มหาวิทยาลัยสร้างเสริมสุขภาพ


การจะไปทำงานร่วมกับข้างนอก ไม่ใช่เอาสิ่งที่เราคิดว่ารู้ไปให้เขา แต่ควรจะเอาประสบการณ์จริงและความรู้ปฏิบัติไปใช้ต่อ

เมื่อเวลา ๑๐.๐๐ น. วานนี้มีการประชุมหารือถึงแนวทางการจัดทำแผนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อขอรับการสนับสนุนจาก สสส. โดยมี ดร.กีร์รัตน์ สงวนไทร รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนาทำหน้าที่เป็นประธาน ณ ห้องประชุมโมคลาน

สืบเนื่องจากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ได้ขอเงินสนับสนุนจาก สสส. ในการจัดกีฬามหาวิทยาลัย ครั้งที่ ๓๕ “วลัยลักษณ์เกมส์” ระหว่างวันที่ ๗-๑๔ มกราคม ๒๕๕๑ สสส.มีคำถามว่า “กีฬาจบแล้ว จะมีอะไรหลงเหลืออยู่บ้างในแง่ของการสร้างเสริมสุขภาพ” ซึ่งทางมหาวิทยาลัยได้เสนอว่าจะมีการตั้งศูนย์ประสานงานสร้างเสริมสุขภาพ

สสส.อยากให้ทำจริงจัง เพื่อเป็นแนวทางสำหรับกีฬามหาวิทยาลัยครั้งต่อๆ ไป

การประชุมในวันนี้เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมร่วมกับ สสส.ในวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๕๑

ได้มีการเสนอว่าแผนดำเนินการให้ศูนย์ฯ เป็นจริงนั้น น่าจะเชิญชุมชนรายรอบมาเสวนากัน บางท่านก็บอกว่าเท่าที่คุยกับ สสส. อยากให้เน้นข้างในก่อน แล้วทำแบบภาคี

ดิฉันมีความคิดว่าเรื่องของการสร้างเสริมสุขภาพควรเริ่มจากข้างในก่อนที่จะออกไปทำกับข้างนอก การจะไปทำงานร่วมกับข้างนอก ไม่ใช่เอาสิ่งที่เราคิดว่ารู้ไปให้เขา แต่ควรจะเอาประสบการณ์จริงและความรู้ปฏิบัติไปใช้ต่อ ถ้าข้างในของเรายังไม่ทำไม่ได้ คงจะไปชักชวนใครมาร่วมเป็นภาคีได้ยาก

สำนักวิชาทางด้านสุขภาพทั้งพยาบาลศาสตร์ สหเวชศาสตร์ฯ แพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ ต่างร่วมอยู่ในเครือข่ายสถาบันการศึกษาสร้างเสริมสุขภาพอยู่แล้ว และยังมีงานที่น่าสนใจอยู่อีกมาก เช่น สำนักวิชาเภสัชศาสตร์ให้นักศึกษาไปศึกษาสมุนไพรในชุมชน มีการศึกษาตำรับยาท้องถิ่น สำนักวิชาสหเวชศาสตร์ฯ มีการพัฒนาชุมชนรายรอบ และกำลังพัฒนาหลักสูตรระดับปริญญาโทเกี่ยวกับการสร้างเสริมสุขภาพ สำนักวิชาแพทยศาสตร์พยายาม integrate เรื่องนี้ในหลักสูตรตั้งแต่เริ่มต้น เป็นต้น

ดร.อุทัย ดุลยเกษม คณบดีสำนักวิชาศิลปศาสตร์ให้ข้อคิดที่ดีมากว่าการทำแผนต้องเข้าใจกรอบวิธีคิดของ สสส. ซึ่งตีความสุขภาวะไว้กว้างถึง ๔ มิติ การทำงานต้องตอบว่าสร้างสิ่งเหล่านี้ได้หรือเปล่า คือพลังทางสังคม พลังทางปัญญา และพลังทางด้านนโยบาย พร้อมแนะนำตัวอย่างแผนงานดีๆ ที่ได้รับการสนับสนุนจาก สสส.

ตัวอย่าง เช่น กิจกรรมที่นักเรียนให้คำปรึกษากันเอง ที่บางโรงเรียนทำได้ดี ซึ่งของเราก็มีกิจกรรมทำนองนี้ แต่ยังไม่ค่อย work เท่าไหร่ อาจารย์อุทัยยังเสนอแนะบางเรื่อง เช่น การสร้าง environment ทางบวก ลด environment ด้านลบ กระบวนการเรียนการสอนที่เด็กไม่เครียด เพราะพอเด็กมีความเครียดก็จะหันไปหาความสุขชั่วคราว พวกเหล้า บุหรี่ การมีเพศสัมพันธ์ เป็นต้น การสร้างสุขภาวะทางจิตให้กับเด็กปี ๑ โดยการเชิญผู้ปกครองมาพักค้างในมหาวิทยาลัย จะได้รู้ว่าลูกหลานเขาจะอยู่อย่างไร

มาประชุมครั้งนี้ดิฉันได้ข้อมูลเอาไปคิดทำโครงการต่อในงานที่เคยบันทึกไว้แล้ว (อ่านที่นี่ และ )

วัลลา ตันตโยทัย

หมายเลขบันทึก: 157462เขียนเมื่อ 4 มกราคม 2008 18:16 น. ()แก้ไขเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2012 22:13 น. ()สัญญาอนุญาต: จำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (3)
ขอบพระคุณอาจารย์ JJ ค่ะ ขออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจงดลบันดาลให้อาจารย์ JJ มีความสุข สุขภาพแข็งแรง มีเรี่ยวแรงทำงานต่อไปนานๆ นะคะ

เรียนอ.วัลลา

  เห็นด้วยกับอาจารย์เป็นอย่างยิ่ง ในเรื่องแนวทางที่ให้ผู้ปกครองได้เข้าค่ายไปพักกับนักศึกษาปี 1 คงได้ช่วยลดความเครียดทั้งขอนักศึกษาและผู้ปกครอง อยากให้ทุกมหาวิทยาลัยได้มีแนวทางเช่นม .วลัยลักษณ์

      ปัจจุบันเราจะเห็นว่าความเครียดก่อให้เกิดปัญหาต่างๆตามมามากมาย 

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี