหลัก คือ ส่วนที่ 1 จำนวน 4 แสนล้านบาท ลดอัตราภาษีเงินได้ให้ผู้มีรายได้น้อย เพื่อจะได้มีเงินไปใช้จ่ายและชดเชยภาษีบางส่วน ส่งเสริมให้มีการลงทุนของเอกชนรายเล็ก ๆ ส่วนอีก 40,000 ล้านบาท นำไปสร้างรายได้ในชนบท โดยก่อสร้างสาธารณูปโภคเพื่อให้เกิดการจ้างงาน     ซึ่งรัฐบาลใหม่ควรกำหนดโครงการทันที เพื่อเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณ <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal">ขณะที่มาตรการกันสำรองร้อยละ 30 หากจะยกเลิกต้องมีมาตรการรองรับ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ต้องไตร่ตรองให้ดี สำหรับมาตรการการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรพิจารณาว่าจะลดอัตราดอกเบี้ยหรือไม่ ซึ่งจะต้องดูผลกระทบค่าเงินบาทและอัตราเงินเฟ้อด้วย หากแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อสูงอาจจำเป็นต้องลดอัตราดอกเบี้ยลงบ้าง</p>  <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-align: right" class="MsoNormal" align="right">มติชน  โพสต์ทูเดย์   25  ม.ค.  51</p>