มอนอปรารถนาที่จะให้มหาวิทยาลัยของตนเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการวิจัย สิ่งที่ต้องการมากที่สุดคือต้องการให้ความรู้มันถูกนำมาใช้ในการพัฒนาประเทศ นั่นคือสิ่งที่ปรารถนาในเบื้องต้น เลยต้องสร้างความเป็นอิสระทางวิชาการเพราะความเป็นอิสระนี่เองจะสามารถสร้างสรรค์ความรู้ใหม่ๆได้มากขึ้นเป็นทวีคูณ และความรู้ที่มากขึ้นเป็นทวีคูณนี่เองจะนำไปสุ่ความร่ำรวยทางปัญญาและแปรเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินทางปัญญาและแปลงมาเป็นเงินในท้ายที่สุด เรามองแต่ภายนอกที่เราอยากจะไปแต่เราคงต้องหันกลับมามองภายในกันอีกครั้ง
วันหนึ่งที่ผมเข้ามาเรียนที่มอนอผมสามารถใช้อินเตอร์เน็ตได้ถึงเที่ยงคืนในวันปกติ บางครั้งและลดลงมาถึงสี่ทุ่มครึ่งเป็นแนวทางในการที่ผมจะได้ศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเองในโลกกว้าง พอต้องปรับเปลี่ยนไปเรื่อยปัจจุบันผมเหลือเวลาที่จะศึกษาด้วยตนเองเพียงแค่สามทุ่มครึ่งเท่านั้น แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่าไหร่ เมื่อก่อนคอมพิวเตอร์ที่ใช้พยายามจะทำให้มีประสิทธิภาพเอาใจให้คนอยากเข้ามาเล่นมาใช้ด้วยการนำจอแอลซีดีมาใส่ให้ และให้เล่นชั้นที่ดีที่สุดก่อน แต่ปัจจุบันมันตรงกันช้ามสิ้นเชิงต้องมาใช้เครื่องดีที่สุดห้องเดียวและเอาที่พอใช้ได้มาให้ใช้บริการ ส่วนที่เหลือเอาไว้เป็นที่อบรมเด็กปีหนึ่งและสูยเสียงบประมาณไปกับการวางระบบให้คณะที่เปิดใหม่แทนที่จะนำคอมพิวเอตร์มาอยู่ที่ศูนย์กลางเช่นเดิม จากนโยบายที่ขยายโอกาสทางการศึกษาในเชิงที่เน้นปริมาณทำให้นิสิตเพิ่มขึ้นแต่เทคโนโลยีเริ่มไม่พอเพียงแม้จะกระจายไปตามคณะต่างๆมากขึ้นก็ตาม ถ้าสร้างเป็นจุดใหญ่ๆในการให้บริการก็ไม่มีปัญหาแล้ว
วันหนึ่งที่ผมเคยเข้าห้องสมุดที่มีหนังสือพอให้ผมเข้ามาศึกษาหาความรู้ได้ดีเนื่องจากไม่ค่อยจะมีเงินซื้อหนังสือมาอ่านเองในอดีตผมเคยได้ใช้บริการถึงเที่ยงคืนแต่เพราะความไม่ปลอดภัยจากในระยะหลังๆที่เริ่มมีความเจริญทางวัตถุที่มาโดยรอบมหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเริ่มตอบสนองความต้องการของรัฐเริ่มวางแผนเองไปข้างหน้าตามการที่จะต้องออกนอกระบบ สร้างสิ่งต่างๆมากมายรวมทั้งห้องสมุดแห่งใหม่ด้วย รวมกับนโยบายประหยัดพลังงาน เลยทำให้ต้องปิดเร็วขึ้นจากเดิมเหลือสี่ทุ่มและปัจจุบันเหลือเพียงสองทุ่มครึ่งและเปิดให้อีกทีสัปดาห์หลังสอบปลายภาคเพราะเหตุผลเพียงคนใช้น้อย นั่นแสดงถึงอย่างหนึ่งคือมองว่าคุณภาพการศึกษาอยุ่ที่ปริมาณอยู่นยั่นเองไม่เข้าใจว่าคนหนึ่งคนที่นั่งอ่านหนังสือเพื่อหาความรุ้นั้นเงินที่ใช้ไปมันอาจจะคุ้มค่ากว่าการให้หลายคนเข้ามาอ่านหนังสทอเพื่อที่จะสอบเสียด้วยซ้ำ เลยกลายเป็นความอิสระในการเรียนรู้ก็มีน้อยหันไปตามแนวทางเดิมคือเปิดห้องสมุดตามคณะแทน ความที่เราดีอยู่แล้วเลยต้องตามกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงนั้น
วันหนึ่งผมได้เข้าถึงความรู้ในระกับการจัดการกับชีวิตในการทำกิจกรรมกับทางมหาลัยและทางคณะ ทำให้ผมรู้คุณค่าของความเป็นคน และรู้จักผู้อื่นและการคิดถึงคนอื่นมากกว่าการคิดถึงตนเอง ในตอนระดับช่วงแรกๆที่เข้ามาแต่พอหลังๆมาก็เปลี่ยนแปลงไปถูกจำกัดในการรับน้องด้วยเวลาที่ต้องเรียนและความกดดันทางสังคม ระบบ ที่ว่า ปี 4 เป็นคนดู ปี 3 วางแผนสั่งการ ปี 2 เป็นคนจัดการ และปี 1 เป็นคนเล่นกิจกรรมหรือในลักษณะนี้ในคณะอื่นก็เริ่มเปลี่ยนสภาพไป การที่จะได้เริ่มเรียนรู้จากความผิดพลาดของคตนเอง การจะได้รู้ว่า ทุกอย่างที่ทำไม่จำเป็นต้องสำเร็จตามที่เราคิดก็ได้แต่ต้องเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ทำแม้มันจะไม่เป็นไปตามเป้าหมายแต่มันก็เป็นไปตามแนวทางที่นิสิตจะได้เรียนรู้เองว่าเราหนึ่งคนอาจจะทำงานได้สำเร็จและต้องทำอยึ่อย่างนั้นเพราะเราเก่งแต่ไม่อาจจะละทิ้งความที่เป็นคนใช้อำนาจอยุ่แต่ฝ่ายเดียวเพราะรู้สึกว่าคนอื่นด้อยกว่าตนสั่งอะไรต้องทำเพื่อความสำเร็จ เริ่มจะถูกจำกัดด้วยเวลาในการเรียนเพราะมหาลัยเริ่มรับนิสิตมากขึ้นและอย่างคณะผมเองก็ต้องสร้างมาตรฐานเลยต้องเชิญอาจารย์พิเศษมาสอนเลยกลายเป็นจากเรียนปกติมาเป็นเพิ่มเสาอาทิตย์การวางแผนงานกิจกรรมกับแผนที่ของการเรียนเริ่มสวนทางกันและไม่ต้องพูดไปถึงอีกว่าสำหรับคนไม่มีเงินเรียนและต้องทำงานพิเศษตามนโยบายที่จะหางานให้นิสิตนั้นเป็นไปไม่ได้เลยตามแนวทางที่ออกนอกระบบมอนอคิดไว้ซะอย่างดีหลักการตรงนี้มันขัดแย้งกันอย่างชัดเจน และเริ่มจับระบบการยกมาตรฐานของมหาวิทยาลัยด้วยการให้ระบบทรานสคิปกิจกรรมสำหรับนิสิต ส่วนที่ดีอยู่คือคนที่ทำจริงๆควรจะได้ตรงนี้ไปยืนยันถึงการทำงานแต่ระบบนี้ก็มีข้อเสียอยู่มากมันดูเหมือนบังคับมากกว่าให้เด็กคิดทำอะไรด้วยตนเอง เพราะระบบการทำกิจกรรมนั้นบางทีนโยบายรัฐอยากให้มีกิจกรรมแบบนี้ให้มหาลัยสนับสนุนแต่ไม่มีใครอยากทำเพราะมหาลัยไม่เคยสร้างแรงจูงใจให้อยากทำเพียงแต่ดยนงานมาให้เด็กเอาไปทำและการสร้างสรรค์ของเด็กๆเองก็เป็นสิ่งที่อยากทำในลักษณะของการเลียนแบบความคิดจากที่อื่นแต่ก็ยังดีกว่าลักษณะการถ่ายทอดแบบต้องทำต่อไปอย่างในบางชมรมที่แทบจะไม่ต้องคิดอะไรใหม่เพียงแต่เป็นไปตามแนวทางที่ชมรมคนรุ่นเก่าวางแนวไว้ แต่ก็ยังมีประโยชน์กว่าการโยนงานมาให้เด็กทำเป็นเพราะการแยกระบบราชการมารองรันสองระบบอย่างที่ว่ากันนั่นล่ะตัวดี
วันหนึ่งผมหันมาดูชีวิตในสังคมทั่วไปของผมเองบ้างเริ่มจากการที่ต้องใช้ชีวิตปกติกลับดึกแค่ใหนด้วยจักรยานก็ไม่มีปัญหาพอต้องการพัฒนารอบๆมอก็เลยมีการขยายของผับบาร์ต่างๆและมอไซด์เริ่มมากขึ้นรถยนต์เริ่มมากขึ้นจนจักรยานที่ใช้พื้นที่น้อยของผมมันถูกบดบังด้วยการเผาผลาญน้ำมันทำให้เกิดสภาวะโลกร้อนอย่างที่เป็นอยู่และมอนอก็ไม่เคยจะสอนการขับขี่มอไซด์กันอย่างถูกต้อง นับเป็นความผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดที่มหาลัยในระดับนี้ไม่น่าพลาดในการสอนอย่างถูกต้องกับสิ่งที่เป็นกฎเพราะไม่ใช่สิ่งที่เขาจะต้องเรียนรู้เองว่าทำถูกมันเป็นอย่างไร ถ้าให้เรียนรู้เองก็รู้แล้วล่ะว่าการที่ไม่ใส่หมวกกันน๊อกไม่เปิดไฟเลี้ยวมหาลัยไม่ว่าก็ทำได้ อย่างนี้เป็นความรู้ที่ผิด มหาลัยควรจะแก้ให้เป็นความรู้ที่ถูก นี่ก็ไม่ใช่เพราะอะไรเพราะการพัฒนาที่เน้นในการก่อสร้างวัตถุอาคารเรียนมากกว่าการสร้างคนที่ดีสักคนหนึ่ง กลับไปสู่สังคม เพราะการคิดว่าเราสร้างวัตถุที่เอื้ออำนวยต่อการเป็นคนดีดีกว่าการอบรมให้เขาเป็นคนดี
วันหนึ่งผมเห็นว่าอาจารย์ของผมต้องทำงานหนักมากขึ้นบางครั้งการสอนก้ต้องงดแล้วมาชดเชยวันอื่นซึ่งปัญหานี้ในอดีตก็มีบ้างแต่ไม่มากเท่า และคณะอื่นก็มีอะไรแปลกๆขึ้นเช่นให้เด้กไปทำวิจัยทั้งๆที่ไม่สอนจนเข้าใจกระบวนการที่นิสิตควรจะต้องฝึกฝนให้ชำนาญก่อนลงมือปฎิบัติจริงเลือกที่จะให้นิสิตเรียนรู้ด้วยตนเองซึ่งในสึ่งที่ควรฝึกก็ต้องฝึกไม่ใช่ปล่อยให้เรียนรู้ด้วยตนเองอย่างเดียวแต่คงไม่ใช่การฝึกอย่างเอาเป็นเอาตายเหมือนหลายวิชาที่บางทีก็ต้องปล่อยให้นิสิตเรียนรู้ด้วตนเองเพียงแต่ชี้แนวทางให้เห็นและช่วยเหลือการศึกษา อาจารย์เลยกลายเป็นผุ้ต้องแบกรับภาระการสอนมากจากนิสิตที่เพิ่มขึ้นทั้งๆที่บางครั้งคุณภาพในตัวเด็กจะต้องลดลง และไม่ได้ตามที่ควรจะเป้นก็ต้องให้เอฟกันไปและเกิดการรีไทนืเกิดขึ้นมากในช่วงหลัง มหาลัยก้ไม่ค่อยเดือดร้อนเพราะไทน์ไปมหาลัยก็คุ้มเนื่องจากคนที่โดนไทน์อาจเรียนมาสองปีจ่ายค่าเทอมใกล้หมื่นก็คุ้มแล้ว พอจะเอาออกนอกระบบอาจารญืต้องมาใส่ใจกับงานทางวิชาการที่ต้องทำอีก กระบวนการศึกษามันจะไปยังไง ถ้าไม่ใช่โยนงานให้เด็กทำเหมือนในโรงเรียนมัธยมที่ครูโยนงานให้นักเรียนแล้วบอกศึกษาด้วยตัวเอง บางครั้งงานที่จะออกมาอาจารย์ก็เอาไปใช้ประกอบเป็นผลงานตัวเองได้โดยง่าย
วันหนึ่งผมมีสวัสดิการต่างๆมากมายและอย่างพอเพียงด้วยรถไฟฟ้าของมหาลัยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่นดยบายรับนิสิตเพิ่มมันพาลกระทบมาถึงคนใช้บริการคนอื่น เด็กใช้แน่นทุกวันต้องเพิ่มจำนวนรถไฟฟ้าซึ่งคันหนึ่งก็หลายบาทมากอยู่ จากการที่ต้องสร้างหอให้เด็กอยู่แล้วเอาหอเก่าไปให้พนักงานอยู่เร่งขึ้นค่าหอในให้เด้กย้ายไปอยู่หอใหม่ของเอกชนในมอ ซึ่งคิดว่าจะดีขึ้นในเรื่องความปลอดภัยและประชากรเพื่อของบประมาณมาพัฒนาโดยรอบ แต่กลับกลายเป็นการทำลายวัฒนะธรรมรอบๆชุมชนซะทั้งหมดนำความเจริญมาแต่ไม่สัมพันธ์กับชุมชนไป กลายเป็นว่าข้างในแทนที่จะเป้นไปตามที่ตั้งไว้ให้รุ้จักกันสามัคคีกันกลายเป็นบ่อนของการสร้างกลุ่มคนที่ดีๆร่วมกันเลวๆร่วมกันไปเข้าถึงกันได้ง่าย และระบบการรักษาพยาบาลก็ยังมีปัญหารักษาได้ฟรีจริงแต่ที่ได้มาส่วนใหญ่คือยาพารารักษาทุกโรค นี่คือการสร้างความเปลี่ยนแปลงโดยการคำนึงถึงแต่ระบบงานที่คิดว่ามันแย่แต่ไม่รู้จักตัวเองบางส่วนที่อยากจะนำเสนอในคราวนี้แต่ยังมีอีกมากที่ไม่สามรถพรรณาได้หมดในคราวเดียวดปรดคอยติดตาม
เยี่ยมมากน้องชาย :)
เสียงนี้ควรเป็นเสียงสะท้อนที่ดีเสียงหนึ่ง
ขอบคุณครับ
ทำไมต้องเน้นที่จำนวนเด็กด้วย เด็กเยอะทำให้การเรียนรู้ไม่มีประสิทธิภาพ อีกอย่างเคยได้ยินอาจารย์พูดคุยกันว่า ม.นเรศวร ก็ไม่ต่างอะไรกับมอ.....นะ เน้นคุณภาพที่ตัวนิสิตดีกว่า ไม่ใช่เน้นที่ปริมาณและก็เงินอย่างเดียวนะคะ เพราะเด็กที่จบไปไม่ค่อยมีคุณภาพอ่ะ เสียชื่อสถาบันหมดเลย ไม่น่า
โลกกลมๆใบนี้ ไม่มีคำว่า"ยุติธรรม"มีแต่การเอาเปรียบ ได้เปรียบ เสียเปรียบ ,,หากินกับอนาคตของชาติ คุณคิดว่ามันคุ้มกันแล้วหรือนี่ !!!