ในการเรียนรู้สิ่งใดๆ ท่านผู้รู้ทั้งหลายต่างสอนว่า เราจงทำตนเป็นถ้วยน้ำชาที่ว่างเปล่า จึงจะสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆได้มากขึ้น ถ้าเราทำตนเป็นถ้วยน้ำชาที่ล้นเสียแล้ว ครูบาอาจารย์ก็ไม่สามารถจะเติมความรู้ใหม่ๆ ให้เราได้
โชคดีที่ข้าพเจ้าไม่มีความรู้ในวิชาของพระพุทธเจ้าสักเท่าไหร่ ถ้วยชาของข้าพเจ้าจึงว่างเปล่ามากกว่าปกติ สิ่งที่ได้เรียนรู้จึงเป็นสิ่งที่สามารถจะเติมได้เรื่อยๆ และอาจจะยังไม่มีที่สิ้นสุด การไปเข้าโรงเรียนครั้งนี้ทำให้ข้าพเจ้าสนใจใฝ่รู้ในวิชาของพระพุทธเจ้ามากยิ่งขึ้น หลังจบการศึกษา 7 คืน 8 วัน ข้าพเจ้าก็ได้รับรู้ว่า สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสอนนั้นมีคุณค่ามากมายแค่ไหน และพุทธที่แท้จริงนั้น เป็นอย่างไร พุทธที่แท้ไม่ใช่เรื่องของการเข้าวัดทำบุญแต่เพียงประการเดียว และการทำบุญ 1 ล้านบาท อาจจะด้อยค่าเสียยิ่งกว่าการทำบุญเพียง 10 บาท ถ้าจิตของผู้ทำนั้น ทำด้วยความโลภ การทำบุญคือการสละ การให้ ไม่ใช่การหวังผลในภายภาคหน้า และสุดยอดของการทำบุญ ที่จะได้บุญมากมายมหาศาล คือการปฎิบัติบูชา ไม่ใช่การบริจาคทานด้วยเงินเป็นล้านๆ แต่อย่างใด โรงเรียนที่ข้าพเจ้าไปเรียนมา ไม่ได้ชักจูงให้ทำบุญด้วยวัตถุมากมาย แต่ท่านอาจารย์ชักจูงให้เราปฎิบัติบูชา และบอกว่า ขอพวกเรามาช่วยกันค้ำจุนพระศาสนา กันเถิด ขอจงช่วยกันนำพาผู้มีปัญญาทั้งหลายมาศึกษาวิชาของพระพุทธเจ้า
วิปัสสนาจารย์กล่าวว่า ในพระไตรปิฏกนั้น มีรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆมากมาย แม้แต่เรื่องการกำเนิดของมนุษย์ในครรภ์มารดา และพระพุทธองค์ได้บรรยายไว้ละเอียดมาก ประดุจตำรา Embryology เลยก็ว่าได้ อันนี้ทำให้ข้าพเจ้าสนใจมาก แต่ก็มีคำถามในใจตามประสาคนที่เรียนมาทางวิทยาศาตร์ทั่วๆ ไปว่า มันจริงน่ะหรือ และพระพุทธองค์รู้ได้ยังไง ??
เมื่อจบการศึกษากลับมาบ้าน ข้าพเจ้าก็รีบไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมในวิชานี้ อันแรกคือเรื่องที่ว่า พระไตรปิฎก มีเขียนไว้เรื่องการกำเนิดมนุษย์ ไปถามผู้รู้ ไปหาหนังสือต่างๆมาอ่าน ต่างมีการยืนยันว่า มีเขียนไว้จริง แม้จะใช้ภาษาที่ต่างออกไป แต่เมื่อเทียบเคียงแล้วก็คืออันเดียวกัน เบื้องต้นข้าพเจ้าคิดการใหญ่ ว่าต้องไปหาพระไตรปิฏกที่เรามีอยู่ทั้งสี่สิบกว่าเล่มมาอ่าน แต่พอลองอ่านพระไตรปิฏกฉบับประชาชน ข้าพเจ้าก็มีอาการหัวบวมเพราะไม่ได้เข้าใจความหมายแม้แต่น้อย แถมเป็นฉบับย่อเสียอีก ในระหว่างนั้นข้าพเจ้าก็ไปค้นหาประวัติของผู้เป็นต้นกำเนิดของพระไตรปิฏก ไม่เว้นแม้กระทั่งใน Internet เช่น Wikipedia ข้าพเจ้าประหลาดใจมาก ที่มีเรื่องราวของพระพุทธองค์ แถมบอกเล่าการมีตัวมีตนของพระพุทธองค์ อย่างเป็นรูปธรรม ถึงขนาดกล่าวว่า รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร น่าจะมีนันย์ตาสีอะไร และผมสีไหน และพูดภาษาอะไร ในการเขียนเล่านั้น เขียนในมุมมองของบุคคลในประวัติศาตร์ ที่มีตัวตนอยู่จริง มีสถานที่เกิดในประวัติศาสตร์ที่ปัจจุบันอยู่ในเขตของเนปาล ในประวัติเล่าว่า พระองค์เป็นเจ้าชายในศากยวงศ์ แล้วออกบวชเมื่ออายุ 29 ปี จากนั้นดำรงชีพอยู่ในสมณะนักบวช และได้ค้นพบความจริงอันยิ่งใหญ่ เรื่องเหล่านี้ชาวพุทธทั้งหลายต่างก็เรียนรู้มาตั้งนานแล้ว แต่สำหรับชาวพุทธที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ ต่างทำหน้าเบ้ เมื่อมีเรื่องเล่าว่า เจ้าชายน้อยพระองค์นี้ เดินได้ถึง 7 ก้าว ในวันที่ออกมาจากครรภ์มารดา ข้าพเจ้าพบว่าหนังสือพุทธประวัติ ฉบับนักเรียนนักศึกษาของท่านพุทธทาส อ่านได้เป็นเรื่องธรรมดาสามัญกว่า และน่าประทับใจมาก ข้าพเจ้ามองเห็นว่าชาวพุทธควรจะอ่านเล่มนี้ เพราะไม่มีเรื่องการเดินได้ 7 ก้าวของพระพุทธองค์ จนทำให้บรรดานักวิทยาศาสตร์อ่านต่อไปไม่ไหว เพราะเรื่องนี้มันออกจะเกินจริงไปหน่อยในสายตาของคนทั่วไป
หลังจากอ่านเรื่องราวต่างๆ ของพระพุทธองค์มาพักหนึ่ง และได้พิจารณาดูอย่างลึกซึ้งแล้ว ข้าพเจ้าก็พบว่า ถ้าเรามองพระพุทธองค์ในแง่มุมของบุคคลสำคัญของโลก วิถีชีวิตของพระองค์ไม่ธรรมดาเลย พระศากยมุนีพุทธเจ้าเกิดเป็นลูกกษัตริย์ เป็นเจ้าชาย ซึ่งเป็นวรรณะที่สูงของดินแดนชมพูทวีป การที่พระองค์ออกบวชละทิ้งทุกอย่าง ทั้งๆที่จะได้เป็นกษัตริย์ในอนาคต เป็นวิถีชีวิตที่คนปัจจุบันก็อาจจะไม่สามารถกระทำได้เช่นดังที่พระองค์กระทำ มาลองคิดดูว่า ถ้ามีคนที่จะได้เป็นหมอในอนาคต แล้วบอกพ่อแม่ว่าจะไม่เป็นหมอแล้วล่ะ จะไปทำไร่ไถนาแทน พ่อแม่จะรู้สึกอย่างไร สังคมจะมองอย่างไร และการละทิ้งชีวิตในวัง ออกมาเป็นสามัญชนนั้นมันคือการเปลี่ยนวิถีชีวิต ที่เรียกว่ากลับด้านจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว ถ้าจะมองในแง่ของคนผู้เป็นขบฎและต่อต้าน ต่อสังคมจารีตประเพณี พระพุทธองค์ ที่มีนามว่าศากยมุนี คือแบบอย่างของนักขบฏ นักต่อต้าน และเป็นนักต่อสู้อย่างแท้จริง
ไม่มีใครรู้อะไรมาเลยโดยไม่มีครั้งแรก...
การเปรียบเทียบ...ถ้าเปรียบเทียบไม่ตรงก็ได้คำตอบไม่ตรง การที่ใครจะทำอะไรต้องมีการตัดสินใจ การทำบุญจะกี่บาทก็ต้องตัดสินใจทำดีกว่าไม่ทำ จะได้บุญมากหรือน้อยก็ได้ ของใครของมันเวลาเปรียบเทียบก็อย่านำไปเปรียบเทียบกับบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง ให้เปรียบเทียบในตัวเองเท่านั้น เช่น เราทำบุญ 100 ล้านบาท โดยเจตนาบริสุทธิ์ 100 ล้านบาทที่ได้มาก็บริสุทธิ์ บุญที่ได้ก็บริสุทธิ์ ถ้าทำบุญด้วยเจตนาไม่บริสุทธิ์หรือไม่เต็มใจก็ได้ไม่บริสุทธิ์ได้แบบไม่เต็มใจไม่เป็นบุญเต็มที่ มีความจำเป็นอะไรต้องเปรียบเทียบกับคนอื่นสิ่งอื่น(เสียทุกเรื่อง)ให้สับสน
พระพุทธองค์ที่มีนามว่า ศากยมุนีนี้ คือผู้นำด้านการขบฎต่อต้านสังคม และจารีตประเพณีโดยแท้จริง <<<ไม่รู้เหมือนกันนะว่าควรใช้คำเหล่านี้หรือไม่
ขอบคุณค่ะที่ชี้แนะ
บันทึกที่เขียนมาจากความรู้สึกส่วนตนต่อเรื่องทางพุทธศาสนา ซึ่งมีหลายเรื่องที่ตัวเองอาจจะเข้าไม่ถูกต้อง ส่วนคำพูด หรือบางประโยค อาจจะเป็นที่ขัดตา ขัดใจหลายๆท่าน ต้องขออภัยอย่างยิ่งค่ะ
ยังไงต้องขอบคุณ คุณเอกชนมาก ที่อุตส่าห์ติดตามอ่านและชี้แนะเป็นระยะๆ
ต้องบอกตามตรงว่า ที่เขียนบันทึกนี้ เพียงต้องการชักชวนให้ผู้คนมาสนใจในทางพุทธศาสนาและมาปฎิบัติธรรมด้วยกัน ข้อความบางอย่างอาจจะไม่เข้าท่าสักหน่อย ก็ต้องขอโทษด้วยค่ะ ตัวเองตอนนี้ก็ยังถือเป็นผู้เรียนผู้ศึกษาอยู่ ไม่มีภูมิธรรมอะไรมากมายนัก ยังเพียรศึกษาพิจารณาอยู่เรื่อยๆ
มันเป็นเพียงบันทึกของคนคนหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ได้มีใครสนใจอ่านเป็นวงกว้างสักเท่าไหร่ ตัวเองก็บันทึกอะไรวกวนอยู่เหมือนกัน ภาษาก็ไม่ได้เรื่องสักเท่าไหร่ จะว่าไปคุณเอกชน ถือว่าเป็นผู้มีภูมิธรรมสูงทีเดียว แต่ก็อุตส่าห์ยอมเสียเวลากับการอ่านบันทึกอันนี้ และมาชี้แนะ ขอบคุณมากค่ะ
อย่างไรก็ดีถ้าบันทึกนี้ทำให้เกิดความไม่สบายใจ หรือทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่น ต้องกราบขอโทษด้วยค่ะ