เพื่อนๆครับ...

อดพูดถึงไม่ได้ครับ สำหรับละครชีวิตสองฉาก ที่ผมได้พบเห็นมาสดๆร้อนๆ ที่งานคริสต์มาสที่โรงเรียนของลูกชาย เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว...

ปีนี้เค้าจัดวันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม 2007 ครับ ผมและแฟนก็รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ไปงานนี้ โดยเฉพาะอย่า่งยิ่งตัวผมเองรู้สึกอยากไปรำลึกความหลัง สมัยอยู่ที่โรงเรียนแห่งนี้ จำได้ว่าตอนเด็กๆ ทุกคนอยากให้ถึงวันงานเร็วๆ จะได้จับสลากของรางวัล เล่นเกมส์ต่างๆ รวมถึงชิงช้าสวรรค์ ยิงปืน ปาเป้า และจับจ่ายใช้สอย ซื้อของกินของเล่น อย่างสนุกสนานตามประสาเด็กๆ...

พอเราเปลี่้ยนบทบาทเป็นผู้ปกครอง ความสนุกก็ยังมีอยู่ แต่ก็มีความรู้สึกอื่นๆ เข้ามาเจือปนพอสมควร เช่น ความรู้สึกว่า "กระเป๋าเบาหวิว" เวลาถูกนักเรียนมาขอให้สนับสนุนสินค้าที่เค้าเอามาขาย รวมถึงเวลาที่เจ้าลูกชายคะยั้นคะยอให้พาไปเล่นเกมส์เกือบทุกร้านที่มีอยู่ 

แต่ก็สนุกดีครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราพาลูกชายไปแย่งกันเล่นเกมส์แล้วได้ของรางวัลกลับมา โดยได้เห็นรอยยิ้มดีใจของเจ้าตัวเล็ก เป็นสิ่งตอบแทน ในวาระพิเศษที่เขารอคอย...

ในปีนี้ผมสังเกตเห็นว่าโรงเรียนมีการจัดให้นักเรียนมัธยมต้นและปลาย ออกร้านขายของที่พวกเขาผลิตขึ้นมาเอง โดยจัดเป็นซุ้มสินค้าสู่วิชาชีพ มีทั้งของกินต่างๆ เสื้่อทีเชิ๊ต เสื้อโปโล พวงกุญแจ และของเล่นต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมเห็นว่าดี...และไม่ได้มีในสมัยที่ผมเป็นนักเรียน

เช่นกัน...ในปีนี้โรงเรียนได้นำเครื่องเล่นสำหรับเด็ก แบบ Play Arcade ขนาดใหญ่ มาไว้ในตึก เพื่อให้เด็กเล็กๆมาเล่นกัน...ซึ่งไม่มีในสมัยที่ผมเป็นเด็กอีกนั่นแหละ...

เจ้า Play Arcade นี่แหละที่เป็นต้นกำเนิดของละครสองฉากที่ทำให้ผมอดเอ่ยถึงไม่ได้ในบล็อกนี้ครับ

แม้ว่ามันจะใหญ่โตโอ่อ่า แต่้ึความน่าเล่้นนี้เองที่ดึงดูดให้เด็กๆประถมทั้งหลายมาเข้าคิวกัน โดยมีตั้งแต่เด็กประถม 1 จนประถมปลายๆ มาสนใจกันอย่างล้นหลาม... มีทั้งเด็กๆที่มาเข้าคิวเอง และเด็กๆที่พ่อแม่มาเข้าคิวด้วย...

แต่ละรอบเค้าจะให้เข้าไปเล่นได้ประมาณ 15-20 คน...แต่จากสายตาผมคาดว่าจำนวนเด็กที่มาเข้าคิวในแถวที่ึึคงเหลืออยู่ตลอดนี่ คงมีประมาณ 60-70 คน... โดยเฉลี่ยเค้าจะให้เล่นรอบละประมาณ 10 นาที ฉนั้นเด็กแต่ละคนต้องอดทนรอคิวประมาณครึ่งชั่วโมง...

ละครฉากแรกที่ผมเห็นคือ คุณแม่คนหนึ่งจะจ้องรอเวลาึเปลี่ยนคิวเครื่องเล่น แล้วรีบจูงลูกชายของตนเองลัดคิวเข้าเครื่องเล่นไปเลย โดยไม่สนใจเด็กอื่นๆที่เข้าคิวมานานและืำทำเช่นนี้อย่างน้อยสองครั้งในระยะเวลาที่ผมสังเกตอยู่... ที่น่าสงสารคือพวกเด็กเล็กๆ ป.1 ป.2 ที่ไม่รู้อิโหน่ิอิเหน่ ได้แต่มองตาปริบๆไม่กล้าว่าผู้ใหญ่...

จนมาถึงครั้งที่สามที่คุณแม่ท่านนั้นพาลูกสาวต่างโรงเรียนมาเพื่อมาแทรกแถวอีกครั้ง  ผมจึงรู้สึกอดรนทนไม่ได้ ไปแจ้งคุณแม่ท่านนั้นว่า ควรจะไปต่อคิวและเห็นใจเด็กเล็กคนอื่นๆด้วยที่ต่อคิวมานาน...การตอบสนองที่ได้รับทันทีคืิอ "ใบหน้าแบบไม่แยแส หรือไม่สำนึกถึงการกระทำของตน" จากคุณแม่ท่านนั้น และคำพูดว่า "ไม่ต้องมาบอกหรอกค่ะ เรามาจากที่เดียวกัน"...

ผมงงเล็กน้อยกับคำพูดดังกล่าว มาเข้าใจภายหลังว่า เค้าพูดถึงว่า ลูกชายของเธอมาจากโรงเรียนอนุบาลเดียวกับลูกชายของผม...แต่ผมนึกในใจภายหลังว่า จริงๆแล้วผมไม่ได้ภูมิใจหรอกนะที่จะ quote ว่า เรามาจากที่เดียวกัน เพราะอย่างน้อยลูกชายของผมก็ได้รับการอบรมจากพ่อแม่เกี่ยวกับการต่อคิว และการเอาใจเขามาใส่ใจเรา ซึ่งพ่อแม่ปฏิบัติให้เห็นอยู่เสมอ...

แต่ละครฉากแรกนี้มาจบลงอย่างน่าดีใจตรงที่ ลูกสาวของเธอกลับรู้สึกอายแทนแม่ และัพูดว่า "แม่...ขอหนูไปต่อคิวเถอะ"...โดยที่คุณแม่ของเธอได้แต่แก้เก้อโดยการทำหน้าโมโหใส่ผม และไปนั่งเอาพัดพัดใบหน้าของตนเอง...

ละครอีกฉากหนึ่งเกิดขึ้น ณ ที่แห่งเดียวกัน โดยมีคุณแม่อีกคนหนึ่ง (สาวกว่าคนแรก) พาลูกชายชั้น ป.1 มานั่งข้างๆผมและภรรยาของผม ลูกชายของเธอพูดว่้า "อยากเล่นจังเลยครับ...แม่" คุณแม่คนนั้นเปรยขึ้นว่า "ได้สิลูก...ไปต่อคิวเลยสิจ๊ะ...แต่แม่ไม่รู้ว่าเค้าคิดค่าเล่นเท่าไหร่นะ" ลูกชายก็ยิ้มตอบทันทีพร้อมคำพูดว่า "ครับ"...ผมจึงบอกคุณแม่คนดังกล่าวไปว่า "รอบละ 5 บาทครับ...ตอนนี้แถวเริ่มสั้นแล้ว ต่อคิวสักสิบนาทีก็น่าจะได้เล่นแล้วครับ...สนุกมากเลยนะลูกชายผมบอก"

ละครฉากที่สองจบลงด้วยความน่าชื่นชมและรอยยิ้มของทุกคนที่อยู่ในวงสนทนา...

ผมจึงสรุปได้ว่า ส่วนใหญ่เด็กๆในโรงเรียนนี้มีมารยาทที่ดีครับ อาจมีบางส่วนที่เด็กๆจะเอาเปรียบกันเองบ้าง แต่หากผู้ปกครองช่วยกันอบรม แนะนำ และทำเป็นแบบอย่าง อนาคตของชาติเหล่านี้ก็จะรู้และปฏิบัติในสิ่้งที่ดีในอนาคตได้...

ในปีใหม่ที่จะถึงนี้ ผมยังภาวนาอยา่กเห็นสังคมไทย มีบทละครแบบที่สองเยอะๆ ครับ...