Beyond Tomorrow สู่ Portal web


ทำอย่างไร จะมีรายการที่มีสาระและสร้างความฉลาด มากๆ ในรายการ TV แต่ละวัน
  • วันหยุดวันนี้ ตื่นนอนตามสบายไม่ต้องรีบร้อน และพอดีที่เมื่อคืนนอนดึก ตื่นขึ้นมาจึงดู TV ไปด้วย แล้วก็ไปสะดุดความคิดกับรายการ ฉลาดล้ำโลก หรือภาษาอังกฤษว่า Beyond tomorrow ความจริงรายการนี้ก็เคยดูมาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่ได้ดูอย่างจริงจัง แต่วันนี้ ตั้งใจดูเพราะมีเรื่องความก้าวหน้าเกี่ยวกับ IT ในอนาคตที่เราสนใจพอดี  เช่นเรื่องบ้านในอนาคต รถยนต์ในอนาคต และเรื่องอื่นนๆ อีกมากมาย ส่วนมากจะเป็นความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ มีเรื่องหนึ่งที่ตรงตามจินตนาการของเราคือเครื่องฉาย LCD Projector ที่เคยคิดว่า ถ้าเราสามารถมีเครื่องฉาย โดยไม่ต้องวุ่นวายกับการหาจอ ก็คงดีไม่น้อย ตั้งเครื่องฉายแล้วฉายไปเลย เพราะเริ่มนึกถึงการใช้ม่านน้ำเป็นจอรับภาพ พอมาดูในรายการนี้ เทคโนโลยีก้าวไปอีกขั้น เราสามารถเดินผ่านจอได้ โดยจอที่ใช้เป็นม่านน้ำเช่นเดียวกัน แต่อาศัยนาโนเทคโนโลยี ทำให้โมเลกุลของน้ำมีขนาดเล็กมาก จนเราไม่เปียก และสามารถนำมาเป็นจอรับภาพได้ แต่ก็คิดเลยต่อไปว่า ต่อไปคงจะฉายไปในอากาศแล้วมีภาพขึ้นมาโดยไม่ต้องมีจอรับภาพ
  • ที่เกริ่นมานี้ เป็นเพียงการนำเข้าสู่บทเรียนเท่านั้น เพาะสิ่งที่นึกถึงคือ ทุกวันนี้มีรายการดีๆ ทาง TV มากขึ้น โดยเฉพาะช่อง 9 ต่างกับช่วงที่ผ่านมามีแต่รายการไม่ค่อยประเทืองปัญญา รายการมอบเมา ซึ่งปัจจุบันหลายช่องก็ยังมี ส่วนรายการดีๆ ก็มักจะไม่ใช่ Free TV ลองไปเดินดูตามบ้านเรือนประชาชน TV เป็นเครื่องใช้ที่จำเป็น แต่ที่เห็นส่วนมากคือ วันทั้งวัน นอนดูกันแต่ละคร และยิ่งทุกวันนี้มีแต่ละครตบกัน เนื้อเรื่องรุนแรง แล้วคนก็ชอบ แต่เรื่องที่สร้างปัญญาให้คนไม่ค่อยมี เพราะที่ผ่านมาก็คิดว่า ถ้าทำเรื่องที่เป็นความรู้ เรื่องที่สร้างปัญญา จะไม่มีคนดู ความจริงแล้ว ไม่เป็นเช่นนั้น ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องการดู แต่ปัจจุบันลองเปิดดู จะเป็นว่า ทั้งวิทยุ และโทรทัศน์ ยังมีเรื่องไร้สาระอีกมาก แต่ถ้าเทียบกัยสมัยที่เราเรียนหนังสือ ก็ถือว่า ดีกว่ามาก เพราะมีให้เลือกมากขึ้น แต่ก็ยังไม่พอ รายการวิทยุชุมชน ทุกวันนี้ ก็มีแต่เปิดเพลง กันการคุยหน้าไมค์ในเรื่องราวไร้สาระ กำลังมาคิดว่า สื่อสารมวลชนเหล่านี้ มีอิทธิพลต่อคนในชาติเป็นอย่างมาก น่าจะมีกฏหมายมาบังคับว่า รายการที่นำเสนออย่างน้อย 70-80 เปอร์เซ็นต์ ควรเป็นรายการที่สร้างความฉลาดให้กับคนในชาติ รายการประเทืองปัญญา ไม่ใช่รายการบันเทิงอย่างเดียว หรือรายการมอมเมาประชาชน และรัฐควรลงทุนเรื่องนี้ให้มาก และขอชมเชยช่อง 9 ที่ทำได้ เอารายการไร้สาระต่างๆ ออกไปเกือบหมด ทุวันนี้ ส่วนมากจึงดูรายการช่อง 9 เป็นหลัก
  • บางท่านอาจจะค้านว่า รายการความรู้เป็นรายการน่าเบื่อ เรื่องนี้คงต้องเถียง เพราะมีรายการมากมายที่มีความรู้และดูไม่เบื่อถ้าผู้ผลิตการายการมีความคิดสร้างสรรค์ รายการสารคดี ที่ดูสนุกสนาน น่าติดตามมีมากมาย แต่ถ้าผู้ผลิตไม่ค่อยสร้างสรรค์ ก็จะดูน่าเบื่อ ผลิตเพียงไปเอากล้องจับภาพผู้มีความรู้มาพูดให้ฟัง คนก็เบื่อตาย แล้วก็บอกว่ารายการที่มีสาระความรู้ คนไม่อยากดู ชอบดูรายการละคร คงจะเป็นความคิดที่ผิด และเป็นความคิดที่ทำลายประเทศชาติ ทำลายอนาคตของชาติ ต้องขอขอบคุณผู้ผลิตรายการดีๆ ที่สร้างสรรค และขอตำหนิรายการแย่ๆ ที่มาหากินเพื่อคนในวงการเดียวกันคนนี้จัดรายการก็เอาเพื่อน เอาคนรู้จักมาออกรายการ พอคนนั้นไปจัด ก็เอาเพื่อนคนนี้มาออกรายการ วนเวียนกันไปกันมาดูน่าเบื่อ เป็นรายการหลอกคนดู และเป็นรายการทำมาหากินด้วยกัน
  • เริ่มย้อนกลับมาที่วงการศึกษา และงานในหน้าที่ที่เรารับผิดชอบ ซึ่งมีช่องทางที่เป็นช่องทางของการสื่อสารมวลชนอีกช่องหนึ่งคือ Internet  ก็ถามตัวเองเหมือนกันว่า เราได้นำเสนอเรื่องราวที่มีสาระความรู้ เรื่องราวที่สร้างความฉลาดให้กับคนที่เข้ามาสัมผัสบ้างไหม คำตอบก็คงจะไม่ต่างจากที่ได้เขียนไว้เท่าไร เพราะสื่อที่เราเสนอไป ดูๆแล้วก็น่าเบื่อเหมือนกัน ไม่น่าดู ไม่น่าเข้าไปศึกษาเท่าไร เปิดเข้ามาใน Website มีแต่ข่าว ความเคลื่อนไหวต่างๆ เมื่อเปิดเข้าไปในส่วนของการเรียนรู้ ก็ไม่น่าเรียนรู้เท่าไร ไม่ต่างกับรายการ TV รายการวิทยุที่เรากล่าวถึงมากนัก
  • คิดถึงเรื่องนี้แล้ว จึงรีบมาเปิด Internet เข้าไปใน website ของ ช่อง 9 ปรากฏว่ามีรายการ Beyond Tomorrow ให้เราได้ดูย้อนหลังกันได้ จึงลองเปิดเข้าไปดูที่ http://hiptv.mcot.net/ ก็ปรากฏว่า มีให้เลือกเปิดดูตามความเร็วของ Internet    หรือถ้าจะดูรายการBeyond Tomorrow ฉลาดล้ำโลกโดยตรง ก็ดูที่  http://hiptv.mcot.net/player/hipPlayer.php?id=13557 เมื่อเปิดดูสักครู่ ก็ได้แนวคิดเพิ่มอีกว่า ถ้าเราไม่มีความสามารถสร้างรายการดีๆ แบบเขาได้ ก็อย่างไปทำ แต่สิ่งที่เราทำได้ คือรวบรวมสิ่งดีๆ เหล่านี้ มาไว้ใน Website ของเรา เพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับผู้ที่สนใจ ผู้ที่ต้องการแสวงหาควงามรู้ แต่ยังไม่รู้ว่า สิ่งที่เขาอยากรู้นั้น มีอยู้ที่ไหน นี่แหละเป็นที่มาของ PORTAL WEB 
คำสำคัญ (Tags): #beyond tomorrow#portal web
หมายเลขบันทึก: 157716เขียนเมื่อ 6 มกราคม 2008 06:15 น. ()แก้ไขเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2012 15:14 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (8)

สวัสดีครับอาจารย์

               บางครั้งงานที่เราทำอยู่แล้วทุกวันเอามาเขียนในบันทึกเราก็เบื่อครับ...

               รายการเพื่อการศึกษาทำยากครับเพราะมีระเบียบมาจับเยอะ ง่าย ๆ เราผลิตรายการละ ๒ หมื่น เบิกได้ก็ไม่ครบได้ไม่กี่พันบาท เพราะบางอย่างไม่มีใบเสร็จ คนผลิตต้องออกตังเอง(รายการที่ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจแต่ก็กลัวการกล่าวหา) แต่เอกชนเขาเหมาจ่ายรายการละแสน อันไหนน่าทำกว่ากันครับ...

             PORTAL web ก็ดี แต่ใครจะทำหน้าที่นี้ครับ เดี๋ยวผลงานไม่ปรากฏครับ ก็โดนโวยว่าไร้ฝีมืออีก กลัวกันจัง สังคมไทยยังไม่ให้โอกาสผู้ที่บริหารจัดการเก่งให้งานสำเร็จตามวัตถุประสงค์ครับ

                                       สวัสดีครับผม

ได้ดูรายการbeyound tomorrow ในวันเสาร์ที่ 5มกราคม2551 แล้วรู้สึกทึ่งมากๆโดยเฉพาะการฉายภาพบนอากาศซึ่งเราสามารถเดินผ่านมันได้ วาดรูปอากาศก็ได้  ซึ่งเขาใช้เทคโนโลยีเกี่ยวกับเเสงและคุณสมบัติของอากาศเพียงแค่มีเครื่งฉายและจอนำก็สามารถทำได้ดูเเล้วรู้สึกว่าเป็นเป็นเวทมนตร์

  • ได้ข้อเท็จจริงจากนายช่างใหญ่ ซึ่งเป็นมืออาชีพของการผลิตรายการของศูนย์เทคโน ทำให้เห็นข้อเท็จจริงที่น่าสนใจขึ้นมาอีกครับ เกี่ยวกับการสนับสนุนงบประมาณของรัฐบาล น่าศึกษานะครับว่าสัดส่วนงบประมาณในด้านการพัฒนา (ยกเว้นเงินเดือน / ค่าตอบแทน) เราเอาไปใช้ในเรื่องอะไรบ้าง มีเรื่องอะไรบ้างที่ไปถึงประชาชน เรื่องอะไรบ้างไม่ถึง และเรื่องอะไรบ้าง ไม่ได้เกิดประโยชน์เลย  แล้วมองกันให้ชัดเจนว่าเป้าหมาย จริงๆ คืออะไร แล้วจัดงบให้ถูกต้อง
  • ความจริงแล้วบางเรื่องเราก็ทราบๆ กันอยู่แล้ว ว่ามีเรื่องอะไรบ้างที่เราใช้เงินแบบไม่มีประสิทธิภาพหรือเกิดการสูญเปล่า หรือเอาไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์แปลกปลอม เพราะเห็นๆ กันอยู่ถ้าช่วยกันอุดรอยรั่ว คงจะสามารถนำเงินมาเพิ่มให้กับสิ่งที่จำเป็นได้อีกมาก

เคยได้ยินคำพูดของผู้รู้บางท่านบอกว่า "เขาจะเป็นคนอย่างไร ก็ให้ดูอาหารที่เขากิน  เพื่อนที่เขามี ครอบครัวที่เขาเกิด " คงไม่พอแล้วในวันนี้ น่าจะเพิ่มไปอีกว่า..."และ ความรู้ที่เขาได้รับ"  

 

  •     เมื่อเช้าไปโอนเงินลงทะเบียนเรียนพิเศษ ช่วง summer ม.ปลายให้ลูกสาว ที่ ธ.กรุงไทย ผมไปตั้งแต่ 8.00 น. (ธ.เปิด 8.30 น.) คนมารอคิวกันเต็มหน้า ธ. ทั้งผู้ใหญ่ เด็ก มอเตอร์ไซค์รับจ้าง(น่าจะรับจ้างมาลงทะเบียน เห็นใบลงทะเบียนเป็นปึกๆ และเงินสดแบงค์พันเป็นมัดๆ) พอได้เวลา 8.30 ทุกคนก็กรูไปที่เครื่องกดบัตรคิว แย่งกันให้ได้คิวแรก เพราะกลัวว่าจะเต็มก่อน ทั่วประเทศลงทะเบียนพร้อมกันโดยการโอนเงินผ่าน ธ.กรุงไทย เท่านั้น course นี้ 4,500 บาท(สี่พันห้าร้อยบาท)เรียนประมาณ 2 เดือน วิชา ภาษาไทย สังคม  ก็เลยเป็นจลาจลย่อยๆที่หน้าเคาน์เตอร์ (เชื่อว่าน่าจะเป็นอย่างนี้ทุกเคาน์เตอร์ ธ.กรุงไทย ทุกสาขาทั่วประเทศ)....ก็เกิดความรู้สึกว่า เราทำงาน กศน. ยังไม่ให้ลูกเรียน กศน.เลย.......ให้เรียนในระบบ......แล้วยังต้องมาเรียนพิเศษอีก หาคำตอบให้กับตัวเองได้ว่าเพราะเราไม่มั่นใจคุณภาพ ในสถานที่เดียวกันเห็นเด็กผู้ชายตัวน้อยคนหนึ่ง น่าจะไม่เกิน 10 ขวบ แต่งชุดนักเรียนเทศบาลฯ สีมอๆแต่ก็ดูสะอาดสะอ้าน เรียบร้อยดี มาช่วยพ่อแม่ขายพวงมาลัยหน้าธนาคาร ก่อนไปโรงเรียน แกมองด้วยสายตานิ่งๆ ไม่แสดงความรู้สึก....ผมก็อยากรู้ว่าแกคิดอะไรอยู่

ที่เล่ามาทั้งหมด ไม่ได้ตำหนิใคร แต่อยากบอกความรู้สึกวันนี้...และเดาความคิดของเด็กคนนั้น...

ได้อ่านบทความสัมภาษณ์พิเศษ จากมติชนสุดสัปดาห์ฉบับประจำวันที่ 4 -10 มกราคม 2551 หน้าปก รูปอดีตนายกทักษิณ ชินวัตร (http://info.matichon.co.th/weekly/) หน้า 29 สัมภาษณ์พิเศษ "เปิดเบื้องหลัง'เคมี อ.อุ๊' โรงเรียนกวดวิชาสุดฮ็อต 19 สาขานักเรียนแน่นทุกห้อง" ผมมีความชื่นชมในความสามารถของ...อาจารย์อุ๊...มาก โดยเฉพาะวิญญาณความเป็นครู และเทคนิคการสอนขอยกข้อความที่ท่านให้สัมภาษณ์ไว้ตอนหนึ่ง...

  • (ไม่รู้ว่าจะผิดกฎหมายลิขสิทธิ์หรือเปล่า แต่ก็ด้วยความปรารถนาดีที่ต้องการเผยแพร่สิ่งดีๆให้เพื่อนครูได้ทราบกัน ต้องขออนุญาตสำนักพิมพ์มติชนไว้ ณ ที่นี้ด้วย)
  • "...ตามหลักการเรียนการสอน จะต้องสอนเป็นสเต็ปจากง่ายไปยาก  สอนเหมือนเด็กขึ้นบันได  ขึ้นทีละขั้นๆ ไม่ให้เด็กกระโดด  ค่อยๆขึ้น ค่อยๆ ขึ้นไป ไม่ใช่นึกอะไรได้ก็พูดไปเรื่อยเปื่อย  นั่นคือหลักการสอนในเบื้องต้น แล้วไม่สอนให้เด็กจำ  สอนให้เด็กใช้เหตุ และใช้ผล เป็นวิทยาศาสตร์...........และประการสุดท้ายจะต้องสอนจากปัญหาที่เกิดขึ้น  ในขณะที่สอนเด็กจำนวนเยอะๆ เวลาเราพูดบางทีอาจข้ามสเต็ปไป  แต่เราจะไม่รู้เลยว่าเด็กไม่เข้าใจ  สุดท้ายพอเลิกเรียนเด็กจะวิ่งมาถาม ตรงนี้นี้แหละที่ทำให้เราเห็นว่าการสอนได้ข้ามบางจุดไป..."

สิ่งที่ อ.อุ๊ ได้ถ่ายทอดผมเชื่อว่าผู้ที่เป็นครู หรือเรียนสายครุศาสตร์ ต้องเคยผ่านเนื้อหาพวกนี้กันทุกคน โดยเฉพาะถ้าเรียนสาขาเทคโนโลยีทางการศึกษา หรือโสตทัศนศึกษา เพราะคือหลักพื้นฐานของการสอนแบบโปรแกรม (Program Instruction) ที่เรียกว่า 4( Interactive,  Information, Individual differentail, Immediate feedback)  ซึ่งยอมรับกันอย่างกว้างขวางและประกันคุณภาพการเรียนการสอนได้ว่าผุ้เรียนจะประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์....ผมเชื่อว่ามีครูที่รู้หลักการนี้มากมาย ทั้งที่จบ ปริญญาตรี, ปริญญาโท ตามสถานศึกษาต่างๆ  แต่ก็เกิดคำถามว่าทำไมการเรียนการสอนในสถานศึกษายังทำให้นักเรียนต้องไปเข้าคิวลงทะเบียนเรียนพิเศษ....ย้อนกลับมาดู กศน.ของเราบ้าง....เราเชื่อว่าวิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง ต้องผ่านการเรียนการสอนและฝึกประสบการณ์อย่างเข้มข้น และการออกแบบการเรียนการสอนน่าจะมาจากครูผู้ผ่านงานสอนอย่างโชกโชนที่จะเป็นพี่เลี้ยงและกำกับดูแล ครู กศน.ได้ ภาพที่ขัดแย้งกันก็คือ ครู ศรช. หรือ ครูอาสาฯ จะเป็นผู้ที่จบปริญญาตรีจากหลากหลายสาขาวิชา เรายังเชื่อว่าวิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูงอยู่หรือไม่  (เพียงต้องการเสนอมุมมองอีกด้านหนึ่ง ทดแทนทุกท่านที่อาจเคยคิดเช่นนี้เหมือนกัน)

อ.กล้อยครับ มีความเห็นที่จี้ใจดำดีจริงครับ และนี่แหละคือ ส่วนหนึ่งในหน้าที่ของเราที่จะต้องทำให้สิ่งเหล่านี้ดีขึ้น พัฒนาขึ้น แต่ก็คงทำได้ในขอบเขตและความรับผิดชอบของเราครับ และพอดีผมก็มีแนวคิดเกี่ยวกับ ICT อีกขั้นหนึ่งดังนี้

กระตุกแนวคิดการพัฒนา ICT

  •  หลังจากการเป็นวิทยากรเรืองข้อมูลสารสนเทศ ในการพัฒนาบุคลากรก่อนแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารสถานศึกษา ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้บริหารและว่าที่ผู้บริหารรวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสังเกตประสบการณ์จากการฝึกปฏิบัติของว่าที่ผู้บริหารทำให้ได้แนวคิดหลายประการเกี่ยวกับแนวโน้มและทิศทางการพัฒนา ICT โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะการพิจารณาถึงบุคคลสามกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลและสารสนเทศ คือ
  1. ผู้ใช้สารสนเทศ
  2. ผู้พัฒนาสารสนเทศ และ
  3. ผู้บันทึกข้อมูลสารสนเทศ
  • ในการพัฒนาบุคลากรและพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศที่ผ่านมา มีการพัฒนาอย่างไม่สมดุลย์ การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยไม่ค่อยได้ถามผู้ใช้ข้อมูลสารสนเทศ หรือพัฒนาบุคลากรเฉพาะนักเทคโนโลยีสารสนเทศ แต่ไม่ค่อยได้พัฒนาผู้ใช้ หรือพัฒนาตัวระบบสารสนเทศไปก่อน โดยที่ไม่ชัดเจนว่า จะเอาไปใช้ ทำอะไร ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นที่มาของปัญหาของระบบสารสนเทศที่เกิดอยู่ในปัจจุบัน
  • ตัวบ่งชี้ที่เห็นได้ชัดอย่างยิ่งคือ ได้ทดลองเปิดระบบฐานข้อมูลหรือระบบ ICT ต่างๆ ที่ กศน. ได้พัฒนาขึ้นมามีหลายระบบที่ผู้ที่เป็นว่าที่ผู้บริหารในอนาคตไม่เคยเห็น ไม่เคยรู้จักมาก่อนเลย ถ้าเป็นระบบที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ๆ ก็ไม่แปลกใจ แต่บางเรื่องพัฒนากันมานานแล้ว แต่ไม่เคยได้เอาไปใช้ สิ่งที่ประจักษ์ให้เห็นนี้เป็นคำตอบอย่างดีว่า ควรจะต้องมีการคิดอย่างรอบคอบในกระบวนการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ ทั้งกระบวนการก่อนการพัฒนาว่า จะต้องทำอย่างไร ระหว่างการพัฒนา และกระบวนการใช้งานหลังจากการพัฒนา เพราะมีหลายเรื่องที่เป็นระบบสารสนเทศที่ดีมาก แต่กระบวนการนำไปใช้ไม่ดี จึงมีแต่ตัวระบบที่ไม่มีสารสนเทศ หรือตัวระบบที่มีสารสนเทศแต่ไม่มีการนำไปใช้

   ที่กล่าวมานี้มิได้เสนอให้เลิกใช้ระบบสารสนเทศ เป็นแต่เพียงอยากให้พิจารณา 2  เรื่องคือ

  1. ความรอบคอบในการดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศ ที่ต้องวางกระบวนการให้ดี โดยเฉพาะกระบวนการหลังจากพัฒนาแล้ว คือการเอาไปใช้
  2.  ความชัดเจนในการพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับระบบสารสนเทศ คือ ผู้ที่จะนำเอาข้อมูลใส่เข้าไปในระบบสารสนเทศ และผู้ที่จะนำข้อมูลจากระบบสารสนเทศไปใช้ประโยชน์

อ.ศริเชาว์ กำลังจะบอกว่า  " ข้าวสวย น้ำพริกกะปิ อร่อยได้ถ้าเขาหิว.....ระบบ ICT จะเกิดประโยชน์ถ้า คน กศน.หิวข้อมูล........มาช่วยให้คนกศน. หิวข้อมูลกันดีกว่า...เข้าจะได้เข้ามาตักอาหารใส่ปากเองโดยไม่ต้องบังคับ...อิอิ  "

ใช้แล้วครับอาจารย์กล้วย เพราะตอนนี้กำลังจะกลายเป็นว่า เรากำลังจะเป็นทั้งผู้ใช้สารสนเทศ ผู้พัฒนาระบบสารสนเทศ และผู้บันทึกข้อมูลเข้าสู่ระบบสารสนเทศ ประเภททำเอง ดูเอง
 เพิ่มความเห็น
สงวนลิขสิทธิ์ © 2005-2021 บจก. ปิยะวัฒนา และผู้เขียนเนื้อหาทุกท่าน
ขอแนะนำ ClassStart ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี