แคลเซียมและเหล็กเพิ่มขึ้นจากการกดรีดน้ำออกไป หากใช้เกลือแคลเซียมซัลเฟตจะทำให้แคลเซียมสูงขึ้น

เต้าหู้ได้ชื่อว่าเป็น เนื้อไร้กระดูกเพราะเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพสูง ราคาไม่แพง และย่อยง่าย กระบวนการผลิตเต้าหู้ใช้น้ำ ความร้อน แรงกด และเกลือแร่ทำให้เกิดการตกตะกอน  แม้จะทำให้เสียวิตามินบีไปบางส่วนจากการใช้น้ำและความร้อน แต่ก็ทำให้แคลเซียมและเหล็กเพิ่มขึ้นจากการกดรีดน้ำออกไป หากใช้เกลือแคลเซียมซัลเฟตจะทำให้แคลเซียมสูงขึ้น เต้าหู้แต่ละชนิดจึงมีคุณค่าต่างกันไป
ตำนานเล่าว่า ขุนนางลิ่วอันแห่งฮูหนาน ราชวงศ์ฮั่นเป็นข้าราชการซื่อสัตย์ ไม่ยอมรับสินบน จึงไม่มีเงินซื้อเนื้อหมู เป็ด ไก่มากิน จึงคิดค้นการทำเต้าหู้จากถั่วเหลืองมากินแทน จึงมีคำเปรียบเปรยข้าราชการที่ซื่อสัตย์ว่าเป็นข้าราชการเต้าหู้


1) มีโปรตีน เต้าหู้มีโปรตีนประมาณ 11 % ใกล้เคียงกับไข่ (13 %) คุณภาพของโปรตีนในเต้าหู้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับเนื้อไก่และเนื้อวัว เต้าหู้ก้อน (227 กรัม) มีโปรตีน 11.5 กรัม คิดเป็นร้อยละ 27 ของโปรตีนที่ผู้ใหญ่ต้องการใน 1 วัน ถ้ากินร่วมกับข้าวกล้องจะได้โปรตีนที่ดียิ่งขึ้น เต้าหู้ที่มีโปรตีนสูงจะเป็นเต้าหู้ที่ค่อนข้างแข็งได้แก่ เต้าหู้ขาวแข็ง และเต้าหู้แข็งเหลือง(มีน้ำขมิ้นผสม)
2) มีแคลเซียมและโปแทสเซียมเต้าหู้มีแคลเซียมสูงกว่าพืชผักอื่นๆ ทั้งหมด ช่วยป้องกันโรคกระดูกบางหรือกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ เต้าหู้มีโปแทสเซียมซึ่งมีส่วนช่วยลดความดันเลือด และรักษาสมดุลเกลือแร่ในร่างกาย เต้าหู้หลอดมีแคลเซียมต่ำกว่าเต้าหู้แข็งและเต้าฮวย เนื่องจากไม่ได้ใช้เกลือแคลเซียมในกระบวนการผลิต(ทำให้ตกตะกอน)
3) มีสารพลังพืชผัก เต้าหู้มีสารพลังพืชผัก  เช่น ไอโซฟลาโวน ฯลฯ สารเหล่านี้ช่วยป้องกันมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งเต้านม ฯลฯ ต้านอนุมูลอิสระ ฮอร์โมนธรรมชาติในถั่วเหลืองและเต้าหู้ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนในผู้หญิงวัยทอง
4) ไม่มีรสชาติในตัวเอง เต้าหู้ไม่มีรสชาติในตัวเอง จึงนำไปปรุงกับอาหารอื่นๆ ได้อย่างกว้างขวาง ถ้าเปรียบกับคน, เต้าหู้ก็คงจะคล้ายคนไทยตรงที่เป็นคน น่ารักหรือ น่าคบปรับตัวเข้ากับคนอื่นๆ รอบข้างได้ง่าย นอกจากควรกินเต้าหู้แล้ว เราควรเรียนอะไรจากเต้าหู้บ้าง เช่น ซื่อสัตย์ให้เหมือนข้าราชการเต้าหู้ และหัดทำตัวให้น่ารักแบบเต้าหู้ อย่างนี้จึงจะเข้าถึงปรัชญาแบบ เต้าหู้”..