ถ้าไม่ได้ลิ้มลองอาหารที่นี่ก็ถือว่ามาไม่ถึงเมืองไทย

 

                                                            

 

                เพื่อน ๆ นักชิมนักช้อปทั้งหลาย คงจะรู้จักชอบพอร้านอาหารกันคนละหลาย ๆ ร้าน เพราะแต่ละร้านเป็นร้านที่ขึ้นชื่อว่า อาหารอร่อย ราคาก็พอไปไหว แถมยังเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ   ถ้าไม่ได้ลิ้มลองอาหารที่นี่ก็ถือว่ามาไม่ถึงเมืองไทย  

                ใกล้จะถึงเทศกาลปีใหม่แล้ว อีกไม่กี่วันสถานที่ท่องเที่ยวหลาย ๆ แห่ง ก็จะมีผู้คนหลั่งไหลไปเที่ยวพักผ่อน  แต่ละแห่งจะมีการแย่งกันเที่ยวแย่งกันกิน แล้วแต่ความโด่งดังของสถานที่แต่ละแห่ง

                 และโอกาสเช่นนี้ก็จะมีพ่อค้าแม่ค้าที่ไม่ซื่อสัตย์ต่ออาชีพของตนเองและลูกค้า นึกถึงแต่รายได้ของตัวเอง ไม่นึกถึงความเดือนร้อนของผู้อื่น     

                  ผมจะยกตัวอย่างเรื่องที่มีผู้พบเห็นและบอกกล่าวกันต่อ ๆ ไปเพื่อให้ระมัดระวังในการที่จะเลือกร้านอาหารครับ

            ......เราเอง + เพื่อน ๆ  + ญาติ ๆ  ต่างก็ชื่นชอบในรสชาติอาหารร้านนี้ แต่ไม่นึกไม่ฝันเลยค่ะ ว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงเช่นนี้ 
                 วันนั้นเราไปกัน 3 คน คือ เรา แม่แฟน และเพื่อนของแม่แฟน  อาหารที่พวกเราสั่งมีดังนี้ค่ะ * ทอดมันปลากราย * ข้าวมันส้มตำ * ข้าวผัดสัปปะรด * ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ * น้ำดื่ม * น้ำมะพร้าว ประมาณว่าหิวมากค่ะ เห็นอะไรน่าทานก็สั่ง ๆๆๆ วันนั้นเราได้โต๊ะด้านหน้าของครัวใหญ่ที่ไม่ใช่ห้องแอร์-และอยู่ระหว่างบริเวณที่ล้างจาน (เพราะร้านนี้จะจัดที่นั่งแบ่งเป็นหลาย ๆ ส่วนและห้องครัว ก็จะมีหลายครัว ครัวผัด ครัวยำ ส่วนเตรียมเครื่องดื่ม อะไรแบบนี้) อาหารจานแรกที่ยกมาคือ ทอดมันปลากราย จานเล็ก ๆ น่ารัก ประดับประดาด้วยดอกกล้วยไม้และผักแต่งจานสวยงาม  ซึ่งก็มีทั้ง แตงกวา กะหล่ำปลีซอย แครอท ประมาณนั้น ไม่แน่ใจนะคะ จำไม่ได้ว่าเป็นผักดองหรือเปล่า ส่วนทอดมันนั้น มีประมาณ 5 ชิ้น จัดเรียงสวยอยู่ในมันทอดที่ทำเป็นกรวยๆ                

                อาหารจานแรก หมดไปอย่างรวดเร็ว อร่อยมากๆ เลยค่ะ ขอบอก แม้แต่ผักแต่งจานก็เกือบไม่เหลือ แล้วแม่แฟนเรายังแอบชิมมันทอดนั่นด้วย บอกว่าแข็ง ๆ ไปหน่อยสงสัยทิ้งไว้นาน

                แต่พวกเราก็แอบคอมเพลนเล็กน้อยว่า แพงจัง จานนิดเดียวเอง ตั้ง 100 บาทแน่ะ แต่ก็อร่อยดีนะ วันนั้นคนเยอะมาก อาหารค่อนข้างนาน พวกเราก็นั่งเม้าท์กันไปถึงเรื่องต่าง ๆ นั่งอีกสักครู่ใหญ่ ๆ อาหารแต่ละอย่างก็ทยอยมาเสิร์ฟ พวกเราก็ก้มหน้าก้มตาทาน ไม่คุยแล้ว จนอาหารหมดอิ่มกันได้ที่

               ก็ถึงตอนนั่งย่อย พูดคุยกันถึงรสชาติอาหาร บริการ ยังเอ่ยปากชมกันว่า อาหารอร่อย บริการก็ดี คนรับ รายการยิ้มแย้ม คล่องแคล่ว แถมยังพูดภาษาอังกฤษได้ด้วย  ร้านก็คนเยอะแยะ ฝรั่ง มากินกันเต็มไปหมด 
               น่าอิจฉาเจ้าของร้านจริง ๆ เลย ประมาณนั้น ในขณะที่พนักงานก็เริ่มเข้ามาเก็บจานออกไป พวกเราก็สอดส่ายสายตารอบ ๆ ร้านไปด้วย ชี้โบ้ชี้เบ้ ประกอบการสนทนา นั่นเอง.......สิ่งที่พวกเราไม่คาดฝันว่าจะเห็น ว่าจะเกิด  ขอเล่าเป็นข้อ  ๆ เลยนะคะ   เห็นกันจะ ๆ ต่อหน้าต่อตา แบบนี้จริง ๆ ค่ะ 


  1. จานทอดมันฯ อันแสนโอชะของพวกเรา ถูกยกเข้าไปยังส่วนของการล้างจาน ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่หนึ่งคน เป็นผู้หญิงอายุประมาณ 30 ปลาย  ๆ  ภาพที่เราเห็นเผิน ๆ คือ เค้าคอย - แยก
อาหาร แยกขยะ หรือกวาดเศษอาหารทิ้งจากจานก่อนล้าง  แต่ดูไปดูมามันไม่ใช่ค่ะ พอสังเกตดี ๆ จะเห็นว่า ตรงนั้นมันจะมี ตระกร้าแบบเหลี่ยม ทรงเตี้ย ใบเล็ก ใบใหญ่  อยู่หลายใบทีเดียว แต่ละใบก็ จะบรรจุสิ่งของต่าง ๆ กัน ที่เห็นก็มีดังนี้ค่ะ * รังนกทอด * ผักแต่งจาน * กล้วยไม้ที่ใช้ประดับจาน * หลอดน้ำดื่ม  * ขยะรวม
จานทอดมันฯของพวกเราถูกยกไปวางแถว ๆ นั้น พร้อม ๆ กับจานอาหารแต่ละประเภท จากแต่ละโต๊ะ ผู้หญิงคนดังกล่าวก็เริ่มทำการ "แยก" กล้วยไม้ไว้ในตะกร้ากล้วยไม้   มันทอด หยิบมาดู ๆ เห็นว่าถูกหักเป็นชิ้น ๆ  จะทิ้งไปในตะกร้าขยะรวม  ส่วนมันทอดที่มาจากโต๊ะอื่น ๆ ยังสภาพดีอยู่  จะนำรวมไว้ในอีกตะกร้า

   2. ข้าวผัดสัปปะรด ลักษณะเวลาเสิร์ฟคือ เป็นข้าวผัด ที่อยู่ในลูกสัปปะรดที่ถูกผ่าซีกในแนวนอน แล้วถูกควักเนื้อออกหมดแล้ว ประดับขอบด้วยกล้วยไม้ บัดนี้ เมื่อทานหมด จับเข้าส่วนล้างจาน ถูกกระทำด้วยผู้หญิงคนเดิม  กล้วยไม้ ถูกแยกไว้กับตะกร้ากล้วยไม้   กวาดเศษข้าวผัดที่เหลือ ๆ ออกนำสัปปรรดซีกนั้น แกว่ง ๆ จุ่มๆ ในกะละมังที่มีน้ำอยู่ แล้วนำไปรวมกันไว้กับสัปปะรดซีกอื่นๆ  ในตะกร้าสัปปะรด

                ถึงตอนนี้พวกเราเริ่มมองหน้ากันตาปริบ ๆ  สงสัยกับการกระทำนั้น  ๆ  ว่าเค้าทำอาไรเน้อ

  3. น้ำมะพร้าว เวลาเสิร์ฟ ลักษณะคือ มาทั้งลูก แล้วเสียบหลอด เมื่อทานหมด บัดนี้ ถูกนำมาตั้งรวมไว้ที่เดียวกัน ถูกผู้หญิงคนเดิม นำหลอดออก แล้วมารวมกันไว้ในตะกร้าหลอด วางตั้งไว้สักพัก มีผู้ชายคนหนึ่งมาหยิบเอาลูกมะพร้าวไป โอ้.........พระเจ้าจอร์ช  น่าสะอิดสะเอียนมาก เมื่อเห็นชายผู้นั้นนำลูกมะพร้าวดังกล่าว มาเปิดฝา แล้วเทน้ำมะพร้าวที่บรรจุไว้ในขวดเข้าไป แล้วจัดแจงเสียบหลอด ปิดฝา จิ้มด้วยกล้วยไม้ แล้วเดินหายลับตาไป คาดว่าน่าจะเอาไปเสิร์ฟผู้โชคร้ายสักคน(ทั้ง ๆ ที่เราก็แงะเนื้อกินไปแล้ว 2-3 คำ)

                ตะลึงค่ะ บอกได้คำเดียวว่าตะลึง ทั้งโต๊ะ อ้าปากค้างกันเป็นแถว หันกลับไปดูผู้หญิงด้านล้างจานกันแบบไม่ได้นัดหมาย

   4. จานอาหารที่ผ่านการรับประทานยังทยอยกันมาไม่ขาดสาย ผู้หญิงคนนั้นก็ยังขมักเขม้นกับการ "แยก"วัตถุต่าง  ๆ อย่างชำนาญ ไม่ว่าจะเป็น รังนกทอด ผักแต่งจาน ดอกกล้วยไม้ หลอด ลูกมะพร้าว ลูกสัปปะรด  ฯลฯ ส่งต่าง  ๆ ที่ยังดูไม่สึกหรอ  เมื่อบางตะกร้าเริ่มมีจำนวนของมากพอสมควร ก็จัดแจงส่งเข้าครัว (ซึ่งตรงนั้นมันจะเป็นช่อง ๆ ไว้สำหรับผ่านสิ่งของกัน ระหว่างห้องครัวกับที่ล้างจาน) ไม่ต้องเล่าต่อแล้วใช่มั้ยคะ ว่าเกิดอะไรขึ้น  ไม่นึกไม่ฝันว่า จะเกิดการรักษ์โลก รีไซเคิลกันได้ถึงเพียงนี้  สิ่งที่รับประทานไปเมื่อตะกี้ แทบจะออกมาทางเดิมเลยค่ะ ท่านผู้อ่านที่เคารพรัก

                พวกเรามองกันอยู่นานนนนนมากกกกก จนผู้หญิงคนนั้นเค้าเริ่มจะรู้สึกตัว กิจที่ทำอยู่เริ่มเป็นไปอย่างตะกุกตะกัก แบบว่า ไม่ค่อยรื่นน่ะค่ะ ทำแบบเคอะเขิน จนเมื่อมีพนักงานเสิร์ฟเดินเอาจานมาวางไว้ให้เค้าก็เริ่มกระซิบกระซาบกัน แล้วก็หันมามองพวกเรา จนพวกเรามีความเห็นตรงกันว่า.....ถอยดีกว่า ไม่อาวดีก่า แล้วก็เช็คบิล รีบออกมาจากที่นั่นทันใด
 

                 ค่าอาหารมื้อนี้ ตกราว  ๆ  600 กว่า บาท จำตัวเลขที่แน่นอนไม่ได้ค่ะ ยังคุยกันเลยว่าค่อนข้างแพงถึงแพงที่สุดกับการนำอาหาร "ขยะ" มาให้ทานหนำซ้ำการคิดราคาค่าอาหาร ยังบวกแวต (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) เข้าไปอีก 7 เปอร์เซ็นต์ ทำเหมือนเมือง
นอกเลยค่ะ ระบบนี้ในเมืองไทยไม่ค่อยเห็น  นอกจากตามโรงแรมหรือภัตตาคารใหญ่ ๆ ระดับอินเตอร์ ฯ

                เดินกันออกมาจากร้าน ยังขนลุกอยู่ไม่หาย กับพฤติกรรมดังกล่าว พวกเราคิดกันว่า  ไม่ใช่ตัวลูกจ้างหรอก ที่จะกล้าทำแบบนั้น ถ้าหากว่าเจ้าของร้าน ไม่สั่งให้ทำ   ไม่รู้จะหากำไรอะไรกันขนาดนั้นคะ ใช้วิธีสกปรกมากไปหรือเปล่า

               เรื่องที่เราเจอนี้ เกิดขึ้นเมื่อประมาณ  2 เดือนที่ผ่านมานี้เองค่ะ ตอนแรกกะว่าจะเข้ามาเล่าให้ชาวพันธุ์ทิพย์ฟังตั้งนานแล้ว แต่ไม่มีโอกาสสักที  ได้แต่เล่าให้เพื่อนฝูงคนรู้จักกันฟัง ให้เค้าได้ไปเล่า ต่อ ๆ กัน

                อ้อ......วันนั้นกลับบ้านกันไป ตัวเรา ระหว่างทางกลับบ้าน ปวดท้องนิดหน่อย แบบมวน  ๆ  แต่ไม่เป็นไรมาก เพราะปกติ เป็นคนธาตุแข็ง  ส่วนแม่แฟนเรา อายุ 60 แล้ว ท้องเสียทั้งคืนเลย แต่โชคดีที่ไม่เสียแบบหนัก ๆ  และเพื่อนของแม่แฟน จากที่ได้โทรฯ สอบถามอาการกันแล้ว ก็มีท้องเสียบ้างเหมือนกัน 2-3 ครั้ง

                 ยังนึกเสียดายอยู่ว่าวันนั้นไม่ได้ถ่ายรูปไว้ จะได้มาโพสต์ให้เห็นกันจะๆ ไปเลยมีแต่กล้องจากโทรฯมือถือซึ่งไม่สามารถถ่ายเห็นในระยะนั้นได้ แต่คิดไปคิดมาอีกที ถ้ามีกล้องจริง ๆ ก็ไม่รู้ว่าจะกล้าถ่ายหรือเปล่า กลัวถูกอุ้มค่ะ
 

                 เมื่อประมาณเดือนที่แล้วนี่เอง  หลังจากที่เราได้เล่าเรื่องนี้ให้แก๊งค์เพื่อนสนิทเราฟัง  เราก็ได้มีโอกาสไปเที่ยวที่นั่นอีกครั้ง เราก็เลยบอกเพื่อนๆ ว่า จำได้มั้ย เรื่องที่เคยเล่าให้ฟังเดี๋ยวเราจะพาไปดูสถานที่จริง ก่อนไปถึง เราก็เตี๋ยมกับเพื่อน ๆ ว่า อะไรอยู่ตรงไหน ให้สังเกตอะไรส่วนไหนบ้าง

               วันนั้นไปกันทั้งหมด 4 คนค่ะ รวมตัวเราด้วย  ก็ทำเป็นว่า เดินหลงกัน แล้วก็ไปหยุดรอกันตรงที่เกิดเหตุพอดี  ก็สายตาใครสายตามันค่ะ กวาดบรรยากาศรอบ ๆ กันใหญ่ เราเห็นแล้วก็ยังอดขำไม่ได้ ทำหน้าเหมือนคนหลงทางกันจริง ๆ เลย   เราเองก็ยืนอยู่แถว ๆ นั้นด้วยเหมือนกัน  ก็เห็นแบบเดิม ๆ เลยค่ะ เพื่อน ๆ เห็นแล้วต่าง ก็อุทานเป็นเสียงเดียวกันว่า "แหวะ" โชคร้ายที่วันนั้น ยังไม่มีใครทานข้าวกันไปเลย แล้วก็เลยไม่กล้าทานข้าวนอกบ้าน เลยค่ะวันนั้น ต้องหิ้วท้องกลับมาทำทานกันที่บ้าน

               เข้าเรื่องต่อค่ะ   หลังจากที่หมดแผนทำเป็นหลงทาง หาเพื่อนไม่เจอแล้ว เราก็นัดกันว่า ให้เดินมาเรื่อย ๆ จนสุดร้าน ให้ไปจนถึงโซนที่เริ่มมีร้านขายของ ให้ไปรอกันแถว ๆ นั้นนะ  ซึ่งเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งไปถึงก่อน ก็ยืนดูกระโปรงร้านนั้นอยู่  เมื่อเจอกันจนครบแก๊งค์  ก็เริ่มเม้าท์แตกกัน เจ้าของร้านเค้าก็ฟังอยู่ด้วยเค้าก็ถามขึ้นมาว่า "มีอะไรกันเหรอคะ"  เราก็เริ่มเม้าท์พฤติกรรมร้านอาหารที่ไปเห็นมาให้ฟังว่าอย่างโน้นอย่างนี้ พี่เค้าก็ทำ ปากจุ๊ ๆ  แบบว่า ให้หยุดพูด  ตอนแรกเราก็งง ๆ เอ๊ะ ทำไมเหรอ  พี่เค้าก็ชี้ไปที่ข้าง ๆ ร้าน ช่องถัดไป  อ้าว.......กลายเป็นส่วนจัดเตรียมน้ำของร้านอาหารที่เราพูดถึงซะงั้น โห...อะไรมันจะขยายสาขาได้มากมากก่ายกอง

               เราหันไปมอง เพื่อน ๆก็มองตามกันไป มีคนอยู่ในนั้น 2 คน คนหนึ่งเป็นคนเดินเสริฟและเก็บแก้ว อีกคน
หนึ่งเป็นคนตระเตรียมเครื่องดื่มไว้คอยท่า (จากการสังเกตค่ะ)    อีกแล้วครับท่าน ภาพที่เห็นนั้น มันน่าขยะแขยงอีกแล้ว ไม่นึกเลยว่าจะต้องมาเจอภาพเหตุการณ์แบบนี้อีก  แก้วน้ำต่าง ๆ ที่ผ่านการดูดดื่มมาแล้ว ถูกยกมาวาง  หลอดถูกแยกออกไปรวมกันไว้ แน่นอนค่ะ  นำกลับมาใช้ใหม่  แก้วน้ำที่ยังมีน้ำและน้ำแข็งค้างอยู่ ถูกเททิ้ง.....ไม่ล้างค่ะ นำน้ำแข็งชุดใหม่อัดใส่แก้วแล้วเสิร์ฟเลยทันทีทันใด
           
โอ้.....พระเจ้าจอร์ช มัน......อะไรดี เกินบรรยายค่ะ

                 หันไปมองหน้าเพื่อน ๆ แล้วทำหน้าแหย ๆ ใส่กัน หันไปมองหน้าพี่ขายกระโปรง  พี่เค้าได้แต่ยิ้ม ๆ
" พี่ขา วันก่อนนู้นหนูก็มาทาน เจอยิ่งกว่านี้อีกค่ะ"
พี่ขายกระโปรง ยังเอาแต่ยิ้ม เรากะเพื่อน ๆ

"โห เลวว่ะ ทำงี้ได้งัย" "แหวะ" "แบบนี้มันต้องแจ้ง" ฯลฯ
"พี่อยู่แถวนี้ก็คงพอเห็นบ้างใช่มั้ยคะพี่" เรายิงคำถาม
พี่เค้าก็ได้แต่ยืนยิ้ม คงไม่กล้าพูดอะไรมาก เพราะต้องขายของแถวนั้น 
                 หลังจากที่พวกเราเม้าท์กันอย่างดุเดือด และกำลังจะเดินจากไป พี่เค้าก็พูดขึ้นมาว่า

" เห็นกันจนชินแล้วน้อง คนขายของที่นี่เค้าไม่กินกันหรอกร้านเนี้ย" 
                กึ๋ย....หยอง คือเรื่องจริงนะคะ ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ไม่ได้กุเรื่องใด ๆ ขึ้นมาทั้งสิ้น แล้วเราก็ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับร้านนี้นะคะ ไม่ใช่พวกที่เข้ามาก่อกวน ให้ร้านเค้าเสียหายค่ะ  หากจะถามหาหลักฐาน ขอบอกว่า "ไม่มี"ค่ะ แต่ถ้าอยากจะเห็นกับตา ลองไปที่ร้านดูนะคะ

                อ่านจบแล้วผมก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง...แล้วท่านผู้อ่านจนจบเหมือนผม...ท่านคิดอย่างไรกับเรื่องนี้....

               แต่อย่างไรก็ให้ระวังไว้บ้างก็ดีนะครับ

                                      สวัสดีครับ