การติดต่อสื่อสารเป็นสิ่งจำเป็นของมนุษย์ที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่นตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นวิธีการต่างๆ เช่น พูดคุย สนทนา โทรศัพท์ เขียนจดหมาย ส่งไปรษณียบัตร โทรเลข โทรสาร หรือทาง E-mail หรือด้วยวิธีการอื่นใดและกับใครก็ตาม ย่อมเป้นเสรีภาพส่วนบุคคลหรือความเป็นส่วนตัวของมนุษย์ทุกคน
รัฐจะต้องประกันสิทธิความเป็นส่วนตัวโดยการไม่เข้าไปล่วงรู้และการรักษาความลับในการติดต่อสื่อสารของบุคคล เช่นไม่เปิดหรืออ่าน ไม่คอยสังเกตการรณ์ ไม่ดักฟังทางโทรศัพท์ ไม่ยึด ไม่อายัดสิ่งสื่อสาร ไม่ลอก บันทึกการสนทนา ถ่ยภาพ ไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลต่อผู้อื่น
ซึ่งในเรื่องของสิทธิเสรีภาพในการติดต่อสื่อสารนี้ มีบัญญัติใว้ในกฎหมายระหว่างประเทศต่างๆ เช่น
- ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ12 บุคคลใด ๆ จะถูกแทรกสอดโดยพลการในความเป็นอยู่ส่วนตัวในครอบครัว ในเคหสถานหรือในการสื่อสาร หรือจะถูกลบหลู่ในเกียรติยศและชื่อเสียงไม่ได้ ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองของกฎหมายต่อการแทรกสอด หรือการลบหลู่ดังกล่าวนั้น
- กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมือง ข้อ 17 บัญญัติว่า “การเข้าไปก้าวก่ายโดยพลการหรือมิชอบด้วยกฎหมายในกิจส่วนตัว ครอบครัว เคหสถาน หรือการติดต่อสื่อสารจะกระทำมิได้ บุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายจากการก้าวก่ายดังกล่าว”
และตามกฎหมายภายในของประเทศไทยก็มีการบัญญัติบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิดังกล่าวไว้ดังนี้
- รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 36 บัญญัติว่า " บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการสื่อสารถึงกันโดยทางที่ชอบด้วยกฎหมาย
การตรวจ การกัก หรือการเปิดเผยสิ่งสื่อสารที่บุคคลมีติดต่อถึงกัน รวมทั้ง การกระทำด้วยประการอื่นใดเพื่อให้ล่วงรู้ถึงข้อความในสิ่งสื่อสารทั้งหลายที่บุคคลมีติดต่อถึงกัน จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน "
- ประมวลกฎมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 105 บัญญัติว่า"จดหมาย ไปรษณียบัตร โทรเลข สิ่งพิมพ์หรือเอกสารอื่นซึ่งส่งทางไปรษณีย์และโทรเลข จากหรือถึงผู้ต้องหาหรือจำเลย และยังมิได้ส่งถ้าเจ้าหน้าที่ต้องการเพื่อประโยชน์แห่งการสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้อง พิจารณาหรือการกระทำอย่างอื่นตามประมวลกฎหมายนี้ ให้ขอคำสั่งจากศาลถึงเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์โทรเลขให้ส่งเอกสารนั้นมา
ถ้าอธิบดีกรมตำรวจหรือข้าหลวงประจำจังหวัดเห็นว่าเอกสารนั้นต้องการใช้เพื่อการดังกล่าวแล้ว ระหว่างที่ขอคำสั่งต่อศาลมีอำนาจขอให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายไปรษณีย์โทรเลขเก็บเอกสารนั้นไว้ก่อน
บทบัญญัติแห่งมาตรานี้ไม่ใช้ถึงเอกสารโต้ตอบระหว่างผู้ต้องหาหรือจำเลยกับทนายความของผู้นั้น"
ซึ่งจากบทบัญญัติดังกล่าวถึงแม้ว่าจะมีการบัญญัติกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการติดต่อสื่อสารไว้ แต่สุดท้ายยังมีข้อจำกัดของสิทธิดังกล่าว โดยตอนท้ายของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 36 นั้นมีข้อยกเว้นในการมีสิทธิเสรีภาพดังกล่าว กล่าวคือ หากการล่วงละเมิด หรือการเปิดเผยสิ่งสื่อสารนั้น เป็นไปเพื่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และนอกจากนี้ในกระบวนการยุติธรรม มีการบัญญัติเกี่ยวสิทธิเสรีภาพในการติดต่อสื่อสารของผู้ต้องหาหรือจำเลยใน ประมวลกฎมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 105 ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถที่จะอายัดและรวมถึงการเปิดอ่านจดหมายของผู้ต้องหาหรือจำเลย โดยที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่ต้องให้ความยินยอม ทั้งนี้ด้วยเหตุผลที่ว่า เพื่อประโยชน์แห่งการสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้องพิจารณา หรือกระทำการอย่างอื่นตามประมวลกฎมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งสามารถที่จะขอคำสั่งดังกล่าวจากศาล และนอกจากนี้ยังสามารถขอให้มีการอายัดไว้ก่อนในขณะที่รอคำสั่งศาล โดยที่ อธิบดีกรมตำรวจหรือผู้ว่าราชการจังหวัด หากเห็นว่าเอกสารนั้นต้องการใช้เพื่อการดังกล่าว แต่ทั้งนี้เอกสารที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ติดต่อสื่อสารกับทนายนั้น ได้รับการยกเว้นจากบทบัญญัติดังกล่าว
สำหรับความคิดเห็นของข้าพเจ้าเกี่ยวกับ มาตรา 105 ตามประมวลกฎมายวิธีพิจารณาความอาญานี้ ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า หากพิจารณาตามหลักสิทธิมนุษยชนนั้นเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ในการติดต่อสื่อสาร ถึงแม้ว่าการกระทำดังกล่าจะมีกฎหมายรองรับให้สามารถทำได้ก็ตามแต่ การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดต่อสิทธิในการติดต่อสื่อสารของผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่ว่าจะเป็นการเปิดอ่านจดหมาย หรือเอกสารอื่นใดที่เป็นสิ่งติดต่อสื่อสารก็ตาม แต่ทั้งนี้ข้าพเจ้าก็เข้าใจในวัตถุประสงค์ และเจตนารมณ์ของบทบัญญัติดังกล่าว ที่จำต้องมีการล่วงละเมิดสิทธิและเสรีภาพในการติดต่อสื่อสารดังกล่าว ของผู้ต้องหาหรือจำเลย ที่เพื่อรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และต่อสังคมส่วนรวม
แต่ทั้งนี้ด้วยเหตุผลอื่นใดและด้วยความเคารพในกฎหมาย ข้าพเจ้าเห็นควรว่าการที่จะมีการล่วงละเมิดสิทธิดังกล่าวนั้น สมควรที่จะกระทำเมื่อเกิดกรณีที่จำเป็นอย่างยิ่ง และการใช้ดุลพินิจในการพิจารณาคำสั่งดังกล่าวควรมีการใช้ดุลพินิจอย่างถ้วนถี่ โดยทั้งนี้ควรที่จะมีการแก้ใขบทบัญญัติดังกล่าวให้มีกระบวนการที่มีการกลั่นกรองอย่างถ้วนถี่ และให้มีความทันสมัย เพื่อครอบคลุมวิธีการติดต่อสื่อสารในรูปแบบต่างๆ ในปัจจุบัน ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และเจตนารมณือันแท้จริงของบทบัญญัตินี้อย่างที่สุด เพราะหากบุคคลจะถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนแล้ว การละเมิดดังกล่าวก็ควรเป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวมและด้วยความจำเป็นอย่างยิ่ง