GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

บันทึกจากแดนซากุระ 12 : สร้างโอกาสให้ตัวเอง ลองดูซิ ไม่ได้ก็ไม่เสียอะไร

คาถาเดียวที่สร้างโอกาสได้คือ "ลองดูซิ ไม่ได้ก็ไม่เสียอะไร"
     จากบันทึกเมื่อคราวก่อนที่ว่า ถ้าคุณมีโอกาสทำงานที่คุณไม่เคยทำมาก่อน ไม่เกี่ยวข้องกับการเลื่อนขั้นเงินเดือน คุณจะทำมั้ย วันนี้ก็เลยจะมาขยายความเพิ่ม
     เช้าวันนี้ผมได้นัดกับ Sale manager International sale section และอีกคนเป็น Chief Scientist ฝ่าย R&D ของบริษัท Pentax ที่ขายกล้องนั่นแหละ แผนก New ceramics division ซึ่งเป็นแผนกใหม่ที่ผลิตน้ำยาสำหรับตรวจหาแอนติบอดีต่อไวรัสไข้เลือดออกและ JE virus ด้วยวิธี hydroxy apatite particle agglutination โดยทั้งสองท่านได้ให้เกียรติมาพบผมที่ที่พัก และผมได้มีโอกาสนำเสนอผลการประเมินคุณภาพน้ำยาของบริษัทเขาให้เขาฟัง
     มันคงไม่ง่ายนักที่คนในระดับนี้จะมีเวลามาพบคน no name อย่างผม แต่เรื่องนี้มีที่มา
     เมื่อสักประมาณปีเศษๆ ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสติดต่อเจรจาธุรกิจกับบริษัทหนึ่งที่กรุงเทพฯ หลังจากที่ได้คุยธุระเสร็จหมดแล้ว เขาถามผมว่า เขามีชุดตรวจสำหรับวินิจฉัยโรคไข้เลือดออกด้วยวิธี hydroxy apatite particle agglutination ซึ่งเป็นเทคนิคใหม่ อยู่ 4 กล่องกำลังจะ expire ในอีกสองอาทิตย์ข้างหน้า ผมสนใจจะเอาไปใช้ประโยชน์อะไรได้ไหม ง่ายที่สุดสำหรับผม คือการตอบปฏิเสธ ก็ไม่ต้องทำงานเพิ่ม เพราะไม่มีอะไรผูกมัดทั้งนั้น ของก็กำลังจะทิ้ง ถ้ารับมาก็เป็นภาระที่ต้องทำงานเพิ่ม เงินก็ไม่ได้ อะไรก็ไม่ได้ทั้งนั้น มีแต่แรงงานที่ต้องเสียไปทำเพื่อให้เสร็จ แต่วันนั้นผมก็ไม่ได้ตอบปฏิเสธไป ผมตอบรับ เพราะผมอยากรู้ว่าชุดตรวจเขาเป็นอย่างไร ก็เลยทำให้ผมมีวันนี้
     วันนี้ผมได้มีโอกาสนำเสนอ ผลการประเมินน้ำยาของเขา มีโอกาสได้สรุปปัญหาในชุดน้ำยาของเขาที่เราพบให้ฟัง และเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น การพบวันนี้ผมไม่ได้อยู่ในฐานะผู้ขอ แต่เป็นผู้ให้ ซึ่งผมเชื่อว่าแนวทางที่ผมได้เสนอไปนั้น น่าจะเป็นประโยชน์กับเขาพอสมควร หลังจากนั้นผมก็เสนอว่า ผมสนใจพัฒนาการทดสอบ leptospirosis บน plateform ของเขา ซึ่งผมมี serum ที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว น่าจะใช้เวลาไม่นานนักในการพัฒนา แต่นี่กำลังเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนของบริษัทและเกี่ยวข้องกับการค้า เขายังไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ นั่นเป็นอีกโอกาสหนึ่งที่ผมได้สร้างขี้นแล้ว ไม่ได้ก็ไม่เสียอะไร
     ในอดีตผมเคยทิ้งโอกาสไปมากมาย ผมเคยทำวิจัยหลายเรื่องที่ไม่ได้เอามาเขียน ปล่อยให้เวลาผ่านไป จนถึงตอนนี้จะเอามาเขียนมันก็ล้าสมัยไปเสียแล้ว มาบัดนี้ผมปรวณาตัวเองว่าผมจะไม่พยายามปล่อยให้โอกาสเหล่านี้สูญเสียไปอีกแล้ว และที่ต้องทำคือ ต้องรู้จักสร้างโอกาสให้กับตัวเองด้วย โอกาสบ่อยครั้งมันไม่ได้เกิดขึ้นเอง น้อยครั้งหรอกที่เป็นเรื่องฟลุ๊ก โอกาสเกิดขึ้นได้มันต้องได้จากการที่เราสร้างขึ้น คาถาเดียวที่สร้างโอกาสได้คือ "ลองดูซิ ไม่ได้ก็ไม่เสียอะไร" วันนี้ผมได้สร้างโอกาสให้กับตัวเองอีกครั้ง ถ้าเขาสนใจรับ ผมจะได้พัฒนาการทดสอบใหม่ ได้งานวิจัยมาทำ ได้เงินสนับสนุน ได้เขียนผลงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ หากโชคเป็นของผม ผลงานออกมาดี ผมอาจได้คุยต่อไปถึงความร่วมมือในการพัฒนาเป็นการทดสอบเชิงพาณิชย์ พอจะมีตังค์ใช้กับเขาบ้าง ถ้าโชคไม่ดี ผมก็ไม่ได้เสียอะไร แต่ผมก็ไม่เสียใจเพราะผมได้ลองทำแล้ว อย่างดีที่สุดเท่าที่คนอย่างผมจะสามารถทำได้
     การที่ได้ลองของใหม่เป็นประสบการณ์ชีวิตอย่างหนึ่ง อย่าเรียกร้องเลยว่าคุณต้องได้สิ่งนั้นตอบแทน หรือได้สิ่งนี้ตอบแทน ผู้ใหญ่ต้องสนับสนุนด้วยวิธีการนั้นวิธีการนี้ก่อน แล้วเราจึงจะเริ่มทำได้ นั่นเป็นการตัดโอกาสตัวเอง ทำให้เราไม่ได้ลองของใหม่ หลายๆครั้งผมพบว่า เหตุผลเดียวที่ผมตัดสินใจทำในบางเรื่อง ลองของใหม่ในบางครั้ง ก็คือ ทำเพราะอยากทำ ไม่มีเหตุผลอื่นแอบแฝง แล้วประสบการณ์ที่ได้ในวันนี้ อาจเป็นประโยชน์ต่อเราในอนาคตข้างหน้า ผมพิมพ์ดีดแบบสัมผัสภาษาไทยเป็น เพราะผมเสนอตัวพิมพ์วิทยานิพนธ์ให้พี่มาริษา โดยไม่รู้หรอกว่าการพิมพ์ดีดภาษาไทยแบบสัมผัสได้ จะเป็นพื้นฐานในการใช้คอมพิวเตอร์ของผมในอนาคต ผมเขียนโปรแกรมฐานข้อมูลเป็นเพราะเสนอตัวเขียนฐานข้อมูลพัสดุให้หน่วยจ่ายกลาง ทำให้ผมต้องรื้อตัวโปรแกรมและทำความเข้าใจกับฐานข้อมูลใหม่หมด ไม่ใช่เพราะเขียนเป็นอยู่ก่อนแล้วค่อยทำ แต่ผมคิดว่าความรู้ที่มีอยู่และจะขวนขวายที่จะหาต่อไปในอนาคตนั้น ผมมั่นใจว่าผมทำได้ ผมจึงเสนอตัวขอทำงาน โดยไม่มีสิ่งตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น อดหลับอดนอนอยู่หลายอาทิตย์กว่างานจะเสร็จ ปัจจุบันงานชิ้นที่ผมเขียนให้กับหน่วยจ่ายกลาง ก็ยังนอนอยู่ในมุ้ง ไม่มีการนำออกมาใช้ แต่ผมก็ไม่เคยเสียใจเพราะถึงอย่างไรผมก็ได้ประโยชน์จากการเขียนแล้ว ประโยชน์อะไรนะเหรอ จากงานชิ้นนั้น ทำให้ผมเข้าใจตัวโปรแกรมฐานข้อมูลมากขึ้น จนสามารถเขียนฐานข้อมูลทั่วไปได้ และบางครั้งก็สามารถใช้หาเงินทอง เป็นรายได้เสริมได้จากการเขียนโปรแกรม เพียงเท่านี้ผมก็พอใจแล้วครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): uncategorized
หมายเลขบันทึก: 15907
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 5
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (5)

ฟังพี่ mitocondria ก็ถึงบางอ้อ ก็คิดสงสัยอยู่เหมือนกันว่าโปรแกรมที่จ่ายกลางที่ใช้สำหรับเบิกจ่ายพัสดุ ในการเสนอผลงาน Patho Otop ทำไมไม่ได้นำมาใช้ เพิ่งทราบว่าพี่เขาเป็นคนเขียน  แล้วอยากทราบเหตุผลจังเลยค่ะ ว่าทำไมถึงยังอยู่ในมุ้ง วันก่อนฟังพี่เขาเสนอ ก็ดีออก คิดว่าจะช่วยเบิกของได้เร็วแถมยังประหยัดกระดาษ ดูดีและทันสมัยด้วย คนเบิกก็ได้ฝึกการใช้คอม ฯ
โปรแกรมที่จ่ายกลางใช้อยู่ปัจจุบันเป็นของคณะครับ ส่วนที่ผมเขียนให้เป็นการลงทะเบียนและควบคุมครุภัณฑ์  ตัวนั้นเป็นโปรแกรมตัวแรกที่หัดเขียน เขียนไว้ประมาณ 7-8 ปีแล้วครับ ตอนนั้นติดปัญหาเรื่องเครื่องคอมที่จะใช้งาน เคยเอามาปัดฝุ่นใช้อยู่พักหนึ่ง แต่ตอนนี้เอากลับไปนอนในมุ้งแล้วครับ ระบบปัจจุบันที่คณะเขียนให้ เป็นระบบ network ซึ่งดีกว่ากันมากครับ
เคยลองเหมือนกันค่ะ  แนวทางแบบที่พี่กานต์ทำ   แต่รู้สึกว่าแรงและกำลังกายกำลังใจของตัวเอง  จะมีไม่พอ   ตอนแรกก็ตั้งใจเต็มร้อย (หรือเกือบๆ ร้อย)   แต่บ่อยและบ่อย ..บ่อยครั้งที่ทิ้งกลางคัน   แล้วเราก็มักจะมีข้อแก้ตัวให้ตัวเองว่า  เพราะเราไม่เก่งไม่ฉลาดอย่างพี่เค้า   ยอมรับตัวเองซะเถอะ   สุดท้ายก็เป็นอย่างที่เป็นอยู่   เวลามองย้อนหลังกลับไป   ก็มักจะพบว่า  อ้าว... เราเคยคิดจะทำอะไรดีๆ   แบบนี้ด้วยเหรอ (ถึงแม้ไม่สำเร็จก็เหอะ นะ)   แค่คิดก็ดีแล้วนะ
จากคนขี้บ่น

ใครช่วย clone คุณ mitoฯ ให้ออกมาเยอะๆ ที ภาคพยาธิมีหวังติดจรวดแน่เลย

ยอมรับครับ ว่าหลายครั้งก็รู้สึกเหนื่อยและท้อเหมือนกัน ผมยังโชคดีที่มีคนรอบข้างคอยให้กำลังใจ ไม่ว่าในหน่วยงาน ภาควิชาพยาธิ หรือคณะวิทย์ มีคนคอยสนับสนุนและให้กำลังใจด้วยดีเสมอมา แล้วจะไม่ให้ลุกขึ้นมาต่อสู้ได้อย่างไร