สวัสดีครับทุกท่าน
บทความนี้ได้จากการคุยกันของประชาชนสองคนอีกเช่นกันนะครับ
แต่จะนำมาไม่เป็นบทสนทนานะครับ เอามาฝากเป็นเกร็ดชวนคิดกันก็แล้วกันนะครับ อาจจะผิดหรือถูกก็ได้ แต่เป็นความเห็นที่สองคนเห็นว่าเป็นอย่างไรนะครับ
ข้อคิดด้านล่างนี้ แค่เป็นเพียงบทสนทนาเท่านั้นครับ อาจจะมีหรือไม่มีประโยชน์ก็ได้ครับ โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชมครับ
ประเทศเราไม่ได้ขาดเงิน ไม่ได้ขาดคนเก่ง ไม่ได้ขาดคนดี จริง ๆ แล้วมีทุกอย่างพร้อม
ทำไม ประเทศจึงเป็นเช่นนี้
ไม่ใช่ว่า ทุกคนต่างก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่โดยไม่ได้มีเวลาเงยหน้าดูคนอื่น ๆ ว่า เขาทำอะไรกัน และเราทำสิ่งที่เขาได้ทำไปแล้วหรือเปล่า ดี หรือ ไม่ดี เป็นประโยชน์ หรือไม่เป็นประโยชน์
เวลา ให้กับตัวเอง ครอบครัว ท้องถิ่น สังคม และประเทศ เป็นเรื่องที่สำคัญ ที่่ต้องมีปัจจัยสนับสนุนที่เหมาะสม
ไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่งคนเดียว
หากจะให้คนดี คนเก่ง ทรัพยากรของประเทศที่มีอยู่ได้ใช้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาชนชาวไทย
แต่ละคนต้องรู้ให้ชัดเจนว่า ประเทศชาติต้องการอะไร
ตนเองทำอะไรอยู่
สอดคล้องกับความต้องการของประเทศหรือไม่และนำมาปฏิบัติได้จริงหรือไม่
ประเทศใครกำหนดแนวทางเดิน
รู้เรา รู้เขา ชนะทุกศึก
ศึกนี้ช่างใหญ่หลวงนัก
เราต้องหาทุนจากต่างชาติเข้ามาในประเทศอย่างนโยบายของพรรคส่วนใหญ่ นี่หรือคือพัฒนาไปในทางที่ควรพัฒนา
เราเหลืออะไรไหมหนอ
ยกมาใช้หรือว่ายกมาปรับใช้
หากไม่หาทางที่ปฏิบัติได้จริง ก็ต้องไปพึ่งคนที่ไม่รู้เรื่องอย่าง คนต่างประเทศ
ทั้งนี้ เราต้องเริ่มที่เรา และพวกเราก่อน
ปัญหาคือ คนในระดับผู้นำควรจะคิดได้และให้ชัดว่าควรจะนำพาประเทศไปในทางไหนที่ดี ที่ยั่งยืน
ทำไมเยอรมันมีปัญหาเศรษฐกิจ แต่ไม่กู้เงินต่างชาติมาพัฒนา
แล้วทำไมเราต้องกู้
ต้องคุยกันว่า สิ่งที่เราทำอยู่นั้นจะเกื้อกูลกันได้อย่างไร ให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ
เพราะ ไม่ยอมรู้เรา
บ้านเรายังแยกส่วนกันมาก เพราะระดับประชาชนทั่วไป ก็เดินกันไป ระดับนักวิชาการ บริหาร ก็ทำกันไป
และก็ไม่รู้จักเขาว่า จริง ๆ แล้ว คนอื่นที่เขาเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ นั้น จริง ๆ เพราะอะไร
ดังนั้น เราต้องเริ่มที่จะต้องผนึกกำลังของพวกเราในลักษณะที่เป็น on demand ในระยะยาว
เราเน้นตีพิมพ์ ในระดับวิชาการ เพื่อโชว์ใครไม่ทราบครับ ว่าได้ลงเจอนอลนั่นนี่ แล้วเอาผลลงไปใช้กับ ประเทศจริงๆ ได้ไหม
และที่สำคัญ คือ ต้องร่วมกันพิจารณาอย่างรอบคอบ
ทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ชัดว่า คนที่ทำงานให้ประเทศชาติอยู่กันตอนนี้ และที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ ตกหลุมพรางแห่งความเร่งรีบ และการแข่งขัน
ทำให้คนไม่มีเวลาให้กัน เข้าใจกัน เรียนรู้ที่จะอยู่และช่วยกัน
และที่สำคัญ ทำให้เกิดสังคมการเอาตัวรอด และฉวยโอกาส
ดังนั้น สังคมที่ประเทศชาติแสวงหา ก็เป็นสังคมไทย ที่ยังพอหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ที่มีความพอเพียง ความพอดี
แต่ก็เป็นเรื่องที่ยากที่สังคมเหล่านั้นจะคงอยู่ได้ บนความคาดหวังใหม่ของสังคมไทย และสังคมโลก
โลกาภิวัฒน์
ใคร ควรจะทำอะไร มีอะไร ขนาดไหน
ไม่ใช่ว่า ทุกบ้านต้องมีทีวี
ไม่ใช่ทุกบ้าน ต้องมีคอมพิวเตอร์
ไม่ใช่ทุกบ้าน ต้องมีรถ
แต่ละบ้าน ก็มีความจำเป็นทางวัตถุแตกต่างกันไป
กระแสวัตถุนิยม อำนาจนิยม ทวีความรุ่นแรง เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
อย่างน่าเป็นห่วง
เราไม่สามารถขวาง กิเลส ที่มีคนวางไว้ ได้สร้างขึ้น และวางไว้เป็นตัวล่อ
เพราะฉะนั้น เราจะทำอย่างไร เราน่าจะทราบดีอยู่่แล้ว
ผลงานทางวิชาการ ไม่ได้เริ่มจากความต้องการที่แท้จริงของไทย
นักวิชาการ ก็ได้กรุณาคิดกันว่า ประเทศยังขาดอะไรอยู่
และกรุณาหาคำตอบให้
แต่ประชาชน คนส่วนใหญ่ ไม่ได้เห็นว่า เป็นปัญหา และเป็นเรื่องของตน
ดังนั้น เมื่อเขาไม่นำพา
ก็ไม่เกิดผลอะไร
เหมือนกับมีหนังสือเรื่องการหาปลา
แต่คน ๆ นั้น เห็นว่า วิธีการดำเนินชีวิตที่มีอยู่ ก็ดีอยู่แล้ว
ไม่เห็นจะต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม
เราอยู่ในสังคมที่ในน้ำมีปลาในนามีข้าว
จนลืมไปว่า ต้องศึกษาและพัฒนาตนเอง ด้วยตนเอง
จะมารอให้คนอื่นเขานำทางไม่ได้
ผู้นำเขาก็มีหน้าที่ของเขา
ระดับ หรือ มาตรฐานความรู้ของคนไทย กับนักวิชาการ แตกต่างกันมาก
ผลงานทางวิชาการ ต้องนำกลับมากรองให้เหมาะสมกับท้องถิ่น
ที่สำคัญ คือ ต้องทำให้ท้องถิ่นตระหนักว่า เป็นเรื่องของเขา และเป็นส่ิงที่เขาต้องการเอง
ไม่ใช่ไปปาว ๆ บอกว่า ดีและต้องทำ
ไม่มีทางสำเร็จหรอกครับ
ไม่ใช่แค่คนไทยในต่างจังหวัด
เพราะทำแล้วไม่เป็นดังที่อยากได้หรือใช้ได้ตามที่ต้องการ ก็กลายเป็นสิ่งแปลกปลอมไป
ของใหม่ที่เข้ามาสู่ร่างกาย ก็ต้องมีอาการต่อต้านจากร่างกาย เป็นเรื่องธรรมดา
ถ้าเป็นสิ่งที่ไม่ดี ก็จะพานเป็นไข้
ถ้าเป็นสิ่ิ่งที่ดี แต่ไม่มีเวลาทำความเข้าใจ ก็ไม่เอา
ดังนั้น ตอนนี้ นอกจากเราต้องเร่งทำงานตามหน้าที่ของเราเองแล้ว ก็ต้องหันหน้าเข้าหากัน และมาร่วมมือกันสร้างสังคมคนดี ที่เห็นตัวเอง เห็นเขา และเห็นว่า จะร่วมกันทำอะไร ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ อย่างยั่งยืน
ประเด็นที่เหลือ.... ฝากไว้ให้ท่านผู้อ่านร่วมกันคิดนะครับ
สวัสดีครับพี่นารี naree suwan
สวัสดีครับคุณ เกษตรตำบล