ชีวิตที่เรียนรู้คือชีวิตที่ตั้งคำถาม    ผมอ่านหนังสือ “กว่าจะเป็นการแพทย์พื้นบ้านล้านนา” โดย ผศ. ดร. ยิ่งยง เทาประเสริฐ, ดร. สินธุ์ สโรบล, และ อ. กันยานุช เทาประเสริฐ  จัดพิมพ์โดย สกว. สำนักงานภาค ด้วยความชื่นชม    เห็นผลงานของความอุตสาหะวิริยะของนักวิจัย และ มรภ. เชียงราย     ทำให้เกิดการพัฒนาทั้งตัวความรู้  หลักสูตร (มีทั้งระดับปริญญา ตรี โท เอก)     ตัวหมอเมือง   และบริการ

         ผมถามตัวเองว่า หนังสือเล่มนี้บอกอะไร    ผมตอบว่า บอกว่าได้มีการรื้อฟื้นสังคายนาองค์ความรู้หมอเมืองขึ้นมา     และมีการพัฒนาขึ้นไปอีก     รวมทั้งมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับการแพทย์พื้นบ้านในภาคใต้ของจีนด้วย     โดยที่งานนี้เป็นการดำเนินการที่ supply – side คือด้านหมอเมือง เป็นหลัก     ผมจึงถามต่อว่า เรื่องการแพทย์พื้นบ้านนี้ควรมีการวิจัยและพัฒนาด้าน demand – side (ประชาชน), purchaser – side (สปสช.) และ promoter – side (สสส.) ด้วยหรือไม่    ผมตั้งคำถามว่า การแพทย์พื้นบ้านควรเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพ เคียงบ่าเคียงไหล่กับการแพทย์แผนตะวันตกได้อย่างไร     สถาบันการศึกษา และหน่วยงานสนับสนุนการวิจัย ที่มีความรู้เรื่องนี้ควรร่วมมือกับหน่วยงานที่รับผิดชอบขับเคลื่อนระบบสุขภาพ (สช.) เพื่อนำความรู้ด้านการแพทย์พื้นบ้านเข้ามาทำประโยชน์แก่สังคมมากกว่าที่เป็นอยู่เดิม    ควรมีการดำเนินการอย่างไร   

         ในหนังสือเล่มนี้ มีหมอเมืองบางท่านอยากให้มีโรงพยาบาลหมอเมือง    ผมมีคำถามต่อ ว่าโรงพยาบาลหมอเมืองควรมีลักษณะอย่างไร     ให้บริการอะไรบ้าง     มีการจัดการอย่างไร     จะเลี้ยงตัวเองได้ไหม    จะอยู่ในบริการสุขภาพที่รัฐจัดให้แก่ประชาชนทุกคนโดยไม่ต้องจ่ายเงินหรือไม่ 

         ผมมองว่า ความรู้หรือเทคโนโลยีการแพทย์พื้นบ้านไม่สามารถดำรงอยู่โดดๆ ได้     ต้องมีความเชื่อมโยงกับระบบอื่นๆ ของสังคม    และการวิจัยและพัฒนาการแพทย์พื้นบ้านก็ต้องแตะทุกๆ ด้าน     ให้เป็นองค์รวม

วิจารณ์ พานิช
๘ ม.ค. ๕๑