เขาเป็นคนจน คนรับจ้าง เขาจำเป็นต้องเลือก ที่จะรักษา คนไข้หนักก่อน หรือเลือกที่จะรักษาคนที่เขารักก่อน

     ในวันที่พบเพื่อนเก่า เรามักจะมีเรื่องคุยกันมากมาย แม้จะเป็นเรื่องที่เศร้า หรือทุกข์ยากอะไรก็ตาม เมื่อนำมาเล่าในวันเจอกัน เราก็จะ ขำ หัวเราะจนน้ำตาไหล ไม่ใช่เรื่องที่เล่านั้น กลายเป็นเรื่องตลกอะไรหรอก แต่แท้จริง เรามีความสุขมั้ง กับมิตรภาพเดิมๆ จึงทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไป

  เมื่อวาน ผู้เขียนเดินทางไปหาเพื่อน ที่สมัยก่อน เคยอยู่สถานีอนามัยเดียวกัน ที่เคยเล่าเรื่องราวต่างๆไว้ ส่วนมาก ก็จะมีส่วนร่วมกันอยู่ เพราะจำได้ว่าจบมา ก็อยู่สถานีอนามัย กันสองคนนี้แหละ

  ระหว่างนั่งรถไปด้วยกัน เพื่อไปร่วมพิธี สวดพระอภิธรรม ถวายพระราชกุศล ให้สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ดูเสียงของเราดังจะคับรถไปสักหน่อย แต่คนที่นั่งมาด้วย เห็นพวกเราเล่าเรื่อง แล้วเงียบไปก็จะถาม แล้วยังไงต่อล่ะ

  ผู้เขียนชอบคอมพิวเตอร์ เล่นเน็ต แต่เธอไม่ได้เล่น เวลาบอกว่า เขียนบันทึกเรื่องนั้น เรื่องนี้ เธอก็จะบอกว่า อย่าลืมเล่าเรื่องนี้ด้วยนะ และมีอยู่เรื่องหนึ่งที่เธอฝากให้เล่าสู่กันฟัง

เป็นเรื่องเล่า วันอาทิตย์ อ่านสบายๆยามว่างก็แล้วกันนะคะ

  ตามที่เคยเล่า ว่าสถานีอนามัย ของผู้เขียน อยู่ห่างตัวเมืองมาก สมัยนั้น การเดินทาง ก็แสนลำบาก ถนนดินลูกรัง รถโดยสารเที่ยวเดียว โขยกเขยก ไปตลอดทาง

บางครั้งคนไข้หนักๆ ไม่มีรถไป โรงพยาบาล ก็อาศัยรถโดยสารประจำทางนี่แหละ มีอยู่ครั้งหนึ่ง มีคนไข้โรคมาลาเรียมาที่สถานีอนามัย เห็นสภาพแล้ว ต้องนอนพักนาน คนไข้เหล่านี้ จะซีด ตับโต อาเจียน ถ้ารักษาไม่ทัน ก็จะมีอาการขึ้นสมอง เพ้อ และถ้าโชคร้าย ก็อาจตายได้

 พวกเราจึงส่งคนที่มีอาการมากคนนี้ ไปโรงพยาบาลชลบุรี ไปพร้อมญาติที่มาส่ง ไปกันสองคน และคงถึงจุดหมายตามกำหนดเวลา

  บ่ายมากแล้ว รถโดยสารกลับจากชลบุรี แต่เลยเข้าไปในวัด ข้างสถานีอนามัย เพื่อนำศพชายคนหนึ่งที่นั่งตายคาเบาะมาตลอดทาง เด็กกระเป๋ารถมาทราบเมื่อมาถึงจุดหมาย เรียกให้ลงแต่เขาขาดใจตายไปเสียแล้ว

 ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นใครมาจากไหน ใครเป็นญาติ ถ้าเป็นคนงาน เถ้าแก่คือใคร แล้วทำไม มานั่งตายในรถโดยสารนี้

 การสืบหาวุ่นายในหมู่บ้านได้พักใหญ่ ก็ต้องเดือดร้อนถึงสถานีอนามัย ให้ไปดูศพ ก็ไม่ใช่คนไข้ของเรา เราบอกว่าเมื่อเช้าส่งคนไข้เป็นผู้หญิงไปโรงพยาบาล ไม่มีคนไข้ผู้ชาย กว่าจะได้ความก็เสียเวลา ไปนาน ในที่สุด จึงทราบว่า ชายคนนี้ ไปส่งญาติของตน ไปโรงพยาบาลจริงๆ คือผู้หญิงคนนั้น ส่วนตัวเองกลับบ้าน ซึ่งต่อมา ทราบภายหลังว่า ตัวเขาเองก็เป็นไข้มาลาเรียเหมือนกัน แต่ไม่ได้รักษา เหตุผลก็คงร้อยแปดพันเก้า แต่ตามที่ผู้เขียนพบประจำคือ เขาเป็นคนจน คนรับจ้าง เขาจำเป็นต้องเลือก ที่จะรักษา คนไข้หนักก่อน หรือเลือกที่จะรักษาคนที่เขารักก่อน เมื่อหายดี จึงเปลี่ยนกันมารักษา อาจเพราะเศรษฐกิจ หรือภาระการงาน ที่ถ้าหยุด ก็คืออด ดังนั้น เขาจึงไม่ยอมบอกว่า ตนเองก็ป่วยไข้พอๆกัน

  เขามีเหตุผลที่จะเลือกตามทางของเขา เราเองบางครั้งก็ไม่เฉลียวใจถึงข้อนี้ "การผลัดกันมารักษา" แต่ความป่วยไข้ และความตาย ไม่เคยมีให้ใครเลือกได้เลย

 ขณะที่เริ่มเล่าเรื่องนี้ ผู้เขียนและเพื่อน ขำที่มีคนนั่งรถตายกลับมา แต่พอเราช่วยกัน ทบทวน เสียงพวกเราก็ค่อยเศร้าลงๆ แล้วที่สุด ก็นั่งเงียบไป มันสะท้อนใจ จนไม่อยากพูดอะไรต่อไปอีกเลย

   เรื่องผ่านมานานแล้วค่ะ ไม่ทราบว่า คนตายคิดอย่างไร คนรอดคิดอย่างไร แต่สำหรับผู้ให้บริการ อย่างผู้เขียน นับเป็นการเตือนสติ ในการทำงานต่อไปได้ดี อย่าปล่อยให้ใคร ต้องรอเข้าคิวรักษา ตามที่เขาจัดเองเลย บางครั้งเขาอาจจะหมดโอกาสเสียก่อน เหมือนชายคนนั้น....