เรื่องเล่าจากโรงเรียนช่างทอผ้

กลับบ้านไปบ่อยจนคนแถวบ้านแววว่าอยากแต่งงานหรือไง?

ตอบคำถามนี้ไม่ได้เลยครับ อึกอึกอักอัก ได้แต่ยิ้ม ๆ ยิ้มรับไว้ก่อน ความจริงเรื่องนี้พูดยากครับ แต่ก็อย่างว่าอายุปาไปเลยสามแล้วยังไม่มีครอบครัวก็เป็นเรื่องแปลกสำำหรับชาวบ้าน 

เหตุผลหลักที่กลับบ้านบ่อยคือการไปตามเรื่องโรงทอครับ ไม่ได้ไปวอนแม่เรื่องแต่งงาน อิอิ เพราะคนจะแต่งด้วยยังไม่มา  ผมขอซื้อเล้าข้าวเก่าของป้ามาหลังหนึ่งและจะต่อเติมให้เป็นที่ทอผ้าสักสามสี่กี่ดังนั้นจึงต้องไปช่วยดู

นอกจากเรื่องโรงทอก็ต้องกลับไปช่วยช่างทอผ้า ความจริงไม่ได้ไปช่วยหรอกแต่แม่บอกว่าถ้าผมกลับบ้านไป ช่างทอจะขยันเป็นพิเศษ อิอิ ตอนนี้กลายเป็นแรงใจรายวันสำหรับช่างทอผ้าไปแล้ว งานนี้นักวิจัยเชิงปฏิบัติน่าจะเอาไปคิดถึงประเด็นแรงใจรายวันนี้ด้วย อิอ

งานทอผ้าตอนนี้ไปได้ช้า เนื่องจากไหมพื้นบ้านต้องการการตีเกลียวพิเศษ ซึ่งที่โครงการของเราเน้นการทำงานมือเป็นหลัก งานที่ได้จึงช้า เพราะหากตีเกลียวเส้นไหมไม่ดีเส้นไหมก็จะไม่แข็งแรงและยึ่งยากในการทอมาก

การตีเกลียวที่ชาวบ้านใช้จะเน้นการตีเกลียวสองถึงสามรอบ  แต่ก่อนจะใช้หลอดด้ายปั้นเกลียวผ่านน้ำ เพื่อให้เส้นนุ่มลง ซึ่งจะส่งผลให้เกลียวเน้นขึ้น แต่แม่มีวิธีไหมที่ตอนนี้แพร่หลายกันมากคือการแช่หลอดไหมลงไปในน้ำก่อน ให้น้ำซึมเข้าหลอดไหมแล้วค่อยนำมาปั่นเกลียว ซึ่งช่างทอหลายคนบอกว่าสะดวกดีและได้ผลไม่ต่างกัน

นี่ถ้าจะบอกว่า การทำแบบนี้ของช่างทอเป็นการจัดการความรู้ก็ไม่น่าจะผิดนัก เพราะช่างคนหนึ่งค้นหาวิธีทำงานที่มีประสิทธิภาพ(จากการทำงานของตนเอง)และนำมาบอกเล่าแนะนำช่างทอคนอื่นให้ได้ทราบ

ช่างทอคนอื่นก็นำเอาวิธีการผ่านเรื่องเล่านี้ไปทดลองใช้และสรุปย้อนกลับมาที่วงสนทนาอีกครั้งว่าผลเป็นอย่างไร  นี่ผมเรียกว่าเป็นการจัดการความรู้ของชุมชนช่างทอผ้า

ไม่รู้ผมเข้าใจการจัดการความรู้ถูกหรือเปล่า