
:เรื่องเล่าเช้านี้ ว่ากันด้วยสาระชีวิตและชะตากรรมของชุมชนคนอีสาน แสดงพิมพ์เขียวเส้นทางเดินของบริบทการพัฒนา การจัดการความรู้เครือข่ายไทอีสาน สไตล์มหาชีวาลัยอีสาน
เบิ่งใจ:ขั้นตอนการดูใจมีทั้งส่วนของไทเขาไทเรา ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ทอดน่องท่องทุ่ง ไปคุยกับบ้านโน้นบ้านนี่กับกลุ่มที่อยู่ในสายนักก่อการพัฒนาท้องถิ่น ปกติคนที่สนใจเรื่องเดียวกันก็จะรู้จักมักจี่กันตั้งแต่ยังไม่เห็นตัว บ้างก็รู้จักกันผ่านสื่อพบปะกันทางสื่อ ผ่านการบอกเล่า ระยะหลังๆนี้มีการขับเคลื่อนบทบาทภาคพลเมืองเยอะมาก แต่สายใยไทอีสานมีความพิเศษมากกว่านั้น วัฒนธรรมเครือญาติ ความคุ้นเคยเป็นญาติอย่างยิ่ง เราจะไม่พูดหรือคิดถึงกันดาดๆ ลูกหลานไปอบรมที่ไหนก็จะกลับมาเล่าให้แม่ใหญ่พ่อใหญ่ฟัง ..”ไปที่บ้านพ่อสุทธินันท์ เจอเรื่องโน้นเรื่องนี้ พ่อบอกว่า..อย่าหวงพื้นที่ทำนาให้มากนัก ขุดสระปลูกผัก เลี้ยงปลา ปลูกต้นไม้ไว้เป็นกองทุนให้ลูกหลาน” ผมคิดว่ากลุ่มภาษาและวิธีเล่าอธิบายแบบไทลูกทุ่ง อาจจะทำให้เห็นคล้อยได้ง่ายกว่าวิธีราชการ ลูกหลานเล่าว่า..พ่อแม่ยินยอมให้เปลี่ยนแปลงหน้าตาที่ดินตามนี้..หลังจากที่เคยมีการร้องขอเมื่อหลายปีมาแล้ว
มัดใจ :ประเพณีท้องถิ่นมีกลอุบายเรื่องการซ่อมเสริมจิตใจซ่อนอยู่ เมื่อวานนี้เราไปเจอรายการมัดใจตั้งแต่ตัวยังเป็นๆ ไม่ใช่ไปรอมัดตราสังตอนตาย การมัดใจเป็นกระบวนการที่เรียบง่าย คณะเราไปถึงที่ทำการชุมชน เจอลูกหลานที่ประสานงานรออยู่แล้ว แดดอุ่นๆสบายๆคุณยายคุณลุงคุณป้าหิ้วตะกร้าหมากเดินเต๊าะแตะเข้ามา วงศาคณาญาติรุ่นเดอะค่อยๆขยายตัวใหญ่ขึ้นๆ สงสัยจะเป็นการรวมพลคนอาวุโสของหมู่บ้านหนองบัวแปะแห่งนี้ แล้วรายการมัดใจก็เกิดขึ้น ทุกท่านทยอยกันเอาฝ้ายมาผู้ข้อต่อแขนแขก
ขันชะเนาะหัวใจ:คำอำนวยพรได้ซึมซาบลงไปในจิตใจ เป็นการถ่ายทอดกำลังทางด้านจิตใจสไตล์ไทอีสาน จุดประจุพลังความห่วงใยและปรารถนาดีระหว่างกัน คุณค่า กระบวนการที่จะจัดการแลกใจให้ได้อย่างนี้ ถามว่ามีวิธีอะไรไหม ที่จะดีกว่าและมีประสิทธิภาพสูงกว่านี้ เส้นฝ้ายมหัศจรรย์ที่มัดใจอาคันตุกะไว้นี้ ทรงอานุภาพยิ่งกว่าหมูที่ถูกยัดอยู่ในกระชุเสียอีก ในชั้นหลังๆเราจะเห็นชาวบ้านเอาผ้าขาวม้ามัดพุงแขกที่ไปเยือน แต่ผมเห็นว่า..อะไรก็สู้เส้นฝ้ายที่แม่ใหญ่ถอดจากการถักทอมามัดเป็นสะพานใจ
คุ้ยตะกอนใจ: การพบปะกันแบบไม่เป็นทางการ จะไม่มีพิธีรีตองอะไร ทุกอย่างเรียบง่าย ดำเนินไปแบบยังไงก็ได้ แม้แต่ประเด็นคุย
แม่ใหญ่..บอกว่า พ่อครูบา ..ฉันฟังที่ลูกๆมาเล่าแล้วอยากไปบ้านครูบามาก แต่นังน้ำหวานลูกสาว..บอกว่าแม่เลี้ยงหลานดีกว่า ตอนแรกก็ไม่ว่ากัน แต่ตอนมันกลับมาเล่านี่สิ ทำให้ฉันอยากจะไปมาก..วันนี้ฟังครูบาเล่าว่า จะยกเอาคนแก่ทั้งหมดนี้ไปนอนคุยที่สวนป่า โอ้ๆๆๆ..เจอครูบาอะไรง่ายไปหมด แม้แต่เรื่องหลานก็ให้เอาไปด้วย นึกไม่ถึงเลยจริงๆ ฉันดีใจจนนอนไม่หลับ
พ่อใหญ่..เล่าว่า ทุกอย่างเปลี่ยนไป เมื่อก่อนทำไร่ทำนาใช้เวลาหลายเดือน เดี๋ยวนี้ทุกอย่างรวบรัดไปหมด ไม่เกิดความภาคภูมิใจ ใจมันเวิ้งว่างยังไงไม่รู้..ผมช่วยขยายความให้เห็นความจริงว่า..ที่ชาวนาไม่ภูมิใจในผลผลิตของตนเองเหมือนเมื่อก่อน เพราะเราไปพึ่งปัจจัยการผลิตภายนอกมากเกินไป เมล็ดข้าวที่ได้ ถูกคนอื่นแบ่งเอาไปเป็น ค่าไถ ค่าปุ๋ย ค่าเก็บเกี่ยว ค่าขนส่ง ค่าดอกเบี้ย ค่าเงินกู้ สรุปแล้วทำนาให้คนอื่น ตัวเองไม่ได้รับผลเต็มเม็ดเต็มหน่วยเหมือนสมัยก่อน วิถีทำนาจึงเซ็งไม่มีกะจิตกะใจ
เทศกาลเจอหน้าแห่งปี ปีหนึ่งๆแม่ใหญ่เหล่านี้จะได้เจอหน้าลูกหลาน2-3ครั้ง เช่น ตรุษจีน ปีใหม่ หรือไม่ก็สงกรานต์ เรียกว่ากว่าจะได้คึกคักอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา ก็ต้องรอมีวาระแห่งชาติว่าด้วยเทศกาลประจำปีมาเป็นตัวช่วย ..มันเป็นวิกฤติมัดมือชกที่ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร จนมุม จนแต้ม จนสติปัญญาภูมิปัญญาไทยเสียแล้วฤๅ เรื่องนี้สาหัสกว่า..จดหมายผิดซองมากนัก เป็นการประเมินระหว่างกึ๋นไทยกับกึ๋นสากลของใครแจ๋วกว่ากัน ถามว่า..ปัญหาปู่โสมเศร้าทรัพย์เหี่ยวๆเหล่านี้ มีใครเอาไปเป็นโจทย์วิจัยบ้างไหม !!
เกียร์ถอย เพื่อไม่ให้เป็นการดีแต่พูด เราก็มาคุยกันต่อว่า ..ทุกวันนี้ผู้เฒ่าผู้แก่ทำอะไรกันบ้าง มีจุดไหนจะแทรกเสริมกิจกรรมที่เหมาะสมกับแกนบ้านเหล่านี้ เราพิจารณาร่วมกันว่า ผู้สูงอายุควรจะเลือกงานเบาๆ เช่น ดูเลี้ยงไก่ไข่ ดูแลอนุบาลลูกไก่ ให้อาหารปลา ปลูกผัก ทำขนม ทำอาหาร งานประดิดประดอยต่างๆ ซึ่งกิจกรรมเชิงประจักษ์ก็มีให้เห็น เช่นการแสดงฝีมือทำที่พักผ่อนด้วยทักษะและวัสดุในท้องถิ่นได้สวยงามมาก เพื่อให้เห็นทิศทางกระชับเข้า เราตกลงกันว่าจะลองปลูกต้นมะรุม 2,000 ต้น ต้นแค2,000 ต้น ต้นชะอม 2,000 ต้น ต้นมะกอกบ้าน 2,000 ต้น (เฉลี่ยครัวเรือนละ100ต้น/ชนิด) เหตุผลเพราะเป็นงานเบาๆ ลงทุนน้อย ได้ผลเร็วภายในปีครึ่ง ..เช้าๆแดดอุ่นๆแม่ใหญ่เหล่านี้ ชวนกันหิ้วตะกร้าหมากไปช่วยกันเด็ดยอด เด็ดดอกผักเหล่านี้ มาคัดทำความสะอาดบรรจุซองจำหน่าย ถ้าทำมาค้าคล่องก็ขยายปริมาณและชนิดของพืชผักยืนต้นพื้นเมืองชนิดอื่นๆต่อไป
ไม่เหงาเอาเท่าไหร่ แผนกิจกรรมประคับประคองผู้อาวุโสเหล่านี้ น่าจะไปเสริมกระบวนการกลุ่มให้มีความอุ่นใจมากขึ้น เป็นการออกกำลังกายเบาๆ กลุ่มพ่อใหญ่พ่อเฒ่า ก็ช่วยปลูก ตัดแต่งกิ่ง รดน้ำใส่ปุ๋ยดูแล หรือเพาะกล้าจำหน่ายจ่ายแจก ผลผลิตที่ได้ นอกจากบริโภคเอง จำหน่ายในชุมชน ยังส่งให้พ่อค้านำไปจำหน่ายในตลาดทั่วไป จุดเด่นอยู่ที่เป็นผักพื้นเมือง ปลอดสารพิษ อร่อย เป็นที่นิยม มีผลผลิตหมุนเวียนทั้งปี ถ้าให้สนุกแม่ใหญ่เหล่านี้ควรได้รับฝึกอบรม ทำอาหาร ถนอมอาหาร แปรรูปเป็นของฝาก อันดับแรก ..เป็นของฝากจากใจแม่ใหญ่ส่งไปให้สาวโรงงาน คิดดูสิว่าลูกสาวจะกระตู้วู้ขนาดไหน ..การช่วยทำให้คนดีใจ มีความสุข เป็นบุญที่งดงามใช่ไหมครับ
เดินนา ในการออกไปพบปะกลุ่มชาวบ้าน หัวใจอยู่ที่การไปเดินลงแปลงกิจกรรมต่างๆ จึงจำเป็นต้องมีเวลามีใจให้กับงานจุดนี้อย่างเต็มที่ เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่การไปดูงานดาดๆอย่างเดียว แต่เป็นการไปดูแลกำลังใจ ถ้าดูที่ใจจะเห็นวิธีคิด วิธีทำ และเบื้องหลังความคิดนั้นๆ ว่าทำไม ทำอย่างไร ผลลัพธ์คืออะไร
มาตรฐานความภูมิใจ สิ่งที่เราค้นพบในครั้งนี้ คือมาตรฐานความภูมิใจในแต่ละกิจกรรม กลุ่มสมาชิกหนองบัวแปะ ชวนเราไปดูแปลงบำนาญชีวิต ที่ลงแรงปลูกต้นไม้ยืนต้นชนิดต่างๆมาตั้งแต่ปี2548 กลุ่มต้นไม้สูงประมาณ 1 เมตร เป็นส่วนใหญ่ เจ้าตัวอธิบายด้วยความภาคภูมิใจมาก ชี้ให้เราดูต้นไม้ชนิดนั้นชนิดนี้ ซึ่งเราเห็นลักษณะการทำงานแล้ว ก็ดีใจที่เขาใช้ใจทำงาน แต่จุดที่เสริมเพิ่มเติมก็เฉยไว้ ยังไม่ถึงวาระที่จะไปแคะคุ้ยให้ความสุดอ่อนแรงลงในตอนนั้น
เบื้องหลังความคิด พ่อใหญ่แม่ใหญ่ชวนเราไปดูแปลงเกษตรแห่งใหม่ ที่ได้ปรับปรุงพื้นที่และกิจกรรมในระดับหนึ่ง เช่น ปรับปรุงคันนาให้เป็นถนนขนาดใหญ่ การแบ่งพื้นที่ขุดสระน้ำ กระต๊อบในนา แปลงเกษตรผสมผสาน (ผักสวนครัว-ไม้ผล-ไม้ยีนต้น-เลี้ยงปลา-เลี้ยงวัว-เผาถ่าน-ปลูกพืชไร่หลังการเก็บเกี่ยว)
มองความคิดเห็น ในบริเวณที่ติดกับแปลงเกษตรที่ว่านี้ มีผืนไม้ป่าธรรมชาติ พวกป่าไม้เบ็ญจพรรณ ทีมีไม้พลวงขึ้นอยู่หนาแน่น เป็นกลุ่มไม้พลวงที่สวยมากแห่งหนึ่งเท่าที่เคยเห็นมา ถัดเข้าไปประมาณ150เมตร เป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่ขุดสมัยอีสานเขียว แต่ในขณะนี้ไม่ได้มีการใช้ประโยชน์เท่าที่ควร เป็นเพียงซากอนุสรณ์งานอีสานเขียว สิ่งที่ผมประหลาดใจมากก็คือ
· ความภูมิใจระหว่างไม้ที่ชาวบ้านปลูก กับป่าไม้ที่เกิดขึ้นในสภาพธรรมชาติ
· ความรู้สึกความเข้าใจเกี่ยวกับผืนป่าธรรมชาติยังน้อย เห็นได้จากการเลือกปลูกไม้อาคาเซียต้นสูง1เมตร ที่อยู่ติดกับป่าไม้พลวง
· ชาวบ้านจะให้ความสำคัญกับชนิดไม้ที่ตนเองปลูก แต่ไม่ใส่ใจความสำคัญของไม้ป่าธรรมชาติ แต่ชาวบ้านจะมองเห็นเฉพาะไม้ที่ตนเองปลูก
· เรื่องทรัพยากรป่าไม้ ระบบนิเวศ เรื่องโลกร้อน สภาพแวดล้อม คงต้องหาวิธีคุยภาษาเดียวกัน มองในมุมเดียวกัน
การบ้านภาคประชาชน การทำงานอิงระบบ ไม่มีใบสั่ง ไม่มีการขออนุมัติใคร ไม่มีงบประมาณ ทุนทั้งหมดอยู่ที่ใจ คณะก่อการประกอบด้วย
ดร.ศักดิ์พงศ์ หอมหวนในฐานะผู้ประสานงานหลักในพื้นที่ มีกิจกรรมร่วมคิดร่วมคุยกันแทบทุกเรื่อง โดยเฉพาะแผนดำเนินการนักศึกษาศึกษามหาวิทยาลัยชีวิต ทั้งปริญญาตรีและปริญญาโท
อาจารย์นรินทร์ ศรีสว่าง ผอ.โรงเรียนบ้านหนองแคน เป็นนักการศึกษาในท้องถิ่น ที่สนใจไฟแรง ตั้งใจที่จะติดตามไปศึกษาวิธีการเชื่อมโยงศักยภาพชุมชนในลักษณะต่างๆกับหน่วยงานและองค์กรอื่น รวมทั้งแนวทางการทอดสะพานบทบาทระหว่างโรงเรียนกับชุมชน
เจ๊องุ่น ในฐานะข้อต่อระหว่างมหาชีวาลัยอีสานกับแผนงานในโครงการต่างๆ กรณีของบ้านหนองบัวแปะ เป็นพื้นที่หนึ่งในการเข้าร่วมโครงการฝึกอบรมเกษตรกรผู้นำของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ เจ๊องุ่น ทำหน้าที่ประสางข้อมูล รายชื่อ หลักฐานสำเนาบัตรประชาชน หาเนื้อหาที่จะอบรม เพื่อพิจารณาว่ากลุ่มนี้ควรจะอบรมน้ำหนักไปในด้านใด จะกลับมาออกแบบแผนการอบรมให้ได้ประโยชน์แก่ทุกฝ่าย เป็นการบอกเล่าถึงวิธีการทำงานทุกขั้นตอน ของศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงระดับชุมชน
อาจารย์สำเนียง ประยุทธเต (ครูน้อย) เป็นนักศึกษาปริญญาเอก ในหลักสูตรบูรณาการศาสตร์ คณะบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ลายแทงจินตนาการ อาจารย์สำเนียง ประยุทธเต ทำวิทยานิพนธ์ในหัวข้อเรื่อง “บริบทของมหาชีวาลัยอีสานกับการจัดการความรู้เครือข่ายระดับชุมชน” สิ่งที่อาจารย์สำเนียงต้องอธิบายในจุดทีไปเมื่อวานนี้ คือ-วิธีเรียน-ท่าทีการเรียน-การติดตามเก็บบทเรียน การทำวิทยานิพนธ์คุณภาพหรือเชิงบูรณาการ จำเป็นอยู่แล้วที่จะต้องตามติดกระบวนการทำงานของเราระดับเป็นเงาไปทุกย่างก้าว ไม่อย่างนั้นก็จะโดนผีหลอก เพราะงานทุกอย่างเป็นไปแบบสายฟ้าแลบ ไม่มีกำหนดการ แต่มากกว่านั้น! และอยู่เหนือการคาดหมายใดๆ นั่นคือเรามีกำหนดใจแทนกำหนดการ
ข้อเสนอนำ
1. ในการประมวลชุดความรู้ต่างๆ สิ่งที่หน่วยงานต่างๆสนใจและต้องการเห็น คือข้อเสนอแนะจากผู้ปฎิบัติการ ดังนั้นงานนี้ก็ขออนุญาตเอากับเขาหน่อย เราพิจาณาเห็นว่าทุกเรื่องควรเริ่มต้นที่ชาวบ้าน เอาชาวบ้านเป็นตัวตั้ง แล้วค่อยมาตบแต่งเนื้อหาและรูปแบบให้สอดคล้องกับสไตล์ชุมชนในพื้นถิ่นตรงนั้น
2. ในการดำเนินการเรื่องใดๆก็ดี ระบบข้อมูล คุณภาพข้อมูล ในระดับต่างๆจำเป็นต้องมีและถูกต้องพอสมควร ระบบสารสนเทศชุมชนเป็นจุดหนึ่งที่คณะเราเห็นว่าจะต้องเริ่มนำมาเป็นหัวเข้าเรียนรู้ร่วมกัน
3. ขอยืนยันว่า ชาวบ้านมีความจำเป็นในเรื่องการทำงานวิจัยมารองรับงาน ที่ผ่านมาเรายังไม่มีงานวิจัยโดยชาวบ้าน เพื่อชาวบ้าน หรือร่วมกับชาวบ้านโยตรง และทำบนฐานงานวิจัยไทบ้านอย่างแท้จริง ถ้าเอาเกณฑ์การวิจัยเชิงวิชาการมาจับทั้งหมด มันก็เป็นการจับผลัดจับผลูอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้
4. การออกแบบให้ชาวบ้านได้มีวิธีคิดวิธีวิจัย มีสายตาเอ๊กซเรย์มองผ่านกิจกรรมอย่างเป็นระบบ ในที่สุดแล้วจะไปยกระดับสังคมอุดมปัญญาในเชิงประจักษ์ได้อีกทางหนึ่ง
ยิงปืนหลายโป้ง ได้นกหลายพวง
เรื่องที่เขียนเล่ามานี้ มีเหตุผลนิดๆหน่อยๆตามรายการข้างล่างนี้
· เอกสารประกอบการนำเสนอ ที่กระทรวงเกษตรฯร่วมกับบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์เปอเรชั่น หรือเนชั่นทีวี. จัดงานสัมมนาหัวข้อเกษตรอินทรีย์ จากภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ตลาดโลก :วันที่ 18 มกราคม 2551 ณ โรงแรมมิราเคิล
· เอกสารนำร่อง ชวนเรียน แก่นักศึกษาในโครงการบูรณาการศาสตร์และมหาวิทยาลัยชีวิต
· เอกสารการบ้านให้นักศึกษาได้อ่านปูพื้นฐานก่อนที่จะลงกิจกรรมภาคสนาม ของคณะเกษตร มหาวิทยาลัยขอนแก่น ดร.ภาวดี ภักดี จะนำนิสิตมานอนชมดาว ในวันที่ 2-3-4 เดือน กุมภาพันธ์
· เอกสาร ชี้ชวนสมาชิกคนแซ่เฮ มีใครสนใจจะมาร่วมงานในรายการต่างๆเหล่านี้บ้าง
Key Word : เบิ่งใจ -มัดใจ -ขันชะเนาะใจ -คุ้ยตะกอนใจ -เทศกาลเจอหน้าแห่งปี -เกียร์ถอย -ไม่เหงาเอาเท่าไหร่ -เดินนา -มาตรฐานความภูมิใจ -เบื้องหลังความคิด -มองความคิดเห็น -การบ้านภาคประชาชน -ลายแทงจินตนาการ- ข้อเสนอนำ -ยิงปืนหลายโป้งได้นกหลายพวง
