ชื่อ อาถันแห่งพงไพ เขียนโดย ดวงเดือน บุนยาวง รู้สึกว่าจะได้รับรางวัลซีไรท์ด้วย

คนของหัวใจ

ผมเดินทางอีกครั้ง เป็นการเดินทางจากเมืองไทยอีกหน ครั้งที่เท่าไหร่แล้วไม่อาจนับได้ แต่สำหรับเราแล้ว อาจมีความหมายเพียงน้อยนิด เพราะเราห่างไกลกันเหลือเกิน ความไว้วางใจที่เรามีให้กัน การให้อิสระต่อกัน กับความเหินห่างระหว่างเรา มันดูคลุมเครือซ้อนทับกันอย่างพิกลอยู่

แต่นั่นเป็นวิถีที่เราร่วมกันคัดเลือกไว้ เราต่างพึงพอใจแค่เพียงได้รับรู้ว่า มีใครคนหนึ่งอยู่ที่ใดที่หนึ่ง ที่พร้อมที่จะยื่นมือมามาให้กันเมื่อต้องการ อย่างทันทีทันใด 

เช้านี้ผมนั่งรถรับจ้างจากที่พักมาขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิอย่างไร้ความกระตือรือร้น พร้อมกับภารกิจที่หนักอึ้งที่ต้องแบกรับ แต่ความหนักใจในตัวตนของผม แทบจะหมดไป เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับความทุกข์ที่ได้รับการถ่ายทอดจากพี่คนขับรถแท๊กซี่ ทำให้ได้คิดว่าทะเลทุกข์ของมวลมนุษย์นี่ช่างกว้างใหญ่ไพศาลเสียจริง เพราะคุณลุงท่านนอกจากจะทุกข์เกี่ยวเนื่องกับเศรษฐกิจครอบครัวแล้ว ยังเก็บเอาความทุกข์ทางการเมืองมาไว้กับตัวอีก บ่นคนโน้น ด่าพรรคนี้ไปตลอดทาง

โชคดีจังที่คุณเป็นคนรู้ปล่อยวาง ผมไม่เคยเห็นคุณเป็นทุกข์เรื่องใด นอกเหนือจากการเป็นทุกข์กับความเดือดร้อนของเพื่อนๆน้องๆร่วมงาน 

ผู้โดยสารในเครื่องบางกอกแอร์ฯ เที่ยวที่ผมเดินทางมาหลวงพระบาง เป็นชาวยุโรปเสียเกือบทั้งหมด นับดูคนไทยมีเพียงสามคนเท่านั้น แต่เป็นคุณลุงคุณป้าที่ดูท่าทางจะมาจากนอกเมืองของเขา ผมต้องช่วยคุณป้าหลายคนเขียนใบขอวีซ่าเข้าประเทศลาว แต่สำหรับคนไทยเรานั้นไม่ต้องขอวีซ่าครับ 

ผมชอบบินกับเครื่องบินรุ่น ATR นี่จริงๆ เป็นเครื่องบินที่มีใบพัดใหญ่ๆ บินช้าๆนิ่มนวล บินไม่สูงมากนัก สามารถมองเห็นทิวทัศน์ข้างล่างได้ตลอดทาง เมื่อมาถึงสนามบินมีเจ้าหน้าที่มาคัดกรองผู้โดยสารคนไทยให้ผ่านช่องขอวีซ่าตรงไปยังช่องตรวจหนังสือเดินทางเลยเจ้าหน้าที่หน้าตายิ้มแย้มสมเป็นเมืองท่องเที่ยว 

รถตู้ที่สุดยอดเลขาฯโทรจองไว้ในราคาวันละหนึ่งร้อยยูเอส มาจอดรอรับเรียบร้อย ผมเดินตรงไปที่ประตู มองหาที่เปิดอยู่ทางไหนก็ไม่เห็น อ้าวผมมายืนผิดข้างนี่เองพ่อคนขับเขาเปิดประตูรอไว้อีกด้านหนึ่งตั้งนานแล้ว และผมก็เป็นอย่างนี้ตลอดสิบกว่าวันที่อยู่ที่นี่

นอกเหนือจากการขึ้นรถผิดด้านแล้ว ผมรู้สึกคุ้นเคยกับเมืองหลวงพระบาง และผู้คนที่นี่ อย่างไม่รู้สึกแปลกต่าง ทั้งๆที่มาที่นี่เป็นคราวแรก และมาคนเดียวด้วย 

ผมมีเวลาว่างอีกสี่ห้าชั่วโมง เพราะภารกิจแรกที่ต้องเข้าชี้แจงกับคณะเจ้าหน้าที่นั้น ได้รับการนัดหมายไว้เวลาห้าโมงเย็น ด้วยเหตุว่าทางแขวงกำลังมีประชุมงานอื่นกันอยู่ คนขับชวนไปเที่ยวชมวัดชมบ้านเมือง แต่ผมยังมุ่งมั่นที่จะทำงานก่อน แล้วจึงเที่ยว เลยรบกวนให้เขาพาไปแลกเงิน ซื้อบัตรเติมเงิน และแวะตัดผม แถหนวด(โกนหนวด)ให้ดูเรียบร้อยก่อนพบผู้ใหญ่ เสียค่าตัดผมยี่สิบพันกีบ (คนขับโวยวายว่าเขาเคยตัดแค่แปดพันกีบเท่านั้นเอง) 

ภาพประดับทีผนังวัดเชียงทอง

จากนั้นผมวานให้พาไปร้านขายหนังสือ หรือฮ้านขายปื้มของรัฐในเมืองหลวงพระบาง เราวนรถไปหาดูแทบทุกตรอกซอกซอย คนขับโทรถามเพื่อนฝูงทั่วเมืองก็ไม่มีใครรู้จัก มาได้ข้อสรุปว่า ในเมืองนี้ไม่มีร้านขายปื้มนั่นเอง มีแผงหนังสือเล็กๆในตลาดพูสีอยู่เพียงสองแผง เลยเข้าไปดูในโรงเรียนมัธยมสมบูรณ์ ได้หนังสือแบบเรียนประวัติศาสตร์มัธยมปีที่สี่ และหนังสือความรู้รอบตัวมาสองเล่ม คนขับรถออกตัวว่าผมเป็นแขกคนแรก ที่ให้พาไป ที่แนวนี้ 

ออกวนในเมืองอีกรอบ ไปเจอร้านขายหนังสือภาษาตะวันตกอยู่ในตรอกเล็กๆ ได้ความว่าเป็นสาขามาจากเวียงจันทน์ เพิ่งมาเปิดได้เดือนกว่าๆ ในร้านมีมุมขายหนังสือลาวอยู่เล็กน้อย อุดหนุนมาสองเล่มครับ เล่มแรก หนังสือเฮือนลาว เป็นวิทยานิพนธ์ที่สถาปนิกชาวยุโรปเข้ามาศึกษาไว้เมื่อสี่สิบกว่าปีก่อน แล้วนำมาแปลเป็นภาษาลาวอีกครั้ง เล่มนี้ราคา สิบห้ายูเอสครับ อีกเล่มเป็นนวนิยายสะท้อนสังคม ชื่อ อาถันแห่งพงไพ เขียนโดย ดวงเดือน บุนยาวง รู้สึกว่าจะได้รับรางวัลซีไรท์ด้วย อ่านดูแล้วคล้ายๆกับหนังสืออ่านนอกเวลาของเราที่ชื่อ อุดมการณ์บนเส้นขนาน ครับ เล่มนี้ราคาสามยูเอส 

ได้หนังสือแล้วไปนั่งอ่าน รอเข้าประชุมที่สนามหน้าห้องว่าการแขวงอย่างมีความสุขครับ  

แต่คงจะสุขกว่านี้ถ้ามีคุณมาด้วย สักครั้ง