• มีการแลกเปลี่ยนจากคุณ จำลอง ทาต่อย เมื่อวัน พ. 21 พ.ย. 2550 @ 19:57 เกี่ยวกับการทำห้องสมุดโรงเรียนให้มีชีวิตว่า "คุณจำลองซึ่งเป็นบรรณารักษ์ ....จำเป็น   ได้รับมอบหมายให้จัดห้องสมุดโรงเรียน  หลังจากเจ้าหน้าที่คนเก่าทิ้งไปนาน เมื่อก่อนแค่เก็บกวาด  จัดหนังสือให้อยู่บนชั้น  แต่ไม่ได้จัดให้เป็นหมวดหมู่ตามเลขหมู่หนังสือ  ตอนนี้ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร  แยกหนังสือไม่เป็น ไม่รู้ว่าหนังสือใดควรจะไปอยู่หมู่ไหน ศาสนา กับปรัชญา  หรือ ความรู้ทั่วไปเป็นแบบไหน   อยากได้คำแนะนำค่ะ   ตอนนี้นำหนังสือลงมากอง ปัดฝุ่นเรียบร้อย ได้แต่นั่งมอง ยังไม่ได้ขึ้นชั้นเลย"

  P  ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในทัศนะของตัวเองท้ายบันทึกไปแล้ว  และคิดว่าเรื่องห้องสมุดไม่ใช่เรื่องที่จะยากเกินความจึงขอนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอีกครั้ง

ดิฉันคิดว่าหลักการของการจัดห้องสมุด ขั้นแรก เราต้องจำลองตัวเราเป็นผู้ใช้บริการก่อน คิดว่าตัวเองเป็นนักเรียน เป็นอาจารย์ในโรงเรียน เมื่อเวลาจะใช้ห้องสมุดจะทำอย่างไร หากไม่แน่ใจลองสุ่มถามนักเรียนสัก 10-15 คน ซึ่งตรงนี้ตรงตามหลักการของการศึกษาผู้ใช้เลยทีเดียว ผลที่ได้คือ การทราบพฤติกรรมของผู้ใช้ห้องสมุด ผู้จัดบริการจะได้จัดบริการได้อย่างเหมาะสม...แต่ไม่ใช่ว่าจัดให้ตรงกับพฤติกรรมของผู้ใช้ทุกอย่างนะคะ แต่จะเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่สามารถนำมาประกอบการพัฒนาระบบงานห้องสมุดต่อไปได้ (สามารถพัฒนาเป็นวิจัยสถาบันได้อีก 1 เรื่องเชียวนะ) ทั้งนี้หากเราไม่เคยใช้/หรือไม่ทราบว่าผู้ใช้บริการมีการใช้บริการอย่างไร จะจัดบริการที่ดีได้อย่างไร

ต่อมาคือในการจัดหมวดหมู่นั้นพูดง่ายๆ คือ จัดอย่างไรก็ได้ขอให้ค้นเจอ แต่ไม่ใช่เราคนเดียวที่ค้นเจอ...ต้องให้คนหมู่มากค้นเจอด้วยนะคะ ดังนั้นในศาสตร์ของบรรณารักษศาสตร์จึงต้องมีการเรียนถึง 4 ปี มีการอบรมให้ครูผู้รับผิดชอบให้จัดหมวดหมู่เป็น โดยใช้เวลา 3-5 วัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว....การจัดหมวดหมู่แบบสมบูรณ์ในระบบดิวอี้นั้น เหมาะสมกับสภาวะการณ์ของโรงเรียนหรือไม่ แล้วผลลัพท์ คือผู้อ่านอ่านหนังสือมากขึ้นหรือไม่ หนังสือถูกใช้เพิ่มขึ้นหรือไม่ หากเป็นอย่างนั้นคือผลสัมฤทธิของการพัฒนาระบบในการจัดเก็บและค้นคืน ซึ่งการจัดหมวดหมู่อย่างเต็มระบบ ควรพิจารณาองค์ประกอบเหล่านี้ร่วมด้วย ได้แก่

  • ปริมาณหนังสือทั้งหมด และปริมาณหนังสือที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี
  • ความรู้ ความสามารถของผู้รับผิดชอบ
  • กระบวนงาน/ภาระงาน
  • วัสดุ อุปกรณ์ในการดำเนินงานประเภทสิ้นเปลือง และประเภทถาวร
  • คู่มือในการจัดหมวดหมู่
  • ความพอเพียงของอุปกรณ์ในการทำงานและให้บริการผู้ใช้
  • งบประมาณ
  • อัตรากำลัง

แต่สำหรับโรงเรียนที่อาจจะมีทรัพยากรสารสนเทศที่ไม่มากนัก อัตรากำลังอาจจะจำกัด อาจจะใช้การแยกหมวดหมู่ ใช้เทปสีติดที่สัน และให้หมายเลข 1,2,3....ไปเรื่อย ๆ  เวลาเรียงก็แยกตามหมวดหมู่และลำดับหมายเลขที่ได้รับเข้ามา

เช่น

  •  หนังสือเด็ก ได้แก่ หนังสือภาพและนิทาน ใช้แถบสีเขียว

  • คู่มือครู ใช้แถบสีแดง

  • คณิตศาสตร์ ใช้แถบสีเหลือง

  • ภาษาไทย ใช้แถบสีน้ำเงิน....
  • สิ่งพิมพ์ท้องถิ่น ใช้แถบสีม่วง เป็นต้น

การค้น หากมีระบบคอมพิวเตอร์ ก็สามารถสืบค้นได้จาก เขตข้อมูล (field) ที่กำหนดเป็นคำค้น เช่น

ชื่อผู้แต่ง ชื่อเรื่อง หัวเรื่อง คำสำคัญ หมวดหมู่ (เช่น หนังสือเด็ก คู่มือครู คณิตศาสตร์ ภาษาไทย สิ่งพิมพ์ท้องถิ่น เป็นต้น)

เช่น

 ชื่อเรื่อง สนุกกับภาษาไทย

ผู้แต่ง   มัทรี  บุญทวาย

หมวดหมู่  ภาษาไทย

ได้รับเข้ามาเป็นลำดับที่ 5 ของหมวดหมู่ภาษาไทย

และกำหนดให้ใช้เทบสีน้ำเงินแทนหมวดหมู่ภาษาไทย

เมื่อค้นแล้ว จะได้เลขเรียกหนังสือ ที่เป็นระบบสัญญลักษ์ (Code) ประกอบด้วยเทปสีแยกตามหมวด หมุ่และลำดับของหมายเลขที่ได้รับเข้ามาตามหมวดหมู่ ดังตัวอย่าง

111111111

5

ผู้ใช้บริการก็ไปที่ชั้นหมวดหมู่ภาษาไทย ไปที่เล่มที่ 5 ก็จะหยิบหนังสือออกมาใช้ได้โยง่าย

หรือไม่ก็ใช้ระบบดิวอี้ ที่แบ่งหนังสือออกเป็น 10 หมวด ตั้งแต่ 000-999  แต่ทั้งนี้การจัดแบบนี้ต้องได้รับการอบรม และการนำหนังสือขึ้นชั้นต้องมีความรู้สามารถจัดเรียงได้ถูกต้อง ซึ่งการค้นคืนด้วยคอมพิวเตอร์ก็สะดวกเช่นเดียวกัน เหมาะกับห้องสมุดที่มีขนาดเล็ก-ขนาดปานกลาง

สำหรับระบบแถบสี...นักเรียนก็สามารถช่วยเก็บขึ้นชั้นได้ เหมาะกับห้องสมุดที่มีขนาดเล็ก มีอัตรากำลังน้อย และใช้ ซึ่งเป็นนักเรียนยังเป็นระดับอนุบาลหรือประถม ในระบบการควบคุมอาจใช้สมุดทะเบียนแยกตามประเภท แล้วนำหมายเลขที่ได้รับเข้ามาติดที่สันประกอบกับแถบสี เป็นสัญลักษณ์ในการจัดเก็บและเรียกใช้ได้ ที่สำคัญ นำหนังสือใหม่ออกให้บริการได้รวดเร็วมากกว่า

เรื่องแถบสีนี้อาจอธิบายได้ว่า ในบางสภาวะ หนังสือที่มีการจัดกระบวนการทำให้ผู้อ่านได้อ่านเร็วขึ้น คงดีกว่าหนังสือที่กองอยู่รอกระบวนการที่สมบูรณ์

สำหรับคำถามของคุณจำลอง ข้างต้นนั้นดูเหมือนว่าจะใช้ระบบดิวอี้ต้องใช้คู่มือค่ะ ซึ่งจะมีขอบเขตอธิบายเนื้อหาในแต่หมวดหมู่ไว้ เช่นเดียวกับระบบ LC. ซึ่งจะมีการอธิบายลักษระเนื้อหาของแต่ละหมวดหมู่ ตั้งแต่หมวดหมุ่ใหญ่และหมวดหมู่ย่อยเลยทีเดียว  สำหรับการจำแนกเนื้อหาของหนังสือ บางเล่มแบ่งได้ชัดเจน แต่บางเล่มมีความเป็นบูรณาการของหลายสาขา ทำให้บรรณารักษ์ต้องรับบทหนัก คำนำและสารบัญจะช่วยได้เยอะค่ะ  หากจัดไม่ได้จริงๆ ก็จัดให้อยู่ในหมวดทั่วไปหรือเบ็ดเตล็ดไป (ดิฉันไม่มีประสบการณ์ในการจัดหมวดหมู่แบบดิวอี้เลยค่ะ...ได้แต่ฝึกตอนเป็นนักศึกษา...พอได้คือระบบ LC.)

และขอบคุณอีกครั้งที่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของคุณจำลองและอีกหลายๆ ท่าน ทำให้มีบันทึกฉบับนี้ 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นห้องสมุดจะใช้ระบบใดทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับนโยบาย รูปแบบในอนาคตและศักยภาพของแต่ละห้องสมุดนะคะ

 

  •  สงวนลิขสิทธิ์โดยสิริพร ทิวะสิงห์ ยินดีให้นำไปเผยแพร่โดยอ้างอิงที่มาได้. ห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า > 10 สิงหาคม 2552