แค่ได้เห็นตัวหุ่นใกล้ๆด้วยตาตนเองก็ปลื้มแล้ว เพราะวิจิตรบรรจงเหลือหลาย ทั้งการปักไหม ปักอัญมณี การทำเครื่องทรง เครื่องแต่งกายของหุ่นแต่ละตัว การทำเครื่องประกอบฉาก ทั้งร่ม ฉัตร และศัตราวุธ

ภาพเขียนฝีมือของอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต สวยงามละเมียดละไมได้อารมณ์ เป็นที่เลื่องลือ และความสามารถของอาจารย์ไม่ว่าจะทำอะไรนั้นก็หาผู้เทียบได้ยากเพราะสิ่งที่อาจารย์จับนั้นราวกับสำเร็จได้ด้วยเทวดา

เมื่อต้นเดือนธันวาคมโชคดีมากที่อยู่ๆก็มีผู้มาชวนไปชมการซ้อมหุ่นกระบอก"ตะเลงพ่าย"ของอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต และคณะ ที่บ้านของอาจารย์ในซอยเอกมัย ซึ่งปัจจุบันบ้านนั้นได้กลายเป็น "มูลนิธิ จักรพันธุ์ โปษยกฤต" ไปแล้ว

ขอบอกว่าไม่ใช่ใครๆก็จะเข้าไปชมได้นะคะ เพราะเขาไม่ได้โฆษณาหรือเชื้อเชิญ แต่จะมีผู้ที่เกี่ยวข้องกับอาจารย์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งได้รับการอนุญาตให้ไปชมการซ้อมซึ่งมีปกติมีประจำทุกเดือน และผู้คนเหล่านี้อาจชวนญาติหรือมิตรสหายของตนไปร่วมชมโดยส่งชื่อแจ้งให้ทางมูลนิธิฯทราบล่วงหน้าว่าแขกที่มาเป็นจาก "สาย"ไหน

อย่างนี้ไม่เรียกว่าโชคดี มีบุญที่ได้ไปชม ก็ไม่ทราบว่าจะเรียกว่าอะไรนะคะ

ปกหน้าและปกหลังหนังสือบทร้องที่ใช้ในการซ้อมหุ่นกระบอก"ตะเลงพ่าย" ซึ่งทุกคนที่ไปชมการซ้อมจะได้รับแจกฟรี คนละเล่ม ผู้ที่อนุเคราะห์การพิมพ์แจกคือ คุณชุลิตา อารีย์พิพัฒน์กุล บริษัท ศรีสารา จำกัด เจ้าของนิตยสาร "พลอยแกมเพชร" นั่นเอง

การซ้อมนั้นเป็นการบรรเลงสดด้วยปี่พาทย์วงใหญ่ และร้องสด อาจารย์ฯท่านเล่าว่า เฉพาะการการซ้อมร้องและปี่พาทย์โดยที่ยังไม่มีการเชิดหุ่น ได้ทำมาในสองปีแรก ปีที่สามจึงจัดการไหว้ครูและซ้อมพร้อมหุ่นบางส่วน ปีนี้เป็นปีที่สี่ การซ้อมนั้นซ้อมประจำทุกเดือน มีผู้ไปเฝ้าชมการซ้อม รอว่าเมื่อไหร่อาจารย์จึงจะเปิดการแสดงเต็มเรื่องอย่างเป็นทางการเสียที อาจารย์ฯตอบว่าก็ยังบอกไม่ได้ค่ะ

เนื้อเรื่องคร่าวๆคือการที่พระมหาธรรมราชาจะขอพระนเรศวรที่ถูกนำไปเลี้ยงเป็นเหมือนตัวประกันหลังจากเราเสียกรุงครั้งที่หนึ่งแก่พม่า ให้กลับคืนกรุงศรีอยุธยา โดยส่งพระสุพรรณกัลยาไปแลก

บทหุ่นกระบอกเรื่องตะเลงพ่ายนี้ ประพันธ์โดย คุณวัลลภิศร์ สดประเสริฐ ใช้เวลาหลายปีทีเดียว มีภาษาพม่าในบางช่วงทั้งบทพูดและบทร้อง ลีลาฟังเสนาะและสนุกมาก รับรองว่าไม่มีที่ไหนทำได้วิเศษเช่นนี้

 

 การซ้อมทำกันที่ชั้นล่างหรือใต้ถุนบ้านของอาจารย์ฯนั่นเอง คิดว่าการชมการซ้อมได้ดูอย่างใกล้ชิด เห็นผู้เชิด เห็นผู้บรรเลงปี่พาทย์ และทีมผู้ร้อง ทั้งภาพและเสียงที่ปรากฎอยู่เบื้องหน้าทำให้ขนลุกและรู้สึกถึงความรักชาติ ภูมิใจในชาติอย่างบอกไม่ถูก

ขออภัยที่ภาพเล็กไปหน่อยค่ะ ภาพนี้อาจารย์ฯ กำลังเชิดหุ่นพระสุพรรณกัลยา ที่เห็นตรงกลางภาพขาวๆน่ะค่ะ

แค่ได้เห็นตัวหุ่นใกล้ๆด้วยตาตนเองก็ปลื้มแล้ว เพราะวิจิตรบรรจงเหลือหลาย ทั้งการปักไหม ปักอัญมณี การทำเครื่องทรง เครื่องแต่งกายของหุ่นแต่ละตัว การทำเครื่องประกอบฉาก ทั้งร่ม ฉัตร และศัตราวุธ

คนเชิดหุ่นส่วนมากเป็นคนหนุ่มคนสาวที่มาฝึกหัดด้วยใจรัก เห็นคุณค่าของศิลปการแสดงในแขนงนี้ คนเชิดแต่ละคนต้องเล่นบทเชิดหุ่นหลายตัว (และทำอีกหลายอย่างเช่น ยกโต๊ะ เก็บถ้วยชาม เสิร์ฟน้ำตอนอาหารกลางวัน)

อาจารย์กล่าวว่าการซ้อมในแต่ละครั้งจะมีหุ่นใหม่ๆเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หรือหุ่นที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น สมจริงขึ้น

 

 ที่หุ่นยังไม่เสร็จครบทุกตัวเพราะต้องทำอย่างประณีตมาก กลไกของหุ่นได้รับการออกแบบให้ทำท่าทางได้อย่างน่าพิศวง เช่น จากนิ้วมือตรงๆห้านิ้ว ก็ให้จีบมือได้ ทำมืออ่อนได้ ชี้นิ้วได้ หุ่นพระนเรศวรนั้น มีมือที่กำชักพระขรรค์ออกมาจากฝักและเก็บพระขรรค์ลงฝักได้ การเคลื่อนไหวของหุ่นดูอ่อนช้อย

 

 ฉากสนุกที่ทุกคนตั้งตาคอยคือฉากพระนเรศวรทรงสุบินว่าสู้กับจระเข้ใหญ่ และฉากประลองไก่กับพระมหาอุปราชา จระเข้นั้นเขาทำตัวได้สัดส่วน ฟาดหางได้ด้วย และไก่ชนนั้นเวลาพระนเรศวรอุ้มก็สามารถลูบขนไก่ ขนก็ลู่ตามมือ มีลายละเอียดให้ชื่นชมทุกส่วน

นี่ขนาดแค่การซ้อม ที่หุ่นยังไม่เสร็จหมดทุกตัวนะคะ

 การซ้อมนั้นเริ่มตั้งแต่เช้าราวเก้าโมงครึ่ง เสร็จราวสี่โมงเย็น เพราะการซ้อมมีการพักเป็นระยะๆ โดยเฉพาะพักรับประทานอาหารกลางวัน ซึ่งทุกคนที่ไปชมจะทานอาหารที่บ้านอาจารย์ฯฟรีค่ะ หากออกไปอาจเสียเวลาเดินทาง อาหารนั้นผู้ที่มาชมซ้อมจะช่วยกันเป็นเจ้าภาพจัดหามา ว่าของอร่อยกันมาเป็นเจ้าๆ ทั้งอิ่มตา อิ่มใจ และอิ่มอร่อยท้องด้วย ทั้งคาวและหวาน มีเหลือเฟือ แถมซ้อมเสร็จสี่โมงเย็นยังมีอาหารว่างก่อนกลับด้วย (ภาพนี้จากนิตยสารพลอยแกมเพชร ฉบับที่๓๗๕)

 

หากท่านผู้อ่านรู้สึกว่าภาพที่เห็นช่างกระจิดริด ไม่เพริศพรายเต็มตา และที่เล่ามาก็ยังไม่จุใจ ขอแนะนำให้ไปหานิตยสาร "พลอยแกมเพชร" ฉบับที่ ๓๗๕ วันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๕๐ เกือบทั้งฉบับกล่าวถึง การแสดงหุ่นกระบอก "ตะเลงพ่าย" ทุกแง่ทุกมุม ทำให้พลอยแกมเพชร ฉบับนี้เป็นฉบับหายากยิ่ง วางจำหน่ายไม่กี่วันก็หมด คงต้องขอยืมกันอ่านแล้วค่ะ

การฟื้นศิลปะหุ่นกระบอกอย่างวิจิตรนี้ ไม่เพียงแค่เป็นการฟื้นฟูการแสดงหุ่นกระบอก แต่ยังทำให้ศิลปะอีกหลายอย่างได้รับการฟื้นฟูให้ปรากฏเด่นชัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดนตรีไทย เพลงไทย ความรู้เรื่องการทำเครื่องแต่งกายตัวละคร และการเย็บปักถักร้อย ตลอดจนประวัติศาสตร์ที่ทำให้เราได้รู้และภูมิใจในรากของตนเอง

หุ่นทั้งหมดอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ท่านตั้งใจว่าเมื่อแสดงเสร็จแล้วจะเก็บเข้าพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงเป็นสมบัติของชาติให้ลูกหลานไทยได้รู้จักและจดจำ

ขอถือโอกาสนี้สวัสดีปีใหม่ท่านสมาชิกG2Kทุกท่าน ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลกอำนวยพรให้ทุกท่านพบแต่สิ่งดีๆ มีความสุข มีพลังกายและใจที่จะช่วยกันสร้างสรรค์สังคมไทย -ชาติไทยให้มีเอกลักษณ์ และรุ่งเรืองสืบไปค่ะ