ผมขอแสดงความชื่นชม สกอ. ที่จัดให้มี “โครงการเครือข่ายเชิงกลยุทธเพื่อการผลิตและพัฒนาอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา”  และดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ ๓ ในปี ๒๕๕๑     และชื่นชมเป็นพิเศษที่โครงการนี้มีการดำเนินการสมชื่อ “โครงข่ายกลยุทธ” คือมีกิจกรรมที่หลากหลาย จัดให้มีผลส่งเสริมซึ่งกันและกันได้ ได้แก่กิจกรรม
๑. ทุนศึกษาต่อ แบ่งเป็น ๓ ประเภท
          • ทุนศึกษาต่อต่างประเทศ ระดับปริญญา โท-เอก และระดับ ปริญญาเอก ๘๐ ทุน
          • ทุน คปก. ๕๐ ทุน
          • ทุนศึกษาในประเทศ ๖๐๐ ทุน   แบ่งเป็นหลักสูตร ป. เอกในประเทศ ๓๐๐  และทุนหลักสูตร ป. เอกร่วมใน-ต่างประเทศ ๓๐๐
๒. กิจกรรมพัฒนาอาจารย์ให้เป็นนักวิจัยอาชีพ
          • ทุนนักวิจัยรุ่นใหม่ (โอนเงินให้ สกว.) ๑๓๐ ทุน
          • ทุนนักวิจัยรุ่นกลาง (โอนเงินให้ สกว.) ๕๐ ทุน
          • ทุนพัฒนากลุ่มวิจัย (RG) (โอนเงินให้ สกว.) ๑๐ กลุ่ม
          • ทุนพัฒนาอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยกลุ่มใหม่ ๑๐ กลุ่ม
          • ทุนวิจัยหลังปริญญาเอก ๑๕ ทุน
          • ทุนวิจัยหลังปริญญาโท ๒๐ ทุน
          • ทุน Capacity Building เป็นทุนที่สร้างความพร้อมให้แก่มหาวิทยาลัยกลุ่มใหม่ที่จะทำวิจัย ๖๐ ทุน
          • ทุนพัฒนางานวิจัยให้แก่บุคลากรสายสนับสนุนและช่วยวิชาการ ๕๐ ทุน
๓. การสร้างเครือข่ายวิชาการกับต่างประเทศ เสริมสร้างสมรรถนะด้านวิชาชีพ และความเข้มแข็งของเครือข่าย
          • ทุนแลกเปลี่ยนอาจารย์/นักศึกษา ๔๐ ทุน
          • ทุนเสริมสร้างสมรรถนะด้านวิชาชีพโดยให้อาจารย์ฝึกปฏิบัติงานที่ภาคเอกชน ๒๐ ทุน
          • ทุน Shadowing ในประเทศ ๒๐ ทุน
          • ทุน Shadowing ต่างประเทศ ๕ ทุน
          • ทุนเชิญผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ ๓๕ ทุน
          • ทุนจัดประชุมวิชาการระดับนานาชาติ ๑๐ โครงการ
          • ทุนจัดประชุมวิชาการระดับชาติ ๓๐ โครงการ
          • ทุนจัดประชุมวิชาการระดับสาขา ๑๐ โครงการ
 
          วันที่ ๒๘ ธ.ค. ๕๐ มีการนำเสนอเรื่องนี้ในการประชุม กพอ. ผมได้ให้ความเห็นต่อที่ประชุมดังต่อไปนี้
๑. ชื่นชมแนวความคิดว่า การพัฒนาอาจารย์โดยสนับสนุนการศึกษาต่อควรเน้นศึกษาต่อภายในประเทศ      ส่งไปต่างประเทศเพียงส่วนน้อยเท่าที่จำเป็น     เพื่อใช้โครงการให้ทุนศึกษาต่อไปกระตุ้นความเข้มแข็งของบัณฑิตศึกษาและการวิจัยภายในประเทศ เชื่อมโยงกับต่างประเทศ     ตัวเลขทุนศึกษาต่อต่างประเทศ : ในประเทศ เท่ากับ ๘๐ : ๖๐๐ เป็นตัวเลขที่แสดงสัดส่วนที่ดี


๒. การส่งคนไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอกในต่างประเทศ ต้องเน้นคุณภาพสูง โดยมีการจัดการ ๖ ด้านดังต่อไปนี้ 
          ๑.การจัดการสาขาวิชาที่ส่งไปเรียน    เป็นสาขาที่ใหม่ ไม่มี  ความรู้ในประเทศ      เป็นสาขาเชิงยุทธศาสตร์   หรือสาขาที่ต้องการความลุ่มลึกเป็นพิเศษ    มองที่ความต้องการระดับประเทศ ไม่ใช่ระดับสถาบัน    ซึ่งจะ เห็นว่าผู้จัดการโครงการนี้ได้ระบุสาขามาอย่างละเอียด (และคณะกรรมการได้ให้ความเห็นเพื่อปรับแก้ในหลายสาขา)
          ๒.ระดับความสามารถของผู้รับทุน     ต้องกำหนดให้เป็นผู้มีความสามารถสูง    ถ้าหาคนในระดับนั้นไม่ได้ หรือได้ไม่ครบ ก็ไม่ลดมาตรฐาน
          ๓.ระดับคุณภาพของมหาวิทยาลัยที่ไปศึกษาต่อ    ต้องช่วยเหลือให้ได้มหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพสูงจริงๆ ไม่ส่งไปศึกษาในมหาวิทยาลัยที่คุณภาพไม่สูง
          ๔.มีระบบ/หน่วยจัดการโครงการ ที่ไม่ใช่แค่จัดสรรทุน หรือคัดเลือกตัวบุคคล    แต่ยังทำหน้าที่ช่วยเหลือแนะนำการหาสถานที่เรียน  คอยให้ความช่วยเหลือระหว่างเรียน  และจัดระบบการใช้ประโยชน์จากนักศึกษาเหล่านี้เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการยกระดับคุณภาพของบัณฑิตศึกษาไทย  เช่นให้เขียนเล่าประสบการณ์การเรียนใน บล็อก อย่างที่ผมชักชวนให้ อ. ศิริสุข เขียนเล่าใน http://gotoknow.org/blog/Sirisuhk     เชื้อเชิญผู้มีผลงานดีกลับมาร่วมการประชุมวิชาการในประเทศ เป็นต้น
          ๕.มีการจัดการ “ค่าตัว” ของนักศึกษาของเรา     คือในความเป็นจริงผู้ได้รับทุนศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่มีความสามารถสูงเหล่านี้เป็นที่ต้องการของมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศอยู่แล้ว     เราต้องจัดการให้เขายิ่งเป็นที่ต้องการหรือมีเสน่ห์โดยเขามี “สมบัติ” ติดตัวเพิ่มขึ้นอีก    ที่เป็น research material ดังกรณีตัวอย่าง clinical data ของผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกของ อ. นพ. ปรีดา มาลาสิทธิ์ ทำให้ลูกศิษย์ไปอยู่ในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก เช่น Oxford, Imperial, St. Louis, Kyoto, Mainz     การจะทำเช่นนั้นได้จะต้องมีการพัฒนาฐานเครือข่ายวิจัยภายในประเทศ    เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายกับต่างประเทศ
          ๖.การจัดการเพื่อพัฒนาวัฒนธรรมสร้างสรรค์วิชาการ/วิจัย ของประเทศ     โดยเน้น cross breeding ระหว่างสถาบัน และระหว่าง discipline ทางวิชาการ

          ในเรื่อง “ค่าตัว” ของนักศึกษาสมองดี และรักเรียนนั้น ท่านประธานของการประชุม คือ ศ. ดร. วิจิตร ศรีสะอ้าน เล่าว่า มหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ มีทุน scholarship ใส่มืออาจารย์ ให้ไป “ล่าหัว” นักศึกษาต่างชาติระดับสมองเลิศไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัย     ท่านบอกว่าลูกชายของท่านเป็นรองศาสตราจารย์ด้านวิศวะ ที่อเมริกา ก็ได้รับมอบหน้าที่ “ล่าหัว” นักศึกษาไทยด้วย

          ที่ประชุมให้ความเห็นว่า แม้ผู้ได้รับทุนศึกษาต่อภายในประเทศก็ต้องเน้นคุณภาพ    ต้องไม่ให้ทุนแก่ผู้ไม่เข้าเกณฑ์     ต้องระวัง inbreeding จากการเรียนต่อภายในมหาวิทยาลัยของตนเอง     และทุนต่างประเทศต้องพิจารณาส่งไปเรียนในประเทศที่ไม่พูดภาษาอังกฤษด้วย     คือส่งไปทั่วโลก ให้สมกับยุคโลกาภิวัตน์

 

วิจารณ์ พานิช
๒๘ ธ.ค. ๕๐