เช้านี้มีอาจารย์ใหม่มาปรึกษาเรื่องงานวิจัยว่าได้พยายามเขียนโครงการเพื่อขอทุนวิจัยในเรื่องนั้นเรื่องนี้ตามที่อาจารย์รุ่นพี่แนะนำ บางเรื่องที่ทำเพราะมีองค์กรที่ให้ทุนสนับสนุน แต่เขียนโครงการเสนอไปแล้วก็ไม่ได้รับทุน เพราะงานวิจัยในลักษณะที่เสนอไปนั้น (หาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่างๆ ) เจ้าของทุนบอกว่ามีคนทำเยอะแล้ว
ดิฉันถามอาจารย์ท่านนั้นว่า area of specialty ในฐานะที่เป็นพยาบาลคืออะไร ใจรักเรื่องอะไร เรื่องไหนที่ทำแล้วมีความสุขและสามารถต่อยอดไปได้เรื่อยๆ จะเชื่อมโยงเรื่องวิจัยที่จะทำกับการเรียนการสอนและงานบริการวิชาการได้อย่างไร มีความสำคัญต่อชุมชนที่เรารับผิดชอบหรือไม่ ใครได้รับประโยชน์บ้าง ฯลฯ ให้อาจารย์กลับไปคิดทบทวนดู
เมื่อถามถึงงานวิจัยของอาจารย์ขณะที่เรียนระดับปริญญาโท ก็ทราบว่าได้ทำเรื่องเกี่ยวกับการเรียนการสอน ซึ่งตนเองก็ไม่ได้รักชอบสักเท่าใด ทำไปตามที่หลักสูตรกำหนด ก็ได้วิทยานิพนธ์มาหนึ่งเล่ม ไม่ได้ทำอะไรต่อยอดงานนั้นอีก ข้อนี้เป็นสิ่งที่อาจารย์ผู้สอนระดับบัณฑิตศึกษาควรตระหนักด้วย
ดิฉันมีความคิดว่าการทำวิจัยเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามสูง ทำแล้วควรจะมี impact ต่อผู้เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ได้เพียงรายงานมาชิ้นหนึ่ง แล้ว (จริงๆ) ไม่ได้เอาไปใช้ประโยชน์ต่อ
วัลลา ตันตโยทัย
อรุณสวัสดิ์ครับ
พูดเรือง special area , interseted area แล้วฟังดูง่าย แต่กว่าจะค้นหาได้ว่า ชอบ หรือถนัดเรืองอะไร กลับเป็นเรืองยากเหลือเกิน
ผมเองกว่าจะค้นหาได้ว่าอะไรคือเรืองถนัดของตัวเองก็ใช้เวลานานพอสมควร แรกๆ ก็คิดว่า เราสอนจิตเวช เอาละวะ การพยาบาลจิตเวชนี่แหละที่เป็นความชำนาญของเรา แต่เอาเ้้ข้าจริงแล้วกลับไม่ใช่ ม้นต้องแคบกว่านี้ เอาง่ายๆ ทำในสิ่งที่แคบและลึก แล้วไม่มีใครทำมาก่อน อะไรประมาณนั้น
ผมนึกชื่นชมงานของ APN ที่มีการกำหนดให้ผู้สอบได้กำหนดงานที่ถนัดแบบเจาะลึกลงไป เช่น เรืองเบาหวาน เรืองคลอดใต้น้ำ อะไรก็ว่าไป ทำให้นึกถึงต่างประเทศที่เขาเล่นเรืองใดเรืองหนึ่งก็เกาะติด และทำวิจัยข้างๆ เคียงๆ จนกลายเป็นทฤษฎีหรือโมเดลใหม่ๆ
ต้องยอมรับว่า ต้องใช้การค้นคว้าและอ่านเยอะมากๆ กว่าจะเจอเรืองที่เราชอบและอยากทำ แล้วสิ่งที่ตามมาก็คือ มีอีกหลายเรืองที่เป็นช่องว่างให้เราได้ทำวิจัยเพื่อเติมเต็ม
หากทำได้ นั่นแหละ คือ ความเชียวชาญ หรือ ความถนัดของเราอย่างแท้จริง
ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรุ้ครับผม