กฎ 3 ข้อของโลก
กฏแห่งความไม่เที่ยง ไม่แน่นอน : Unexactly Law อนิจจลักขณะ
กฎแห่งความบีบคั้น : ทุกขลักขณะ
กฎแห่งความไม่สามารถบังคับควบคุม : อนัตตลักขณะ
จินตนาการ
ได้ยินว่า ไอสไตน์ คำนวณเรื่องของอนุภาคในระดับอณูอยู่ทำให้เกิดความเห็นอันหนึ่งขึ้นมา คือ ความคลาดเคลื่อนในการคำนวณการพยากรณ์ธรรมชาติของอนุภาคของเขา พอจะอธิบายได้เลาๆเท่านั้น แต่ก็มีความคลาดเคลื่อนแปรปรวนของปรากฏการณ์ระดับหนึ่ง ซึ่งเขาทำเป็นสูตรบอกขอบเขตแห่งความคลาดเคลื่อนไว้ได้เคร่าๆและเขาเห็นลักษณะอันนี้
ปรากฏอยู่ในธรรมชาติอื่นๆด้วย เขาจึงเรียกลักษณะอันนี้ว่า กฎของความไม่แน่นอน
ไอสไตน์ คิดค้น จินตนาการถึงธรรมชาติทางกายภาพด้วยทิฏฐิเรื่อง สัมพัทธภาวะ โดยการเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งกับสิ่งหนึ่ง แกนอ้างอิงหนึ่งต่อแกนอ้างอิงหนึ่ง ทำให้เขาได้เห็นปรากฏการณ์แปลกๆที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เห็นความเหลื่อมล้ำแห่งกาลเวลา จนก่อให้เกิดจินตนาการในหมู่นักวิทยาศาสตร์รุ่นต่อมาอีกในเรื่องว่า เราสามารถจะเดินทางไปยังอนาคตได้ไหม? เราจะสามารถเดินทางย้อนอดีตได้ไหม? เราจะสามารถเดินทางข้ามจักรวาล ข้ามแกแล็กซี่ได้ไหม? โดยที่เรามีอายุขัยเพียงน้อยนิดนี่ล่ะ คือ ไม่เกินร้อยปีนี้แต่อาศัยความรุ้เรื่องความเหลื่อมล้ำแห่งกาลเวลานั้นล่ะ เป็นแนวนำความรู้ไป
เคยได้ยินว่า หลวงปู่เทสก์ กล่าวไว้เหมือนกันว่า ไอสไตน์พิจารณาไปเกือบถึงมิติที่5 (อันนี้ได้ยินผ่านๆอย่างไม่ใส่ใจ จึงจำมาผิดพลาดอย่างโอฬารได้) ที่จะสามารถเข้ารู้ธรรมชาติแห่งภพภูมิต่างๆได้ เหลืออีกนิดเดียวเท่านั้น
ผู้เขียนนี้ก็เป็นเพียงนักตรึกนักตรอง ก็ตรึกตรองตามประสา ตามฐานข้อมูลของตน จึงเห็นธรรมชาติในความคิดอันหนึ่ง เรื่องความเหลื่อมล้ำแห่งกาลเวลาเพราะอาศัยสัมพัทธภาพแห่งแกนอ้างอิง ก่อให้เกิดภวะ ซึ่งทางวิทยาศาสตร์บัดนี้อาจจะเรียกว่า มิติแห่งกาลเวลาก็ได้
มีบันทึกแปลกๆเกิดขึ้นในโลก เช่นเรื่องเกี่ยวแก่สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าเรื่องการหายไปของนักเดินทางทางเรือ ทางเครื่องบิน ในทำนองที่ว่า ผู้ที่อยู่บนยานพาหนะนั้นเดินทางด้วยระยะเวลาปกติ แต่พอไปถึงท่าเรือหรือท่าอากาศยาน ปรากฏว่าในที่แห่งนั้น เวลาผ่านพ้นไปร่วมสิบปี ที่สนามบินเอง เห็นว่าเครื่องบินลำนั้นหายไปจากเรดาร์ หายสาบสูญไปเฉยๆแต่นักบินและลูกเรือกลับเห็นว่า พวกเขาใช้เวลาบนเครื่องบินแค่ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น แต่ในระหว่างนั้น ไม่มีการติดต่อจากภาคพื้นดิน (อันนี้ก็อ่านมาแบบผ่านๆเหมือนกัน อาจจะจำมาผิดก็ได้)
สิ่งเหล่านี้ ทำให้ผู้เขียนพิจารณาไปถึงว่า ต่อไป มนุษย์จะสามารถล่วงรู้ความเกี่ยวพันแห่งภพภูมิด้วยการศึกษามิติแห่งกาลเวลา หรือกาลเวลาที่เหลื่อมล้ำ ทำให้รู้เส้นกั้นภพในแต่ละภพไปโดยลำดับๆ และสามารถเดินทางข้ามมิติ จากมนุษย์ไปสู่เทวดาได้ จากมนุษย์ไปสู่มนุษย์ได้
ในจินตนาการของนักจินตนาการโดยใช้วิทยาศาสตร์เป็นฐาน เขาเห็นแต่มิติของมนุษย์ และนำเสนอรูปแบบต่างๆของสัตว์ในต่างดวงดาวว่า มีลักษณะมีความสามารถไปต่างๆ เขามีจินตนการเรื่องสตาร์เกท ที่สร้างโดยมนุษย์เผ่าพันธุ์หนึ่งซึ่งมีเทคโนโลยี(ความรู้)สูงกว่าเราที่ทำให้สามารถเดินทาง
ข้ามแกแล็กซี่ ข้ามดวงดาวได้ในเวลาอันรวดเร็วได้ แต่ มีกฎของสตาร์เกทอยู่ว่า จะต้องมีสตาร์เกทอยู่บนดาวดวงนั้นๆก่อน และ สตาร์เกทแต่ละเกท จะมีหมายเลข แต่จะมีความจำเสมือนว่า เกทแต่ละเกทเป็นเกทอันเดียวกัน เขาเพียงจูนหมายเลขว่า ให้เกทนี้ตรงกับเกทนี้ การออกจากเกทนี้ ให้มีผลเป็นการออกในเกทนั้น ดังนี้ แต่สิ่งที่ยากก็คือการไปติดตั้งสตาร์เกทไว้ยังดวงดาวต่างๆเทคโนโลยีสตาร์เกทในทางปฏิบัติจึงมี
ข้อด้อยอยู่ตรงนี้หากจะคาดคำนวณวิวัฒนาการทางความรู้ กว่าจะสามารถเดินทางไปได้อย่างรวดเร็วขนาดนั้นโดยไม่ให้ตัวมนุษย์ผู้จะไปติดตั้งสตาร์เกท ตายเสียก่อน ก็ต้องได้สะสมความรู้เป็นระยะเวลานานหลายรุ่นคนทีเดียว
ผู้เขียนดูภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์เหล่านั้นแล้ว รู้สึกขนลุก อัศจรรย์ในพระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รู้สึกทึ่ง และเห็นแง่มุมอันซ่อนเร้นในพุทธพจน์อยู่รู้ความที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่รู้รัตนะภายใน
พระไตรปิฎก รู้ความที่ว่า วิทยาศาสตร์ปัจจุบันยังเป็นเทคโนโลยีที่ต่ำกว่าที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ากล่าวไว้มากมาย รู้สึกเสียดาย อยากจะให้โลกนี้ได้พบเทคโนโลยีสุดยอดของจักรวาล อันพระศาสดาประทานปมเล็กๆไว้แล้ว แต่ ไม่มีกำลังจะสามารถกระทำให้ปรากฏแก่มนุษย์ได้ฟังได้
สิ่งที่ผู้เขียนกล่าวไว้ว่าน่าเสียดายนี้คือเรื่องสุดยอดแห่งเทคโนโลยี หากว่า ฉันทะของผู้เขียนยังมีถึง จะได้สาธยายในกาลต่อไป แต่หากว่า ฉันทะสิ้นไปก่อน ก็จะเก็บมันไว้ภายในสมองอันนี้ แล้วปล่อยให้มันสลายไปตามกายมนุษย์อันเหม็นเน่านี้เอง
ความเชื่อ...เป็นไปได้เสมอ
จักรวาลจะกว้างไกลขนาดไหน...สักวันมนุษย์ก็คงจะรู้
กาแลคซี่อืนๆ ที่เรามองเห็น จะเป็นเพื่อนบ้านของเรา หรือเป็นเพียงเงาเหมือนเรามองดูตัวเอง ผ่าน อดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต...ยังคงเป็นคำถาม?
วันนี้...สำนึกในพระพุทธคุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า...พระพุทธองค์ทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง
สาธุ