พระพุทธศาสนาไม่ใช่เรื่องของความเชื่อ แต่เป็นเรื่องของความจริง

  ตอนข้าพเจ้าได้ฟังว่า พระพุทธเจ้าได้ค้นพบความจริงอันยิ่งใหญ่ และรู้แจ้งไปถึงหมื่นโลกธาตุ  ข้าพเจ้ามีอาการงุนงงและสงสัย  เพราะในการคิดแบบวิทยาศาสตร์นั้น  ความจริง  คือสิ่งที่พิสูจน์ได้จากการทดลอง  เพราะวิทยาศาสตร์ต้องตั้งสมมุติฐานทางทฤษฏีก่อน จากนั้นก็จะมีการทดลองพิสูจน์ว่า สิ่งที่ได้ตั้งสมมุติฐานนั้น ถูกต้องหรือไม่  จากนั้นถึงจะเป็นที่ยอมรับกัน  การที่จะกล่าวว่าใครสักคนหนึ่งได้นั่งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำในคืนอันสงัด จากนั้นก็คิดโน่นคิดนี่ได้  แถมรู้ไปหมดเสียทุกอย่างออกจะเกินจริงไปหน่อย   บรรดานักวิทยาศาสตร์และคนสมัยใหม่ยุคดิจิทอล ยังรู้สึกว่ามันไม่น่าจะเป็นไปได้  ออกจะเป็นนิยายแฟนตาซีเสียยิ่งกว่าเรื่องใดๆ   ข้าพเจ้าเคยอ่านที่ไหนไม่ทราบ  มีนักวิทยาศาสตร์บางคนกล่าวว่า การนั่งสมาธิแล้วบอกว่า ค้นพบอะไร เห็นอะไรบางอย่างนั้นเป็นเรื่องของการเกิดภาพหลอน  คิดออกไปทางโรคทางจิตเวช   หรือไม่ก็เป็นเรื่องของสารเคมีบางอย่างในสมองผิดปกติ   นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายมีความเชื่อในเรื่องทางกายภาพคือสมอง มากกว่าจะมาพูดถึงเรื่องนามธรรม ที่จับต้องพิสูจน์ไม่ได้  เรื่องนี้ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงบทสนทนาในหนังเรื่อง Contact  ขึ้นมา

    มันเป็นวิวาทะระหว่างคนสองคน  คนหนึ่งเชื่อในทางวิทยาศาสตร์อย่างสุดกู่ กับอีกคนที่เชื่อในพระเจ้าเชื่อในเรื่องจิตวิญญาน 

นางเอกคือคนที่เชื่อในวิทยาศาสตร์อย่างสุดโต่ง ปมของเธอคือ    เมื่อตอนที่คุณพ่อสุดที่รักจากไปเมื่อยังเล็กๆนั้น เธอได้ถามบาทหลวงว่า ทำไม่พ่อเธอต้องตาย บาทหลวงท่านนั้นตอบว่า  คงเป็นเพราะพระประสงค์ของพระเจ้า  คำพูดนี้คงจะทำให้นางเอกรู้สึกไม่เข้าใจเอามากๆ  และอาจจะเกิดการต่อต้านเรื่องทางศาสนาในใจ เมื่อโตขึ้นเธอจึงคือนักวิทยาศาสตร์จ๋า  ที่ไม่เชื่อเรื่องของพระเจ้าเอาเลย 

วันหนึ่งเธอก็ถามพระเอกที่มีความเชื่อ เรื่องของพระเจ้าอย่างลึกซึ้ง ว่า                                          

     " คุณจะทำอย่างไร  ถ้าสักวันหนึ่งวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ว่าพระเจ้าไม่มีจริง? "

พระเอกนิ่งไปสักครู่แล้วย้อนถามว่า  " คุณรักพ่อคุณหรือเปล่า "

นางเอกจึงตอบว่า " รักสิ รักมากเสียด้วย "

พระเอกจึงพูดต่อไปว่า " พิสูจน์สิ " ( พิสูจน์แบบวิทยาศาสตร์ว่าคุณรักพ่อของคุณมากแค่ไหน )

    ข้าพเจ้าเคยอ่านเจอใน Webboard  ที่พูดคุยกันในเรื่องทางศาสนา กระทู้หนึ่ง  มีคนมาโพส ทำนองว่า

  "  ขอช่วยอธิบายเรื่อง Rebirth  ด้วยหลักทางวิทยาศาสตร์ หน่อย"

น่าจะเป็นกระทู้ที่สร้างวิวาทะเป็นวงกว้างได้ไม่น้อย ถึงขั้นไฟลุกได้  เพราะต้องมีฝ่ายหนึ่งที่คิดว่าเรื่อง  Rebirth  นั้นเป็นความเชื่อ  แต่อีกฝ่ายหนึ่งนั้นคิดว่าเป็นความจริง  แต่ผู้ที่รู้ว่าอันไหนจริง และอันไหนเป็นความเชื่อก็คงต้องเป็นคนที่เคยมีประสบการณ์ดังกล่าวเท่านั้น 

   ตอนแรกข้าพเจ้าเข้าใจว่าศาสนาพุทธเป็นเรื่องของปรัชญา  แต่พอเห็นวิถีที่คนพุทธบางส่วนปฎิบัติกัน ดูเหมือนจะออกมาในแนวคุณไสยบวกกับเทพเจ้า  ทุกคนไปวัดเพื่อขออะไรสักอย่างจากพระพุทธรูป หรือจากหลวงพ่อเกจิอาจารย์ดัง  เช่น ขอหวย ขอพร   ขอให้รวย 

 ในขณะเดียวกันกลับมีคำสอนของพระพุทธองค์ว่า 

            ตนเท่านั้น เป็นที่พึ่งแห่งตนได้

  ปัจจุบันนี้ข้าพเจ้าได้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่า ศาสนาพุทธไม่ใช่ปรัชญา ไม่ใช่เรื่องของทฤษฎี และไม่ใช่เรื่องของไสยศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องของความเชื่อ แต่เป็นเรื่องของ ความจริง