จากครั้งก่อน เป็นการสำเนียกด้วยความระลึกรู้ว่าสังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง (ดู ว่าด้วย... ๕ ) อันเป็นไตรลักษณ์ประการแรก ประการต่อมาก็คือการสำเนียกด้วยการระลึกรู้ว่าสังขารทั้งปวงเป็นทุกข์...
คำว่า ทุกข์ แปลว่า ทนยาก หรือ อดทนได้อย่างลำบาก
- ทุ + ขมะ = ทุกข์
ทุ = ยาก (อุปสัค)
ขมะ = ทน, อดทน (รากศัพท์)
สำเร็จตามรูปศัพท์ว่า ทุกข์ เพราะซ้อน ก.ไก่ ข้างหน้า ข.ไข่.. แล้วก็ลบ ม.ม้า ที่ ขมะ ... ดังนั้น ในภาษาไทยจึงเขียนโดยมี การันต์สะกดที่ ข.ไข่ (รูปแบบการประกอบศัพท์ทำนองนี้ มีรายละเอียดกว่านี้ตามไวยากรณ์บาลี)
..........
คำว่า ทุกข์ ในคำสอนทางพระพุทธศาสนามีหลายนัย ซึ่งตามปกติ ถ้ามาตามลำพังก็หมายถึง ทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจ... แต่ถ้ามาคู่กับโทมนัสแล้ว ทุกข์จะหมายถึงทุกข์ทางกายเท่านั้น ส่วนโทมนัสจะเป็นทุกข์ทางใจ...
ตามนัยครั้งก่อน (ว่าด้วย... ๕ ) สันตติ (คือความสืบเนื่อง) ปิดบัง อนิจจัง (คือความไม่เที่ยง)... เมื่อมาถึงทุกข์ ท่านก็ขยายความว่า อิริยาบถ (การผลัดเปลี่ยนท่าทางของร่างกาย) ปิดบัง ทุกข์
เมื่อพิจารณาสิ่งที่มาปิดบังทุกข์ไว้ จะเห็นได้ว่า ทุกข์ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาเฉพาะทุกข์ทางกายเท่านั้น...
และเมื่อพิจารณาตามบาลีว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์ ก็อาจแปลให้เข้าใจได้ง่ายๆ ว่า ร่างกายเป็นสิ่งที่ทนได้ยาก ... ทำนองนี้
แม้พวกเราจะเข้าใจและรู้สึกได้ แต่เราก็ไม่ค่อยจะสำเนียกหรือระลึกรู้สภาพที่ร่างกายเป็นทุกข์ทนได้ยาก สาเหตุเพราะมีอิริยาบถเป็นสิ่งที่ปิดบังไว้...
คำว่า อิริยาบถ คือ การผลัดเปลี่ยนท่าทางของร่างกายนี้ คำสอนทางพระพุทธศาสนาบอกว่า คนเราบริหารร่างกายให้เป็นไปได้ด้วย จักร ๔ คือ เดิน ยืน นั่ง นอน นั่นคือ เราผลัดเปลี่ยนให้อยู่ในท่า เดิน ยืน นั่ง และนอน เสมอ เราจึงหลงลืม มิได้กำหนด ระลึกรู้ หรือสำเนียกซึ่งความที่ร่างกายเป็นทุกข์ทนสภาพเดิมได้ยาก....
..............
ใน อริยสัจ ๔ ก็มี ทุกข์ เช่นเดียวกัน ซึ่งท่านได้อธิบายสิ่งที่พึงให้เป็นไปในอริยสัจ ๔ ดังนี้
- ทุกข์ เป็น สิ่งที่พึงกำหนดรู้
- บ่อเกิดของทุกข์ (สมุทัย) เป็น สิ่งที่พึงละ
- การดับทุกข์ (นิโรธ) เป็น สิ่งที่พึงกระทำให้แจ่มแจ้ง
- แนวทางการดับทุกข์ (มรรค) เป็น สิ่งที่พึงกระทำให้เกิด
เมื่อพิจารณา ทุกข์ ตามนัยข้างต้นกับทุกข์ในอริยสัจ ๔ จะเห็นได้ว่าลงรอยกัน กล่าวคือ การที่สังขาร (คือร่างกาย) เป็นทุกข์ (คือทนได้ยาก) เป็นสิ่งที่เราพึงกำหนดรู้... แต่สาเหตุที่เราไม่ได้กำหนดรู้ เนื่องจากเราได้ผลัดเปลี่ยนท่าเป็นยืน เดิน นั่ง และนอน เรื่อยๆ ไปนั่นเอง...
ถ้าคนเรามีความสำเนียก ระลึกรู้ หรือหยั่งรู้อยู่เสมอว่าร่างกายนี้เป็นสิ่งทุกข์ทนยากแล้ว นั่นแหละ เป็นแนวทางแห่งความหมดจด...
นี้คือนัยแห่งคาถาที่สอง ส่วนคาถาที่สามว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ผู้เขียนจะนำมาเล่าในตอนต่อไป.....
กราบนมัสการค่ะ
ได้ความรู้และเห็นหนทางสว่างจริงแท้ค่ะ
กราบ 3 หนค่ะ
ทนัน ภิวงศ์งาม
หากว่า อันว่าคำถามว่า คำว่าหมด นั้น หมดจดจากอะไร... และคำว่า จด นั้น จรดถึงอะไร ดังนี้ พึงมีไซร้
อันว่าการเฉลยว่า คำว่า หมด นั้น หมายถึง หมดจดจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง หมดกรรม หมดเวร ดังนี้ ... และ คำว่า จด นั้น หมายถึง จรดถึงพระนิพพาน นั่นแล ดังนี้ พึงมี
เจริญพร
sasinanda
เล่าสั้นๆ เท่านั้น...
ในหนังสือเก่าๆ (ภาษาไทย) โบราณาจารย์อรรถาธิบายไว้ ลึกซึ้ง ไพเราะ และงดงามมาก...
เจริญพร
พระมหาพาวกเลี้ยว.......ลำวน
เพียรอ่านบทนิพนธ์.......ท่านเจ้า
พยัญชนะหน่วงกมล......เชิงสู่ อรรถนา
จบอ่านปานเห็นเค้า......รากเหง้า มคธหน
ทนัน ภิวงศ์งาม
การเฉลยว่า คำว่า หมด นั้น หมายถึง หมดจดจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง หมดกรรม หมดเวร ดังนี้ และ คำว่า จด นั้น หมายถึง จรดถึงพระนิพพาน นั่นแล ดังนี้ เพื่ออ้อมหนีคำถามว่า คำว่าหมด นั้น หมดจดจากอะไร และคำว่า จด นั้น จรดถึงอะไร ดังนี้
และเพื่อความแจ่มแจ้งในเนื้อความ ท่านอาจารย์จึงอธิบายเพิ่มเติมว่า คำว่า จด นั้น ในกาลบางคราวอาจแปลงเป็น จรด ได้บ้าง เพื่อความสะดวกแก่การออกเสียงและเพื่อความสละสลวยแห่งอักษร ประดุจคำว่า เมีย แปลงเป็น เหมีย หรือคำว่า เขียน แปลงเป็น เกษียน ดังนี้เป็นต้น
เจริญพร
ทนัน ภิวงศ์งาม
เจริญพร
กราบ 3 ครั้ง...
พระอาจารย์ครับ...กระผมให้รู้สึกปวดเมื่อยร่างกายไปหมดเมื่อกระทำการใดในอริยาบถเดียวนานๆ...เดิมทีเข้าใจว่าธรรมชาติบังคับให้เราต้องเปลี่ยนอริยาบถ...
ไหนเลยจะระลึกว่า...เป็นการบดบังทุกข์...เสียจนสนิทเทียว
นายขำ
นั่นแหละ ท่านเลขาฯ...
ตั้งแต่แรกเกิดเป็นต้นมา กระทั้งขณะนี้ เราต้องผลัดเปลี่ยนอิริยาบถตลอด...
เมื่อมองแง่นี้ ชีวิตเป็นทุกข์จริงๆ (.................)
เจริญพร