แม้จะร่ำเรียนกฎหมายมา แต่ นักสังเกตการณ์ อย่างพวกเรา แทบจะไม่รู้จักคำว่า Habeas Corpus จากห้องเรียน การทำความรู้จัก-เข้าใจมันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เริ่มต้นตอนที่ นิปาดี พูดถึงมันในฐานะที่มันเป็นประเด็นของงานเรา

นักสังเกตการณ์ (The Observers):

โครงการอบรมอาชีพ 4 เดือน ..ความสมัครใจที่ถูกบังคับ (ตอนที่ 1)

6 ตุลาคม 2550

 -1-

            “..ตอนนั้นกำลังนอนอยู่ ประมาณตีห้า ก็มีเสียงเคาะประตู มีทั้งทหาร ตำรวจ อส. ..เขาเข้ามาในบ้าน-ค้นบ้าน-แล้วก็จับตัวไป (มีหมายจับ หมายค้นไหม) ไม่เห็นมีนะ มันเป็นยังไง (ได้ถามเขาไหมว่าจับข้อหาอะไร จับไปไหน) ..ถาม เขาบอกว่า เอาไปเดี๋ยวๆ ..ไม่รู้ว่าไปไหน..” 
              
เด็กสาววัยยี่สิบเศษ แม่ของลูกวัยประมาณสามเดือน ให้ข้อมูลถึงการจับกุมสามีของเธอไป
               เมื่อวันที่
9 กรกฎาคม 2550(ข้อมูลจากสมุดบันทึก 25 สิงหาคม, จ.ปัตตานี)
 

วันนั้น-โดยการประสานงานของคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ-พวกเรามีโอกาสได้พบกับกลุ่มญาติของผู้ถูกควบคุมตัวนอกจากผู้ชายที่เป็นพ่อ ปู่หรือตา หรือญาติแล้ว ก็คือแม่และเมียที่อุ้มลูกจูงหลานมา (พวกเราเหมือนอยู่ในเนอสเซอร์รีที่ไหนสักแห่ง) ทุกคนมีประสบการณ์ไม่แตกต่างกัน คือ ผู้ชายในครอบครัวถูกเอาตัวไปจากบ้านในช่วงเช้ามืดของเดือนกรกฎาคม บางคนอยู่ระหว่างทางจะไปร้านกาแฟหลังละหมาดเสร็จ เจ้าหน้าที่รัฐ ทหาร ตำรวจ อาสาสมัครรักษาดินแดนสนธิกำลังเข้าปิดล้อมหลายหมู่บ้าน โดยไม่มีการแสดงหมายค้น หมายจับ บางครอบครัวได้รับการบอกเล่าเพียงแค่ว่า

“แค่ไปสอบถาม เดี๋ยวก็ปล่อยแล้ว”

..แต่นับจากวันที่ถูกจับไป สามี-ลูกชาย-หลานชาย-พี่หรือน้องชายของพวกเธอ ยังไม่ได้กลับบ้าน มันน่าจะเป็นปัญหาที่หนักหน่วงไม่แพ้กันสำหรับพวกเธอ-ทั้งการขาดรายได้จากการกรีดยางไปหนึ่งหรือสองแรงงานต่อวัน (หมายถึงเงิน 100-200 บาท/วัน) และการขาดที่พึ่งพิงทางจิตใจของครอบครัวสำหรับคนเป็นเมีย-แม่ และลูก ..เป็นเรื่องที่รู้ดีอยู่แก่ใจ - ภายใต้บรรยากาศความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงอ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ..ในความกลัว-การมี ปืน HK (Heckler & Koch), AK-46 หรือ 47, 9 หรือ 11 มม. M-16, เสื้อเกราะข้างตัว อาจช่วยให้ใครหลายคนสบายใจขึ้น แต่สำหรับชาวบ้านธรรมดาๆ แล้ว การอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาของสมาชิกในครอบครัวเป็นความอบอุ่นใจอย่างหนึ่ง

-2-

            " ..ผู้ที่สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้มี 2 กรณีเท่านั้น ถูกควบคุมตัวเนื่องจากถูกซัดทอด กับผู้ที่เครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดตรวจพบสารประกอบระเบิดตามร่างกายหรือเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย และต้องเข้าร่วมด้วยความสมัครใจ” “..ทั้งสองกรณีเป็นหลักฐานที่พอฟ้องได้ ซึ่งเราเห็นว่า ถ้าปล่อยให้ถูกดำเนินคดีต่อไป ไม่น่าจะเกิดประโยชน์กับเขา เพราะอาจต้องใช้เวลาต่อสู้คดีนาน 3 ปี ต้องเสียค่าทนายและอาจต้องหาเงินมาประกันตัว ยิ่งหากศาลมีคำพิพากษายกฟ้องก็จะยิ่งไม่เกิดประโยชน์กับเขาเลย..
             
พงษ์จรัส รวยร่ำ อนุกรรมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
               
หนึ่งในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (ที่มา : ดูเชิงอรรถ 1) 
                 

                 “เห็นด้วยกับคณะอนุกรรมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 1[หมายถึง นายพงษ์จรัส และสุรสีห์ โกศลนาวิน กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ] ที่มองว่า ผู้ที่ถูกควบคุมตัวเป็นผู้หลงผิด จำเป็นต้องนำมาเยียวยา”
             
พ.อ.อัคร ทิพย์โรจน์ โฆษกกองบัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหาร หรือ พตท.
                (ที่มา
: ดูเชิงอรรถ 1)  <p>                ถ้า ผู้ถูกควบคุมตัว กระทำผิดจริง ก็สมควรต้องถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่ถ้าเขาไม่ได้กระทำความผิด พวกเขาก็สมควรได้รับการปล่อยตัว”  
                  
อังคณา นีละไพจิตร
วันที่ 26 สิงหาคม 2550 จ.ปัตตานี</p><p>ภายใต้ “แผนยุทธการพิทักษ์แดนใต้” ได้นำไปสู่ยุทธการปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายหลายสิบจุดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2550 เป็นต้นมา มีผู้ถูกควบคุมตัว (เจ้าหน้าที่รัฐ เรียก “ผู้ถูกเชิญตัว”) จำนวนมาก รวมล่าสุดมากกว่า 1,000 คน (ข้อมูลสิงหาคม 2550)</p><p>การปิดล้อมและจับกุมนั้น เป็นการดำเนินการโดยอ้างพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 และพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 โดยปราศจากหมายจับและหมายค้น และเพื่อการควบคุมตัวเพื่อซักถามได้เป็นเวลา 7 วัน ตามกฎอัยการศึก และอีก 30 วัน ตามพ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินฯ โดยหลักการ ภายใต้กฎหมายพิเศษ 2 ฉบับดังกล่าว เมื่อครบกำหนดระยะเวลา 37 วันที่ถือว่าเป็น การควบคุมโดยชอบด้วยกฎหมาย (ที่ยังมิได้หมายความว่า มันเป็นเรื่องถูกต้อง ชอบธรรมตามกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้หลักนิติธรรม-เราจะกลับมาพูดถึงประเด็นนี้อีกครั้งอย่างแน่นอน) แล้ว เจ้าหน้าที่รัฐควรต้องมีหลักฐานเพียงพอสำหรับการดำเนินการ 2 แนวทาง คือ “ปล่อยตัวไป” หรือ “ฟ้องเป็นคดีอาญา”</p><p>อย่างไรก็ดี “โครงการฝึกอบรม 4 เดือน” ที่ค่ายทหาร 3 แห่ง คือ ค่ายวิภาวดีรังสิต จ.สุราษฎร์ธานี ค่ายกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ จ.ชุมพร และค่ายรัตนรังสรรค์ จ.ระนอง ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อยืดระยะเวลา การควบคุมตัว ออกไป </p><p>ว่ากันว่า-เป็นความคิดที่ริเริ่มโดยกรรมการสิทธิมนุษยชน โดยนายพงษ์จรัส รวยร่ำ อนุกรรมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 1 และนายสุรสีห์ โกศลนาวิน กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่เสนอว่า</p><p>“ควรนำผู้ถูกควบคุมตัว บางส่วน ไปฝึกอบรมอาชีพระยะเวลา 4 เดือน”</p><p>โดยความร่วมมือของกองทัพภาคที่ 4 การกระทรวงแรงงาน และการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์” และการเข้าร่วมโครงการฯ ดังกล่าว ทั้งภาครัฐและเจ้าหน้าที่จากกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่เกี่ยวข้องต่างยืนยันว่า เป็นไป “โดยสมัครใจ” และมีองค์กรประสานงานหลักในพื้นที่คือมูลนิธิฮิลาลอาห์มัร</p><p> แต่ข้อมูลจากญาติจากหลายครอบครัว พวกเราพบข้อเท็จจริงอีกด้านที่ว่า การเข้าร่วมโครงการดังกล่าว มิได้เป็นไปโดยสมัครใจ ทั้งหมดได้รับข้อเสนอจากเจ้าหน้าที่ว่า หากไม่เข้าร่วมโครงการฯ ก็จะถูกส่งตัวให้ตำรวจดำเนินคดีอาญา โดยจะไม่ได้รับการประกันตัว และเมื่อคดีไปถึงชั้นศาล จะใช้เวลานานมากกว่า 1 ปีขึ้นไป ต้องเสียเงินจำนวนมากสำหรับค่าทนาย การกลับบ้าน อาจทำให้ไม่ได้รับความปลอดภัย</p><p>และเมื่อตัดสินใจเข้ารับการฝึกอบรมจะต้องเซนต์ชื่อเพื่อแสดงเจตนาว่า  “สมัครใจ ยินยอมเข้ารับการอบรม โดยไม่มีใครบังคับ”</p><p>สองทางเลือกจากปากของเจ้าหน้าที่รัฐ-ลองทำเป็นลืมตัวเลข 203 คน ซึ่งเป็นจำนวนผู้ถูกควบคุมในค่ายทหารทั้ง 3 แห่งที่ปรากฎบนเวปไซต์ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า กองบัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหาร http://www.southpeace.go.thก็คงเดาได้ไม่ยาก ว่าชาวบ้านเลือกทางไหน..</p><p>แล้วเราจะเรียก การถูกบังคับให้เลือก ว่าเป็น ความสมัครใจ ยินยอม ได้อย่างไร พวกเขาเป็น ผู้ถูกควบคุมตัว ต่างหาก มิใช่ ผู้เข้ารับการฝึกอบรม </p><p align="center">-3-</p>          ”..เขา [สามี] ก็บอกว่า อยู่ในนั้นก็สบายดี ตอนแรกเรียนทำผ้าบาติก ตอนนี้เปลี่ยนไปเรียนก่อสร้าง วันๆ ก็ไม่ได้ทำอะไร ..เบื่อ.. อยากกลับบ้าน คิดถึงฉัน คิดถึงลูก” 
                 
หญิงสาววัยยี่สิบเศษ ที่สามีถูกควบคุมตัวภายใต้โครงการฝึกอาชีพ 4 เดือน
                 
จากสมุดบันทึกวันที่ 4 ตุลาคม 2550 มัสยิดกลาง จ.สงขลา <p>มันเป็น การควบคุมตัว แน่ๆ.. เพราะหาก ผู้เข้ารับการฝึกอบรม ต้องถูกจำกัดบริเวณอยู่เฉพาะในค่ายทหาร แม้ทางราชการจะพยายามยกตัวอย่างว่า ผู้รับการฝึกอบรม สามารถออกไปซื้อกับข้าวที่ตลาด ไปละหมาดใหญ่วันศุกร์ได้ ฯลฯ แต่คนฟังต้องอย่าลืมถามกลับไปด้วยว่า “แล้วต้องมีทหารควบคุมตัวไปด้วยใช่ไหม”</p><p>การชวนให้เชื่อถึงด้านดีๆ ของโครงการฯ ด้วยการบอกว่า ผู้ถูกควบคุมตัว จะได้รับค่าตอบแทนวันละ 100 บาท (เท่ากับค่าจ้างรับกรีดยางพอดีเลย) นั้น ก็เป็นคำบอกเล่าเพียงครึ่งเดียวของความจริง เพราะเงินจำนวน 100 บาทจะถูกหักด้วยค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าพาออกไปทำละหมาด ฯลฯ จนเหลือแค่ 25 บาทต่อวัน</p><p>โจทย์ข้อใหญ่ของใครหลายคนที่ทำงานในประเด็นความรุนแรงและความยุติธรรมในภาคใต้ รวมถึงนักสังเกตการณ์ ก็คือ แล้วการควบคุมตัวภายใต้โครงการอบรมวิชาชีพ 4 เดือนนี้ เจ้าหน้าที่ภาครัฐอาศัยกฎหมายอะไรมารองรับ และโจทย์ข้อใหญ่กว่าจากบรรดาคุณแม่และคุณภรรยาก็คือ หากอยากให้ลูกชาย/สามีกลับบ้าน จะต้องทำอย่างไร .. </p><p>โจทย์เดียวกันนี้ ก็ดังมาจากผู้ถูกควบคุมตัวในค่ายทหารทั้ง 3 จังหวัด พวกเขาอยากกลับบ้าน..</p><p>โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเขาต้องการกลับไปร่วมตรุษอีดิ้ลฟิตรี้ ซึ่งเป็นวันสำคัญของศาสนาอิสลามภายหลังเสร็จการประกอบศาสนกิจเดือนแห่งการถือศีลอด (หรือรอมฎอน ระหว่างวันที่ 13 กันยายน – 14 ตุลาคม)</p><p>ก่อนหน้านี้ มีข่าวลือว่า ผู้ถูกควบคุมตัว อาจ “ได้กลับบ้านชั่วคราว” แล้วต้องกลับมาที่ค่ายทหารใหม่หลังเสร็จสิ้นพิธีตรุษอีดิ้ลฟิตรี้ แต่ข่าวอีกด้านก็ว่า “ไม่ได้” วันที่ 2 ตุลาคม 2550 บางส่วนของผู้ถูกควบคุมตัวได้ยื่นหนังสือต่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงของค่ายรัตนรังสรรค์ จ.ระนอง และในวันที่ 3 ตุลาคม บางผู้ถูกควบคุมตัวได้ยื่นหนังสือต่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงของค่ายกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ จ.ชุมพร และศูนย์ท่าแซะ จ.สุราษฎร์ธานี</p><p>..เนื้อความในหนังสือสรุปได้ใจความว่า พวกเขาต้องการกลับบ้าน</p><p>วันที่ 4 ตุลาคม ผู้ถูกควบคุมตัว ทั้ง 3 ค่ายทหาร ได้รับคำตอบว่า “ไม่อนุญาตให้กลับ”</p><p>วันที่ 5 ตุลาคม ญาติของผู้ถูกควบคุมตัวใน 3 ค่ายทหาร ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลจังหวัดระนอง ชุมพร และสุราษฎร์ธานีขอให้ดำเนินการไต่สวนว่ากรณีโครงการฯ ดังกล่าว เป็นการควบคุม/ขังที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่</p><p></p><p></p>เชิงอรรถ <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p> 1: ดูรายงาน: ฝึกอาชีพแนวร่วมป่วนใต้ เส้นทางสู่อิสรภาพ, 5 สิงหาคม 2550,   2: ดูรายงาน : ฝึกอาชีพแนวร่วมป่วนใต้ เส้นทางสู่อิสรภาพ, อ้างแล้ว 3: ยุทธวิธี “แช่แข็ง” ส่งแนวร่วมฝึกอาชีพ 4 เดือน, ศูนย์เฝ้าระวังเชิงองค์ความรู้สถานการณ์ภาคใต้, 8 สิงหาคม 2550, ดู    <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">4: อ่านรายละเอียดประกอบได้จาก “การยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลไต่สวนว่า การควบคุมตัวตามโครงการฝีกอาชีพ 4 เดือน เป็นการควบคุมโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่, โดยมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา, 4 ตุลาคม 2550</p>