Business Simmulation Model แปลตรง ๆ ตามชื่อก็คือ แบบจำลองธุรกิจ ก่อนที่ดิฉันจะได้ไปสัมผัสกับการทำแบบจำลอง ก็สงสัยอยู่มากทีเดียวว่าจริง ๆ แล้วมันคืออะไรกันแน่

องค์กรที่ดิฉันทำงานอยู่เป็นสถาบันการเงินกึ่งรัฐวิสาหกิจ (บอกใบ้ให้ก็ได้ค่ะว่าเป็นธนาคาร)งานหลักของดิฉันก็คืองานสินเชื่อ แบบจำลองธุรกิจช่วยได้เป็นอย่างมากในการตัดสินใจอนุมัติวงเงินกู้ให้กับลูกค้า หรือแม้กระทั่งช่วยธนาคารตัดสินใจว่าจะลงทุนกับโครงการเปิดสาขาใหม่ หรือโครงการอื่น ๆ ของธนาคารดีหรือไม่

ในด้านสินเชื่อ ความน่าเชื่อถือของลูกค้าที่เข้ามาขอกู้ ไม่ได้ใช้เอกสารหลักฐานที่ครบถ้วนถูกต้อง หรือ statement บัญชีเงินฝากที่มีเงินหมุนเวียนเข้า - ออกตัวเลขดูดีสวยงามเป็นตัวชี้วัดอีกต่อไปค่ะ
สิ่งเหล่านี้เป็นแค่ "วัตถุดิบ" ที่เราจะต้องเอาไป "ปรุง" ต่อในแบบจำลองธุรกิจจนออกมาเป็น "อาหารสำเร็จรูป" ซึ่งสุดท้ายแล้วเราก็จะรู้ว่า "อาหาร" นั้นรับประทานได้ หรือไม่ได้ หรือรับประทานแล้วจะเป็นยังไงต่อไป หรือต้องปรุงรสอะไรเพิ่มเพื่อให้อาหารออกมาอร่อย

การสร้างแบบจำลองในส่วนของดิฉัน จะใช้โปรแกรม Ms Excel ร่วมกับ VBA (Visual Basic for Application) สองโปรแกรมนี้ทำงานร่วมกันโดย excel ทำงานคำนวณตัวเลข ไม่ว่าจะเป็นการรับข้อมูลดิบ (Raw Data) ซึ่งข้อมูลดิบนี่เองที่เราจะต้องค้นหาเอาเองในเอกสารทางการค้าของลูกค้า การหาข้อมูลของลูกค้ามิใช่เพียงการนั่งเทียนดูเอกสารเท่านั้น เรายังต้องลงสนามไปสัมผัสกับธุรกิจของลูกค้าด้วยตัวเอง ต้องไปดูให้เห็นกับตาว่า เค้าทำอะไร ทำอย่างไร ขายอย่างไร บริหารจัดการภายในกันอย่างไร ตลอดจนสภาพแวดล้อมและปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกิจการ
ซึ่งจะว่าไปแล้วจากที่ได้ทำ Model มา ผู้สร้างโมเดลจะต้องรู้แทบทุกอย่างเกี่ยวกับกิจการโดยละเอียด ขอย้ำว่า โดยละเอียดจริง ๆ นะคะ ยกตัวอย่างเช่น เราจะคำนวณประมาณการค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค เราจำเป็นต้องรู้ว่าค่าไฟฟ้าสำหรับกิจการขนาดต่าง ๆ คิดกันอย่างไร เครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละประเภทใช้ไฟฟ้ากี่วัตต์  หรือ เราจะคำนวณประมาณการค่าจ้างและเงินเดือน เราก็ต้องรู้ว่ากิจการนี้มีพนักงานและลูกจ้างกี่คน จำนวนกะทำงาน อัตราเงินเดือนพนักงาน และอัตราค่าแรงรายวัน เป็นต้น

สำหรับ VBA จะเป็นตัวสนับสนุนให้การทำงานของ excel ให้มีความสามารถและคล่องตัวมากขึ้น เราสามารถกำหนดรูปร่างหน้าตาของโมเดลของเราได้ด้วย VBA ทำเมนูต่าง ๆ ในแบบฉบับของเรา สามารถกำหนดให้ User ทำอะไร และไม่ทำอะไร ในโมเดลของเรา

และเมื่อ 2 โปรแกรมทำงานร่วมกันผลสุดท้ายที่ได้ออกมาจากโมเดลคือ ผลการพยากรณ์แนวโน้มของกิจการ เช่น จะคืนทุนเมื่อไหร่ คุ้มหรือไม่ที่จะลงทุน ผลตอบแทนเป็นอย่างไร อัตราผลตอบแทนที่ได้คุ้มกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต้องเสียไปหรือไม่ เป็นต้น
ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับการตัดสินใจทั้งฝ่ายผู้ให้กู้(ธนาคาร) และฝ่ายผู้กู้(เจ้าของกิจการ)

นอกจากผลการพยากรณ์ที่ได้แล้ว เรายังสามารถที่จะดูผลการดำเนินงานของกิจการในสภาวะที่ input ต่าง ๆ เปลี่ยนไปได้อีกด้วย เช่น เมื่อปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำลง ผลประกอบการเป็นอย่างไร  หรือเมื่อเพิ่มกำลังการผลิตจากเดิมผลประกอบการจะเป็นอย่างไร   หรือจะใช้บริหารต้นทุนของกิจการก็สามารถทำได้