ในวันที่สองของเทศกาลอีดิลอัฏฮา (ตามวันมาตรฐานของประเทศไทย ฮาฮา) ผมได้มีโอกาสเป็นสารถีขับรถพาเพื่อนซี้ไปสละโสดครับ ฮาฮา เป็นวันที่เพื่อนผมสามารถประกาศตัวได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า "ผมมีเมียแล้ว" ส่วนผมนะหรือครับเสียโสดมาหลายปีแล้วครับ ฮือฮือฮือ

ปกติมีไม่กี่คนละครับที่ยอมให้ผมเป็นคนขับรถในงานแต่ง ถ้าไม่ใช่สนิทกันจริงๆ ซี้ปึกๆ ละก้อ ไม่มีโอกาสครับ ไม่ใช่เพราะผมถือตัวนะครับ แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยไว้ใจฝีมือการขับรถผมมากกว่า ฮาฮาฮา

สำหรับเพื่อนคนนี้ ผมเป็นคนโทรไปขอเป็นคนขับรถให้เองครับ แต่ก่อนผมจะได้ขับรถให้เจ้าบ่าวคนนี้ ผมต้องนอนดึกอีกคืนหนึ่ง เนื่องจากต้องล้างรถตอนดึก เพราะวันอีดวันแรก ผมก็กลับถึงบ้านดึกพอสมควร กว่าจะได้ล้างรถก็ดึกพอดี ไม่ล้างได้งัย พรุ่งนี้เจ้ารถคันนี้จะต้องพาเจ้าบ่าวเพื่อนซี้ไปสละโสด ฮาฮาฮา

ยังไม่ทันได้สตาร์ทรถออกจากบ้านเลยครับ คนสำคัญของงานก็โทรมาถามว่า ถึงไหนแล้ว เอาละสิ ไอ้เจ้าบ่าวบอกมาว่า ตอนนี้เขาเกือบถึงปัตตานีแล้ว ผมเลยต้องรีบจับอิลฮามและเตาฟิกขึ้นรถ แล้วเยียบร้อยยี่ไปปัตตานี เพื่อให้ทันนัดหมาย แล้วก็มาเสียเวลากับน้ำท่วมก่อนเข้าปัตตานีเล็กน้อย (ประมาณสิบห้านาที) งานนี้ภรรยาก็ไม่ได้ห้ามขับซิ่งครับ เพราะขืนไปช้ามีหวังพลาดการเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวแน่เลย (เพื่อนร่วมรุ่นที่ยังเป็นโสดเหลือน้อยแล้วครับ ฮาฮาฮา)

มารู้ความจริงภายหลังว่า ตอนที่เพื่อนผมโทรมานั้น เจ้าตัวยังอยู่ยะลาอยู่เลย แหม่ ทำผมลุกเป็นไฟ เยียบร้อยยี่ในเขตชุมชน

เราไปถึงบ้านเจ้าสาวเก้าโมงสี่สิบครับ ซึ่งแน่นอนผิดจากเวลาที่นัดหมายกัน คือ นัดกันว่า ขบวนเจ้าบ่าวต้องถึงไปที่บ้านสาวเก้าโมง และแต่งงานกันต่อสิบโมง แต่ที่ช้าไม่ใช่เพราะผมนะครับ กลายเป็นพ่อสื่อครับที่ช้า เนื่องจากติดภาระกิจทำกุรบาน แล้วแบ่งเนื้อไม่ลงตัว (หลังจากพ่อสื่อเสร็จภาระกิจแบ่งเนื้อหา ก่อนผมจะสตาร์ทรถ เจ้าบ่าวก็ถามว่า จากนี้ไป(บ้านปูยุด)ไปถึงยะรัง สิบห้านาทีทันมัย ผมเลยบอกไปว่า ไม่เกินสิบนาที เพื่อนทำให้ได้ ฮาฮาฮา)

ออ.ในระหว่างรอพ่อสื่อ ผมก็ลองซักซ้อมเจ้าบ่าวถึงความพร้อมในการตอบรับคำแต่งงาน แล้วก็เกิดประเด็นขึ้นมาว่า ในการตอบรับคำแต่งงานนั้นใช้คำว่า "ญอ" กี่ครั้ง

ขออนุญาตอธิบายให้เข้าใจสำหรับบุคคลทั่วไปที่ไม่เคยแต่งงานตามประเพณีนี้ของมุสลิมในประเทศไทยนะครับว่า ในการแต่งงานจะเริ่มต้นด้วยการกล่าวคำเสนอจากฝ่ายผู้ปกครองเจ้าสาวว่า "ฉันต่างงานลูกสาวของฉันกับท่านด้วยสินสอด....." แล้วเจ้าบ่าวก็ต้องตอบว่า อากูเตอรีมาอากันนิเกาะห์ญอ ดางันอีซีกาเวนญอ บาเญอะยังตัรซาเบอร" (แปลง่ายๆ ว่า "ฉันรับการแต่งงานของนาง ด้วยสินสอดของนางตามจำนวนที่ได้บอกมานั่น" (ตัวอักษรสีแดงนั่นแหละครับที่ในภาษามลายูใช้คำว่า "ญอ")

บังเอิญว่า ผมจำได้ว่า ตอนที่ผมแต่งงานผมตอบเพียงว่า ฉันรับการแต่งงานของนาง ด้วยสินสอดที่บอกนั่น ซึ่งหมายถึงผมมี ญอเดียว แต่เพื่อนผมคนนี้บอกว่า พ่อของเขาย้ำนักย้ำหนามาเมื่อคืนว่า ต้องมีสอง "ญอ"

ปรากฏว่า เมื่อตอนแต่งงานจริงฝ่ายปกครองเจ้าสาวบอกวิธีการตอบก่อนให้กับเพื่อนผมก่อน โดยปรากฏว่า มีญอเดียวครับ ซึ่งเพื่อนผมก็ตอบไปญอเดียวอย่างที่ฝ่ายหญิงสอนครับ แต่พยานขอให้ตอบใหม่ โดยให้มีสองญอ เนื่องจากไม่ค่อยสบายใจ โดยย้ำว่า รอบแรกก็ถือว่า ใช่ได้แล้วล่ะ แต่ขออีกทีหนึ่งให้มีสองญอ เพื่อความสบายใจของพยาน (ฮาฮาฮา)

เรื่องนี้เป็นเรื่องตลกเชิงวิชาการครับ ผมจำคำสอนของครูผมได้สมัยมัธยมที่ท่านเคยหยิบยกประเด็นนี้มาอภิปราย อันเนื่องจากการยึดติดกับตัวหนังสือในตำรา แต่ผมไม่คิดมากครับ และมองว่า การให้ความสำคัญกับทุกรายละเอียดอาจจะเป็นสีสันอย่างหนึ่งที่ทำให้เจ้าบ่าวมีเรื่องต้องลุ้นมากขึ้น ก่อนเข้าห้องหอ ฮาฮาฮา

บรรยากาศของบ้านเจ้าสาวอย่างหนึ่งที่ทำให้ผมสะดุด คือ เป็นบ้านไม้ที่มีห้องโถ่งใหญ่อยู่หน้าบ้านครับ ส่วนด้านหลังก็จะคล้ายๆ กับว่า มีบ้านอีกหลังหนึ่งเชื่อมต่อกัน

บ้านลักษณะนี้ทำให้ผมเดาได้ว่า นี่คือบ้านของบาบอ (เจ้าของปอเนาะ สถานศึกษาของสังคมมุสลิมที่ยิ่งใหญ่และมีความสำคัญในอดีต) แล้วจากบ้านหลังนี้ทำให้ผมสรุปได้ว่า บ้านบาบอทุกหลังน่าจะมีลักษณะเหมือนกัน คือเป็นอย่างนี้แหละ แต่วันนี้ทำให้ผมนึกไปถึงบ้านเจ้าเมืองเก่าที่สายบุรี ว่ามันมีลักษณะใกล้เคียงกัน เพียงแต่ถ้าเป็นบ้านเจ้าเมือง บ้านที่เชื่อมต่อกับห้องโถงจะอยู่ด้านข้าง ไม่ใช่ด้านหลัง และมีความโอ่อา หรู่หรากว่า

บ้านหลังนี้ทำให้ผมนึกไปถึงอีกหลายบ้านที่มาเปรียบเทียบแล้วทำเป็นข้อสรุป เช่นบ้านของ อ. ibm ครูปอเนาะ บ้านตาของเพื่อนผมอีกคนหนึ่ง และอีกหลายๆ บ้านบาบอที่ผมไปเจอมา

ก่อนหน้านี้ผมกำลังคิดโจทย์วิจัยเกี่ยวกับปอเนาะอยู่ครับ (จริงๆ โจทย์นะมีแล้ว แต่ต้องการปอเนาะ เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับการวิจัยเท่านั้นเอง) แต่หลายครั้งที่ไปพูดคุยกับปอเนาะ ผมยังหาปอเนาะที่ผมถูกใจที่จะทำวิจัยด้วยไม่ได้เลยครับ ปอเนาะที่ยังคงเป็นปอเนาะรูปแบบเดิมในปัจจุบัน น้อยมากที่จะยังคงความเข้มข้นเหมือนในอดีต แน่นอนครับ รูปแบบการสอนที่เป็นเอกลักษณ์ของปอเนาะในอดีตก็หายากมาก ผมเลยไม่ได้เขียนโครงการวิจัยตามความต้องการของผมในเรื่องนี้สักที

ผมกำลังได้ข้อสรุปใหม่ว่า หากต้องการเห็นปอเนาะที่มีมนต์ขลังเหมือนในอดีต คงต้องทำวิจัยเชิงประวัติศาสตร์เสียมากกว่าการวิจัยปฏิบัติการที่ผมหวังจะทำเสียแล้วมั่ง

ถ้าจะตั้งคำถามว่า ทำไมปอเนาะเหล่านี้ไม่กลายเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ผมว่า คำตอบที่ผมอยากได้คงไม่ได้แล้วมังครับ (ออ. แต่ผมยังมีปอเนาะที่ผมคิดว่าเป็นปอเนาะในอุดมการณ์อยู่นะครับ เพียงแต่ผมยังไม่ได้ไปพูดคุยด้วยตัวเองเท่านั่นเอง)

เอาละครับ วกกลับมาเรื่องงานแต่งงานของเพื่อนผมอีกครั้งหนึ่งก่อนจบบันทึกนะครับ หลังพิธีแต่งงาน ปรากฏว่าเจ้าบ้านของติดรถผมกลับมาด้วยครับ ฮาฮาฮา จะกลับมาทำไมก็ไม่รู้ แต่งงานแล้วแท้ๆ จนถึงตอนนี้ผมยังไม่ทราบว่า เจ้าบ่าวผมไปทานข้าวเย็นที่บ้านเจ้าสาวแล้วยัง (เอาใจช่วยแล้วกัน ฮาฮาฮา)

สุดท้ายขออัลลอฮฺทรงประทานความสิริมงคลแก่ทั้งคู่ครับ ขอให้มีความสุขตลอดไป

จากเพื่อนซี้ (สารถีที่ไม่อยากไปส่งแต่ไม่อยากให้ติดรถกลับมาด้วย)