ช่วงหัวค่ำ น้องสาวผมโทรจากเชียงใหม่มาบอกสวัสดีปีใหม่ บอกทุกคนในบ้านกำลังคิดถึง ผมก็ว่าปีนี้ลูกชายผมยังขวบเศษไปไหนลำบาก ปีนี้ขอตัว ก็ได้แต่ส่งใจไปแทน
วันนี้ลูกเมียผมเข้านอนปกติ ญาติพี่น้องฝ่ายเมีย รวมทั้งชาวบ้านก็ทำตัวปกติ ไม่ได้มีอะไรพิเศษมากมาย
“นี่มันวันสิ้นปีนะ” สันดานลึกๆในตัวผมมันก็ยังแย้งอยู่อยากให้มีอะไรพิเศษ เช่นงานเลี้ยงเล็กๆ อย่างที่เคยกับเพื่อนฝูงหรือคนในครอบครัวอย่างที่เชียงใหม่บ้าง
“ปีใหม่ไทย ไม่ใช่ปีใหม่ไต (ไทใหญ่)นี่นา ” ภรรยาผมตอบ ผมก็เลยเข้าใจ เอาละ เรามาอยู่ในหมู่บ้านไทใหญ่ก็ยอมรับได้ มันก็ดีไปอย่าง อย่างน้อยก็ประหยัดเงินเหลือไปให้ลูกหยอดกระปุกได้หลาย
อีกด้านหนึ่ง มันก็เป็นวันธรรมดาๆเหมือนทุกวันนั่นแหละ เพียงแต่คนไปอุปโลกน์ขึ้นมา ปรุงแต่งมาก ก็วุ่นวายมากไป ไม่สงบ คิดในแง่นี้ วันนี้ก็สบาย ไม่ต้องกังวลอะไรให้ทุกข์ร้อนโลดเต้นอะไรไปกับโลกบวมๆใบนี้
สี่ทุ่ม ลูกเมียหลับแล้ว ในฐานะนักศึกษาสังคม ผมจำต้องเปิดโทรทัศน์ดูบ้างเพื่อจะได้รู้ว่าโลกนี้มันไปถึงไหน บางทีมันก็เพลิดเพลินดี และช่วยให้เรามีเครื่องมือใหม่ๆที่อินเทรนด์ในการทำงานกับเด็กและวัยรุ่นอีกด้วย
บางทีก็มีบางแง่มุมที่ช่วยให้เราคิดนอก “คุก” ที่เราสร้างขึ้นครอบหัวสมองตัวเองได้ ทำให้เรารู้สำนึกว่าเรายังเป็นคนโง่ตัวเล็กๆในจักรวาลอยู่เสมอ
ประเด็นฮอตสุดๆหนึ่งในนาทีนี้เห็นจะหนีไม่พ้น การเคาท์ดาว์นเฉลิมฉลองปีใหม่ ตามด้วยการทำลายสถิติความรุนแรงและอุบัติภัยในจังหวัดต่างๆ เหล่านี้ เป็นเรื่องที่จะละเลงบนจอและหน้าหนังสือพิมพ์ได้ยอดขายไปอีกหลายวัน
คนไทยก็พาลจะเมากับข่าวเหล่านี้ไปได้สักพัก ก่อนจะสร่างไปสนใจและ “เมามาย” กับเรื่องอื่นๆต่อ เวลาไล่เลี่ยกันกับการละเลียดข่าวเคาท์ดาว์นบนจอตู้ เสียงดนตรีเพลงดิสโก้ตึงตังก็ดังสั่นโสตอยู่ใกล้ๆตลาดย่านชุมชนที่ผมอยู่อาศัย
ฟังเสียงดีเจพูดออกหน้าไมค์และดนตรีฝรั่งที่เปิดก็รู้ว่าไม่ใช่สำเนียงคนแถวนี้แน่ และตามธรรมดา ชาวไต (ไทใหญ่) ที่นี่ก็ไม่เคยสนใจงานเคาท์ดงเคาท์ดาว์นอะไรอยู่แล้ว
เสียงประทัดดังตูม ตาม มาเป็นระยะ จนผมต้องแวะไปดูลูกชายที่กำลังหลับสนิท อนิจจา!!! นึกสงสารเด็กและชาวบ้านไทใหญ่เกือบทั้งหมดที่ไม่ได้ซาบซึ้งผูกพันอะไรกับเทศกาลที่ว่า แต่ต้องมาทนเสียงรบกวนเหล่านี้
งานปีใหม่ของชาวไทใหญ่ จะเน้นไปที่การทำบุญซะมากกว่า และเลี้ยงฉลองเล็กๆน้อยๆในครอบครัว ค่อนข้างเรียบง่ายครับ ไม่มีไปเอะอะให้ใครรำคาญหูเวลาค่ำคืน ชาวบ้านมีส่วนร่วมอย่างสูง ทุกเพศทุกวัย ในบทบาทต่างๆกัน โดยเฉพาะผู้เฒ่าผู้แก่นี่ถือเป็นพระเอกนางเอกของงานเลยทีเดียว
ผมไม่ได้บอกว่าเคาท์ดาว์นดีหรือไม่ดี แต่ผมคิดว่ามันมาตั้งอยู่ผิดที่หรือเปล่า และอะไรทำให้มันมางอกผิดที่อย่างนี้ได้
ที่มันงอกมาได้ในชุมชนไทใหญ่นี่เพราะว่าเคาท์ดาว์นเป็นพิธีการของชนชั้นกลางในประเทศ ซึ่งแน่นอนมีกำลังซื้อ มีอำนาจในการจัดกิจกรรม และทางราชการก็ผสมโรงด้วยนะครับ เพราะราชการไทยเคยเป็นและยังเป็นชนชั้นนิยมและพักหลังนี่ผมเห็นว่าไปเข้ากับตะวันตกเป็นอย่างมาก
ประเพณีเคาท์ดาว์นที่นำเข้ามาโดยชนชั้นกลางและยังให้ความรู้สึกเหมือนเป็นชุมชนสากลโลกที่แชร์ความสุขถึงกัน (แต่ไม่ค่อยจะแชร์ความทุกข์ อย่างน้อยก็ในกรณีความทุกข์ของคนจนในประเทศเพื่อนบ้าน หรือใกล้ตัวหน่อยก็คือทุกข์ของชาวนา ชาวไร่และคนชายขอบบ้านเรา)
และในอีกความหมายหนึ่ง ถ้าเคาท์ดาว์นคือภาพลักษณ์ของประเพณีความเป็นหนุ่มสาว ตัวเอกก็คือคนรุ่นใหม่ ในขณะที่ปีใหม่ตามประเพณีท้องถิ่นตัวเอกเป็นผู้สูงอายุ ความนิยมของเคาท์ดาว์น สะท้อนถึงความตกต่ำของบทบาทและสถานะของผู้สูงอายุในบ้านเราใช่หรือไม่ อันนี้ก็คิดกันได้ต่อไป
และทำอย่างไร จึงจะให้ทั้งสองตัวเอกมาลงวิกเดียวกัน อันนี้ก็คิดกันได้อีกยาว
เที่ยงคืนเป๊ะ เสียงพลุดังสนั่นขึ้นหลายนัดในบ้านนอก ตามมาด้วยเสียงหัวเราะชอบใจของบรรดาหนุ่มสาว (ผมเข้าใจว่าเป็นคนหรือนักท่องเที่ยวจากถิ่นอื่น)
พวกเขาไม่รู้หรอกว่า ไอ้ที่เขาฉลองกันน่ะ มันวางอยู่บนการทำให้คนเขาเดือดร้อน และมันไม่ไช่วิถีที่เหมาะสมกับที่นี่เลย
หรืออาจจะรู้ก็ได้ แต่ ช่างปะไร นี่มันเทศกาลปีใหม่ (นี่หว่า)
ผมไม่แปลกใจว่าทำไม กำนัน ผู้ใหญ่บ้านยังเงียบ เพราะชุมชนชนบทที่ผมอยู่นี่ไม่ได้เข้มแข็งพอจะไปต่อกรกับ “ผู้มีอิทธิพล” เหล่านั้น หรืออาจจะมองว่า นี่มันเป็น “ความศิวิไลซ์” แบบหนึ่งก็ได้ก็ไม่รู้
มันอาจจะเป็นภาพของชาวชนบทที่แม้ไม่พอใจกับการเข้ามารุกรานจากวัฒนธรรมภายนอก แต่ก็ชอบที่จะประนีประนอม (ทั้งนี้อาจเนื่องเพราะพวกเขาไม่รู้ถึงสิทธิหน้าที่ที่เขาพึงมีพึงได้ หรือมองตัวเองแบบผู้ต้อยต่ำ เป็นพลเมืองชั้นสอง หรือเพราะอื่นๆ)
ชนบทแห่งนี้เริ่มกลายเป็นเมือง ในขณะที่ เทศกาลงานประจำปีต่างๆต่างๆ รวมถึงปีใหม่ถูกช่วงชิงการจัดการและปรับเปลี่ยนความหมายจากงานบุญที่เรียบง่ายไปเน้นที่ความรื่นเริงและการเฉลิมฉลองจับจ่าย ผนวกความเป็นเมืองที่ผ่านมาทางการพัฒนาก็ดี การท่องเที่ยวก็ดี การย้ายถิ่นเข้ามาของคนเมืองก็ดี ทำให้ภูมิสังคมแห่งนี้อึมครึมไปด้วยความตึงเครียดลึกๆที่ประทุออกมาเรื่อยๆ ในรูปการเจ็บป่วยทั้งร่างกาย และทางสังคม ความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ
พ้นเที่ยงคืนไปแล้ว เสียงเอะอะมะเทิ่งก็ละลายหายไป ผมรู้สึกว่าหายใจได้สะดวกขึ้น ไม่ต้องพะวงว่าลูกจะสะดุ้งขวัญหนีอีก
จะว่าไปเคาท์ดาว์นกับการทำบุญก็เป็นเรื่องเดียวกันได้ หากมันวางบนฐานการใช้สติ วิจารณญาณ “สุขภาวะ” และการเคารพสิทธิผู้อื่น สิทธิของชุมชนท้องถิ่น
จะเคาท์ดาว์นทั้งที ปีหนึ่งมีครั้งเดียว ถ้าทำอย่างนี้ได้ เริ่มต้นปีใหม่ก็ไม่ต้องไปขอพรที่ไหน เพราะการกระทำเช่นนี้เป็นพรอยู่ในตัวอยู่แล้ว
นี่ก็เป็นเสียงรำพึงจากหนึ่งนักศึกษาที่เฝ้าสังเกตการเปลี่ยนแปลงในสังคมชนบทด้วยความจริงใจและเป็นห่วง
ฝากให้ร่วมด้วยช่วยกันคิด เพื่อบ้านเมือง เพื่อลูกหลานของเรา และตัวเราเองครับ
สวัสดีปีใหม่ค่ะน้องยอดดอย วันปีใหม่เป็นเรื่องสมมุติ สมมุติว่าสำคัญ สมมุติว่าจะต้องมาเริ่มต้น ตั้งต้นทำอะไรดีๆ ซึ่งมักจะคิดแค่วันเดียว เมื่อผ่านไป คนที่สติน้อยก็ยังคงวนเวียนทำอะไรเดิมๆตามความเคยชิน
ปีใหม่พี่ไม่ได้ฉลองอะไรเลย อยู่บ้าน เจริญสติ สร้างความเป็นปกติให้ชีวิตเป็นเหมือนกันทุกวันค่ะ
เรื่องการฉลองแบบไร้สติ ไร้ความเกรงใจนั้นแพร่ระบาดไปทุกที่ มีคณะจากในเมืองเหมาเรือร้านอาหารล่องเข้ามาผ่านบ้านพี่ ซึ่งปกติจะไม่มีเลยค่ะ ในเรือนั้นเปิดคาราโอเกะ ร้องเพลงกันลั่น อย่างนี้ไม่รู้ว่าจะล่องเข้ามาชมความงามของชีวิตสงบงามริมน้ำ หรือจะมาประกาศตัวว่าคนหยาบมาแล้ว ไม่ได้โกรธเลยค่ะ แต่เห็นแล้วได้พิจารณาความเป็นไปของสังคมทุกวันนี้ ที่นับวันจะเสื่อมลง
อย่างไรก็ตาม เปลี่ยนพ.ศ.ใหม่ ก็อาจเป็นจุดเปลี่ยน เป็นโอกาสให้ทบทวนสิ่งที่ผ่านมา แล้วดำเนินชีวิตต่อไปอย่างเข้าใจและมีความสุขมากขึ้น จากการเข้าใจตนเองนะคะ