• เรียนรู้จากลูกชายว่าในการประชุมจะมีคนที่พูด ๒ แบบ      แบบแรกพูดแบบเป็นกลาง เพื่อให้มีความครบถ้วนรอบด้านของมุมมอง      แบบหลัง พูดแบบเข้าข้าง เพื่อให้เกิดการลงมือทำ     ลูกมองว่าผู้อาวุโสมักจะเป็นแบบแรก     คนหนุ่มสาวมักจะเป็นแบบหลัง      ลูกเขาชอบแบบหลัง     ผมทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับเขา แต่ก็ไม่ได้บอก
     • เรียนรู้วิชากวนน้ำให้ขุ่น และวิชากวนน้ำให้ใส ว่าเป็น ๒ ด้านของสิ่งเดียวกัน    เกื้อกูลส่งเสริมซึ่งกันและกันถ้าเราดำเนินการเป็น
     • เรียนรู้จากการพูดคุยกับ Prof. Andrew Green จากมหาวิทยาลัย Leeds ที่มาช่วยประเมิน สวรส. ว่า กลไก Governance ขององค์กรในประเทศไทยมักไม่เอาจริงเอาจังพอ     มักเอาเรื่องเล็กๆ มาให้พิจารณา     ไม่ค่อยได้พิจารณาเรื่องใหญ่ เรื่องเชิงระบบ การประชุมแบบ retreat ปีละครั้ง     เอาเรื่องที่เป็นคุณค่าที่แท้จริงขององค์กรมาคุยกัน     เน้นประเด็นว่าองค์กรได้ Do the right things หรือไม่    ประชุมให้ต่างจากการประชุม บอร์ด ตามปกติ ที่มักพิจารณาประเด็นว่า Do the things right หรือไม่   
     • องค์กรในประเทศไทยยังขาดมิติของการเรียนรู้    ขาดทักษะของการเรียนรู้จากการทำงานของตนเอง     และผู้คนยังคิดแบบเน้นอำนาจ ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ     ทำให้มิติของการเรียนรู้ถูกกดทับให้ไม่โผล่ หรือโผล่ยาก     เป็นความท้าทายต่อบทบาทของ สคส. อย่างยิ่ง   
     • ความย่อหย่อนของการจัดการมีอยู่ทั่วไปหมดในสังคมไทย    ในหลายกรณีโอกาสในการทำประโยชน์ให้แก่สังคมถูกละเลย เพราะขาดการจัดการ    ดังตัวอย่างมูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดล    พอเราเข้าไปคุ้ย “ขุมทรัพย์” ในมูลนิธิ จึงพบว่ามีเงินให้ใช้จ่ายได้อย่างอิสระ (ตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ) รออยู่ถึง ๕.๗ ล้านบาท    
     • วิสัยทัศน์ หรือ roadmap ของมหาวิทยาลัย หรือองค์กรใหญ่ๆ ที่มีพันธกิจเชิงพัฒนา      เป็นเสมือนเข็มทิศ หรือแนวทาง เชิงมหภาค (macro)    ไม่สามารถยึดถือ นำมาประเมินเชิงจุลภาค (micro) ได้     อธิการบดีหรือผู้บริหารคนใดทำงานแบบ micro ก็จะเผชิญสภาพที่ผู้คนไม่มีความสุข เกิดการต่อต้าน     roadmap คือข้อตกลงร่วมกัน ที่จะร่วมกันฟันฝ่าสู่เป้าหมายร่วมนั้น     ในระหว่างทาง ต้องมีการร่วมมือกันทำความสำเร็จเล็กๆ ให้เกิดขึ้นเป็นระยะๆ     ผู้บริหารจึงจะได้ “ใจ” ของผู้คน     ผู้บริหารที่ไม่ได้ “ใจ” ของผู้คน จะต้องถือว่าพ่ายแพ้  
     • บ้านเมืองของเราขาดการจัดการมิติเชิงระบบ (Systems Management) ในแทบจะทุกส่วน     เป็นโอกาสของนักวิชาการ นักวิจัย นักพัฒนา ที่จะเข้าไปช่วยกันทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมือง     ผมมีโอกาสนิดๆ หน่อยๆ ในการเข้าไปแสดงบทบาทในเรื่องกลไกการจัดตั้งหน่วยงานเพื่อพัฒนาระบบกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ มาตรา ๓๐๘     เกิดความหวังว่าการพัฒนาและการจัดการเชิงระบบจะเกิดขึ้นในสังคมไทยอีกระบบหนึ่ง     ในบางเรื่อง มีองค์กรที่ดูเหมือนได้รับโอกาสที่จะจัดการหรือพัฒนาเชิงระบบ    แต่ผู้เกี่ยวข้องกลับใช้เป็นกลไกเพื่อสนองสังคมฐานานุภาพ     ไม่เน้นสร้างสรรค์สังคมปัญญานุภาพ น่าเสียดาย   
     • การทดลองทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ ๓ ของ สสส. แนวใหม่    โดยนัด ผอ. สำนักและเจ้าหน้าที่มาคุยแบบไม่เป็นทางการ     ว่าการประชุมคณะกรรมการฯ มีไว้เพื่ออะไร    จัดประชุมอย่างไรจึงจะได้ประโยชน์คุ้มค่า     แต่ละเรื่องที่นำมาเสนอต้องชัดเจนว่าต้องการคำแนะนำอะไรจากการประชุม     เน้นการประชุมที่ไม่ใช่เพื่อขออนุมัติ แต่ขอปัญญา      ต้องหาทางให้คณะกรรมการไม่ใช่แค่ใช้ข้อมูลแคบๆ ของสำนักฯ แต่ใช้ข้อมูลที่กว้างระดับ สสส. หรือกว้างในระดับประเทศไทย     ดังนั้นวิธีนำเสนอเรื่องของสำนักฯ ต้องเสนอในแง่มุมที่กว้าง   
     • โอกาสใช้องค์กรหรือหน่วยงานที่สัมพันธ์กับสถาบันหลักของประเทศมีมาก     แต่ต้องการ “ใจ” ที่บริสุทธิ์ ทำงานเพื่อสังคมเป็นหลัก     และต้องการทักษะและความทุ่มเทด้านการจัดการ    ดึงคนดีและเก่งเข้ามาร่วมรับผิดชอบ     นี่คือความคิดคำนึงเกี่ยวกับ Youth Program ของ PMAF

วิจารณ์ พานิช
๒๕ พ.ย. ๕๐