มีอยู่หัวข้อหนึ่งที่ทำให้เกิดกำลังใจในการทำงานต่อไปคือ หัวข้อ เพชรในตม เกริ่นนำว่า “งานอะไรก็ตาม ไม่มีคำว่าสูงต่ำ เพราะเป็นงานเท่าๆกัน..แต่ละคนก็ยิ่งใหญ่ในที่ของตนๆ”

หนังสือเล่มนี้อ่านมาก่อนหน้านี้แล้วครั้งหนึ่งด้วยใจไม่มีสมาธิ อ่านยังไงก็ไม่รู้เรื่อง แต่เมื่อได้อ่านอีกครั้งแบบทำความเข้าใจทำให้ได้สัมผัสถึงอะไรบางอย่างที่ไม่มีอะไรแต่ในความไม่มีอะไรนั้นก็ยังมี

ขอตัดตอนเนื้อหาในส่วนที่โดนใจมาซักนิด  “ ถ้าเราเห็นคุณค่าของประสบการณ์ เราจะยินดีทำงานทุกอย่างโดยไม่เกี่ยงงอน เพราะที่สำคัญคือประสบการณ์ไม่ใช่ตัวงานหรือผลของงานโดยตรง งานอะไรก็ตามไม่มีคำว่าสูง ต่ำ เพราะเป็นงานเท่าๆกัน..แต่ละคนก็ยิ่งใหญ่ในที่ของตนๆ..และผลของงานเป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น ซึ่งประเด็นนี้จะเป็นการท้าทายสังคมทุนนิยมมากเกินไปหน่อย ในเมื่อสังคมทุนนิยม มุ่งความสำเร็จเป็นเกณฑ์”

ในการทำงานกองทุนก็เช่นกันเมื่อรัฐได้ผลักดันให้เกิดก็ต้องยอมรับในความสามารถของประชาชนในการบริหารงาน การพัฒนาอาจจะยังไม่สามารถขยับขยายทำให้เป็นธุรกิจยิ่งใหญ่แต่ก็มีขบวนการขับเคลื่อนอยู่ภายในแต่ละกองทุนอย่างแน่นอน ยกเว้นกองทุนที่มีปัญหามากขนาดเงินหายหรือล้มละลายไป

เมื่อเช้าได้ฟังแว๊บๆว่าคุณทักษิณ ได้พูดถึงเรื่องนักวิจัยและสิทธิบัตรอะไรเลาๆนี้ กล่าวถึงนักวิจัยไม่มีเวลา นักวิจัยไทยมีน้อย นักวิจัยที่เก่งๆที่เป็นคนไทยต่างประเทศดึงตัวไปหมดเพราะเรามีทุนน้อย “แล้วจะทำอย่างไร ช่วยกันหาวิธี” และได้พูดถึงเรื่องของสิทธิบัตร ว่าถ้าต่างประเทศค้นพบ อนาคตเรา(ประเทศไทย)ต้องเสียเงินซื้อลิขสิทธิ์มา ทำให้สินค้ามีราคาแพงขึ้น ยกตัวอย่างเพลงพี่เบิร์ดว่า อนาคตถ้ามีเรื่องสิทธิบัตรใครจะเอาเพลงพี่เบิร์ดมาใส่ในละครภาพยนต์ต้องเสียค่าลิขสิทธิให้ด้วยเป็นต้น

ประเด็นนักวิจัย หรือนักวิชาการก็ดี ถ้าเทียบในสังคมส่วนรวม กลุ่มนักวิชาการก็เหมือนกลุ่มชาวบ้านจะให้ทุกคนมาชอบทำอะไรๆเหมือนกันทุกอย่างคงเป็นไปไม่ได้ บางคนก็บอกว่าเอาเวลาเสียเวลาไปทำวิจัยกับชาวบ้านทำผลงานทางวิชาการดีกว่า ไม่เอาแล้วทำกับชาวบ้านแล้วยุ่งยากเสียเวลา อย่างชาวบ้านก็คิดทำไปทำไมกองทุน ทำไปไปทำกลุ่มออมทรัพย์ดี หรืออาจจะมีบางกลุ่มก็คิดเรื่องสวัสดิการชาวบ้านว่าน่าจะทำมากกว่า

ทุกอย่างที่เราทำในวันนี้ตอบคำถามตัวเองได้หรือยังว่าทำไปเพื่ออะไร…………………