เมื่อเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก (Core Economics) เน้นหนักในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดภายนอกให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในทางกลับกันแนวเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ หรือ “พุทธเศรษฐศาสตร์ (Buddhist Economics) กลับเร่งเร้า เขย่าและฉุดทรัพยากรจากภายในที่มีอยู่อย่างไม่จำกัดให้ผุดขึ้นมาสร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์อันรังสรรค์และสวยงาม

ทรัพยากรภายนอกไม่ว่าจะเป็น คน แรงงาน วัสดุ อุปกรณ์ ถึงแม้จะมีมากมายแค่ไหนสุดท้ายก็ย่อมหมดและจางไปด้วยเหตุจากการใช้สอยอย่างอันจำกัดนี้อย่างไม่จำกัด
ทรัพยากรภายนอก ถือได้ว่าเป็นทรัพยากรที่นำมาถูกดึงขึ้นมาใช้ประโยชน์ในระบบเศรษฐศาสตร์ตั้งแต่สมัยยุคแรก ๆ ยุคกลาง จนกระทั่งมาถึงยุคปัจจุบัน
ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรจากธรณีใต้พื้นผืนแผ่นดินที่เราก้าวเหยียบ น้ำมัน แร่ธาตุ ถ่านหิน แร่เหล็ก เกลือ หรือแม้กระทั่งน้ำใต้ดิน
ของอันสักว่าอยู่ตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับโลก หรืออีกนัยหนึ่งจะต้องกล่าวเรียกว่า “สิ่งนั้นคือโลก”
ธาตุต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ดิน น้ำ ลม และไฟ ประกอบกันขึ้นมาเป็นวัตถุขนาดมหึมาที่มนุษย์สมญานามเรียกว่าขานกันว่าโลกนั้น ได้ก่อกำเนิดเกิดขึ้นมาผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านลม ผสมด้วยหยาดฝนจากห้วงนภาอากาศ ผสมและผสานร้องเรียงถักทอกันขึ้นมาจนเกิดสรรพชีวิตน้อยใหญ่ที่ลืมตาขึ้นมาอาศัยโลกใบกลม ๆ ประดุจหนึ่งดั่งผลส้มใบนี้

ทรัพยากรที่สักว่าเป็นอยู่ธรรมชาตินั้น ได้เกิดขึ้นมาเพื่อเป็นโลก
ดินเกิดขึ้นมาเพื่อเป็นดิน หินเกิดขึ้นมาเพื่อเป็นหิน หรือแม้แต่ลิงก็เกิดขึ้นมาเพื่อเป็นลิง
แต่ความต้องการของมนุษย์อันไม่มีวันที่จะสิ้นสุด โดยเฉพาะเรื่องของการปลดเปลื้องทุกข์โดยหาความสุข สนุก สะดวก และสบายเข้าใส่ตนเอง

ได้นำโลก สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในโลก รวมกันในโลก และเป็นโลก เล่นแร่ แปรธาตุ ผสมผสานโลกใบใหม่ ภายใต้คำพูดสวยหรูที่เรียกกันว่า “วิทยาการ” ที่ก้าวล้ำเกินกว่าสัตว์ในยุคสมัยใด ๆ ที่เคยได้ใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้

ทรัพยากรที่เกิดขึ้นมาเพื่อเป็นฐานของโลก
ทรัพยากรที่เกิดขึ้นมาเพื่อสร้างความแข็งแรงของโลก
ทรัพยากรภายนอกนั้นได้ถูกรื้อ ถูกถอน ถูกปรับ ถูกแปลง ให้กลายมาเป็นการสร้างความแข็งแกร่งแก่ฐานตึก สร้างความแข็งแกร่งแก่ถนน หนทาง สรรค์สร้างเส้นทางคมนาคมสนับสนุนเป็นทุนส่ง “วิทยาการ (Technology)” ของมนุษย์อันก้าวไกล

เมื่อความแข็งแกร่งจากที่หนึ่งถูกย้ายไปอีกที่หนึ่ง
โครงสร้างแห่งทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดนั้นย่อมขาดความสมดุล
โลกกลับบิดเบี้ยว น้ำหนักถูกถ่ายเท ความแข็งแรงถูกโยกย้ายจากที่ที่ก่อนเคยอยู่ไปยังที่ใหม่ที่ใคร ๆ นั้นชอบอยู่

กระแสน้ำที่เคยไหลจากที่ต่ำไปยังที่สูง ถูกกัก ถูกปิด ถูกขัง จนกระแสน้ำที่ไม่เคยไหลย้อนกลับยังต้องเปลี่ยนแปลง

ชีวิตที่เคยมีความสุขจากการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ บางวันในชีวิตของบางคนกลับต้องพินาศเพราะต้องเจอกับ “ทรัพยากรธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลง (Resource of Change)

เมื่อคนเราสามารถปรับตัว ปรับเปลี่ยน และเปลี่ยนแปลงจากสภาวะภายนอกที่เปลี่ยนแปลงไปได้ฉันใด
ธรรมชาติของโลก ก็ย่อมต้องเปลี่ยนไปเพื่อที่จะรักษาตน (โลก) ให้ปลอดภัยอยู่ได้ เช่นเดียวกัน

โลกคือชีวิต ชีวิตคือโลก
เมื่อเรารู้จักรักชีวิต โลกเขาก็ย่อมต้องรู้จักรักชีวิต
เมื่อความแข็งแรงของโลกเปลี่ยนแปลงไปจากน้ำมือมนุษย์นั้นไซร้
มนุษย์ย่อมต้องได้รับผลแห่งการเปลี่ยนแปลงเพื่อการคืนกลับสู่ความแข็งแรงของโลกอีกเช่นกัน

ภัยธรรมชาติอันที่เริ่มคืบคลานเข้ามาสู่ชีวิตมนุษย์ เป็นผลสืบเนื่องจากการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อพลิกฟื้นตัวของโลกที่ถูกนำทรัพยากรอันมีอยู่อย่างจำกัดไปใช้สร้างความสุขให้กับมนุษย์อย่างสูงสุด

วันนี้โลกเขาขอทวงคืนความสงบสุข ทวงคืนเลือด ทวงคืนเนื้อ ทวงคืนกระดูก ทวงคืนลมหายใจอันได้ถูก “หยิบยืมแบบลืมคืน” อย่างไม่ปราณีปราศรัย เพื่อให้โลกเขานั้นได้อยู่ปลอดภัยไปอยู่จวบจนกระทั่ง ๕,๐๐๐ ปี

กึ่งพุทธกาลเริ่มผันผ่าน
อุทกภัย วาตภัย อัคคีภัย เหตุเภทภัยต่าง ๆ เริ่มคืบคลานเข้ามาจาก “วิทยาการ (Technology)” อันเจริญรุดหน้าที่โลกนี้มิสามารถรองและรับได้ทัน

ความเจริญก้าวหน้าของวิทยาการซึ่งเปรียบเสมือนหนึ่งดั่งขวานเล่มงามอันแสนคมที่เมื่อโลกนี้เห็นแล้วแสนขื่นขม เพราะต้องถูกระดมสับและฟันทั้งเนื้อทั้งหนังเพื่อยังความสุข สบาย แก่มวลมนุษยชาติ

ทรัพยากรที่เปลี่ยนไป (Resource of Change) เป็นสิ่งที่ควรตระหนักคิดในจิตใจคนทั้งหลายที่ต้องรับรู้และยอมรับการเปลี่ยนแปลง...