แต่เหตุการณ์Tsunamiนี้ มีลักษณะเฉพาะ คือเป็นเหตุการที่รุนแรงมากกว่า จนเกินกว่าการจัดการปกติ ซึ่งอาจจะเรียกว่า "ภาวะวิกฤต"

ข้อคิดจากการร่วมประชุมสรุปบทเรียนรู้ 3 ปีสึนามิ



นับเป็นโอกาสดีที่ได้รับการเชิญชวนจากคุณหมอบัญชา พงษ์พานิช ให้เข้าร่วมกิจกรรมในวันที่ 21 ธค. 2550
ได้มีโอกาสพบ แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ กับกลุ่ม "คนทำงานเพื่อชุมชน" ประมาณ 60 องค์กรและชาวบ้านผู้ประสบภัย

ความคิดเห็น และประสบการณ์ได้ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างน่าสนใจ จะได้สรุปประเด็น เพื่อให้ได้ไปขบคิดต่อได้ดังนี้

    ได้มีการเพิ่มมุมมองของคำว่า "ผู้ประสบภัย" และ "การจัดการ" ให้กว้างขึ้น เดิมทีกรอบความคิดเราจะมองว่า เมื่อเกิดเหตุการภัยพิบัติ
ก็ย่อมมีผู้ประสบภัยและต้องการ "การจัดการ" เพื่อบรรเทา หรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในครั้งนีั้น
แต่เหตุการ Tsunamiนี้ มีลักษณะเฉพาะ คือเป็นเหตุการที่รุนแรงมากกว่า จนเกินกว่าการจัดการปกติ ซึ่งอาจจะเรียกว่า "ภาวะวิกฤต"
ซึ่ีงด้วยความรุนแรงขนาด"มหาศาล" นี้ ได้ก่อให้เกิดผู้ประสบภัยได้ถึง 3 ระดับ


1. ผู้ประสบภัยโดยตรง ซึ่งคือผู้บาดเจ็บ ผู้สูญเสียญาติ ทรัพย์สิน ซึ่งมีจำนวนมาก อยู่กระจัดกระจาย และภาวะทางจิตใจตื่นตระหนกจนถึงขาดสติ


2. ผู้ให้ความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ หรือเอกชน อาสาสมัคร จำนวนมหาศาล จะถาโถมเข้าพื้นที่ เพื่อเข้าไปให้ความช่วยเหลือ แต่ความไม่พร้อมต่างๆทั้งในพื้นที่ที่อยู่ในภาวะขาดแคลน ความสับสนจากจำนวนคนที่มาก และความซับซ้อนของปัญหาที่ไม่เป็นไปอย่างคาด ทำให้เกิดภาวะตื่นตระหนก สับสน และขาดสติได้เช่นเดียวกับผู้ประสบภัยโดยตรง


3. ผู้บริจาค เช่นกัน ความต้องการ "ให้" ความช่วยเหลือเกิดขึ้นมากมหาศาล จนเป็น "ภาวะวิกฤต" เช่นกัน และเกินกว่าจะจัดการ เพราะผู้บริจาค "เลือก" หรือ "จัดการบริจาค" จากทัศนะคติ หรือความเชื่อของตน และไม่สอดคล้องกับความต้องการและพื้นฐานของคนในพื้นที่หรือปัญหาขณะนั้น และเกิดความตื่นตระหนกเมื่อพบเห็นสภาพพื้นที่ จนเกิดภาวะ บริจากอย่างเสียสติ จึงเข้าข่ายผู้ประสบภัยเช่นกัน

มีการแลกแปลี่ยนอย่างกว้างขวางว่า ขณะเกิดภาวะวิกฤตนั้น เกิด "การจัดการ" หรือไม่ ซึ่งต้องขยายความว่า หมายถึงการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ มีโครงสร้างการบริหาร และวิธีการดำเนินงานและวัดผล แต่ในภาวะวิกฤติ น่าจะแบ่งช่วงเวลาออกเป็น 3 ช่วงได้ดังนี้

-ระยะแรก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สับสนวุ่นวายที่สุด เพราะปัญหามีขนาดใหญ่มหาศาล และผู้ประสบภัยทั้งสามข้างต้น เข้ามาร่วมสร้างความวุ่นวายด้วย จนมองอย่างสังเกตการแล้ว ไร้ระเบียบ ไร้การจัดการ มีแต่ความสับสนและข้อผิดพลาดอย่างมากมาย แต่ในความสับสนนั้นจะพบเห็นการจัดการขนาดเล็ก ที่ปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ที่มักเรียกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพราะ "ข้อมูล" ที่ได้รับเพื่อตัดสินใจมีการเพิ่มขึ้น เปลี่ยนแปลงรวดเร็วเกินกว่า ที่จะมีการ "จัดตั้ง" การจัดการ ที่เป็นรูปแบบได้ทันเวลา และ "การสื่อสาร" เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล ล้วนติดขัดแลไม่ครบถ้วน แต่การจัดการขนาดเล็กที่มองดูแล้วสับสน กลับมีสิ่งที่เหมือนกัน คือการกำหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน และแน่วแน่ โดยมีการประชุมอย่างสม่ำเสมอเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและทบทวนเพื่อยืนยันวัตถุประสงค์ และเมื่อเกิดความสอดคล้องในเป้าหมายระหว่างหน่วยจัดการเล็กๆ ก็จะเกิดเป็นความร่วมมือกันและประสานงานเพื่อขยายผลออกไปได้มากขึ้นกว่าหน่วยจัดการขนาดเล็กจะจัดการได้ดี
    ความต้องการ ในะยะนี้ความต้องการเป็นความต้องการอย่างหยาบ คือ ต้องการให้ชีวิตรอด ต้องการความปลอดภัย ต้องการที่พัก ต้องการเสื้อผ้า ฯลฯ ในขณะที่การตอบสนองความต้องการ มีเข้ามามากมหาศาล ทั้งความช่วยเหลือ และของบริจาก จนเกินความต้องการ และไม่สามารถที่จะจัดการให้มีประสิทธิภาพได้

- ระยะกลาง
เป็นช่วงเวลาที่คลี่คลายลงมาจากช่วงแรก แต่ขนาดของปัญหา หรือวิกฤตยังคงมีมากอยู่ หลายส่วนของผู้ประสบภัยเริ่มตั้งสติได้ เริ่มเห็นการจัดการที่มีรูปแบบ และโครงสร้างมากขึ้น ข้อมูลที่เข้ามา การตัดสินใจที่ออกไปเริ่มเห็นเป็นเหตุและผลมากขึ้น และตอบสนองต่อความต้องการมากขึ้น แต่ความต้องการเริ่มมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น จากความจำเป็นพื้นฐาน โดยเฉพาะเมื่อรอดชีวิตแล้ว ก็ต้องการค้นหาญาติพี่น้องที่รอดชีวิต เมื่อพบว่าสูญเสียเริ่มที่จะมีการแสดงออกทางอารมณ์ ผู้ให้ความช่วยเหลือและผู้บริจากก็มีการปรับเปลี่ยนการทำงาน จำนวน คน ต่างไปจากระยะแรก

- ระยะยาว เป็นวิกฤตที่มีความละเอียด และเฉพาะตัวมากขึ้น ต้องการการจัดการอย่างเป็นระบบ และให้ครอบคลุมกับปัญหา แต่ผู้ช่วยเหลือ และผู้บริจากออกจากพื้นที่ไปแล้วหรือไม่ได้อยู่ในความสนใจอีกต่อไปที่จะช่วยเหลือ ทำให้เป็นวิกฤตปัญหาแบบ "วิกฤตเรื้อรัง" ที่ผู้ประสบภัยที่ยังอ่อนแอไม่เข้มแข็ง ตกเป็นเหยื่อในการถูกริดรอนสิทธิ และช่วงชิงผลประโยชน์ เกิดเป็นปัญหาเฉพาะตัวของผู้ประสบภัยที่ไม่มีใครอยากยื่นมือเข้าไปแก้ไข

ประเด็นดังกล่างเป็นประเด็นเปิดที่น่าสนใจว่า
เราจะเตรียมการแก้ไข "เหตุภัยพิบัติ" ได้อย่างไรหากมิติของ "ภัย" นั้นซับซ้อนกว่าที่เราจะเข้าใจ

น่าสนใจครับ