ชีวิตพ่อจึงเหมือนเดินบนเส้นทางสองสี ขาวกับดำ

 วันนี้ผู้เขียนไปทำความดีมาสองอย่าง อย่างแรกคือ ไปกราบพระอาจารย์ที่เคารพนับถือ เนื่องในวันครบรอบวันเกิดท่านตั้งแต่เมื่อวาน แต่ผู้เขียนติดธุระที่ กรุงเทพ เลยต้องเดินทางไปวันนี้ ท่านคงรู้สึกดีใจ ที่ลูกศิษย์ ก้นกุฏิ ไปแสดงมุทิตาจิตท่าน และสิ่งที่ท่านมอบให้ เป็นของที่ระลึก คือ สร้อยประคำ เป็นแก้วใส ท่านว่า ว่างๆ ก็นับประคำไปเรื่อยๆ จนครบ ๑๐๘ เม็ด อุบายทำสมาธิ และที่น่าประหลาดใจคือ เป็นประคำ จากประเทศอินเดีย ท่านเพิ่งจะกลับจากประเทศอินเดีย เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา นี่ขนาดแค่ตั้งใจ ว่าจะอาสาไปช่วยงานที่กุสินาราคลินิก ที่อินเดีย ยังไม่ได้กำหนดด้วยซ้ำ ผู้เขียน ก็ได้ของดีจากอินเดียเสียแล้ว คงต้องนำติดตัวไป ใช้ในยามที่ฟุ้งซ่าน มากกว่าเวลาว่างตามที่ท่านบอก เอาไว้นับทำสมาธิ

   เรื่องที่สอง คือวันนี้ได้ไปเยี่ยมคุณพ่อ ซึ่งนอนป่วย ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ พักอยู่บ้านพี่สาว ต่างอำเภอกัน มีผู้ดูแลอย่างดี แต่มาระยะหลัง การสื่อสาร แทบจะไม่ได้ บางครั้งเรียกหลายครั้งกว่าจะขาน และคนไปเยี่ยม ก็ต้องคุยไปเรื่อยๆ ฝ่ายเดียว นาน จะมีเสียงอือขึ้นมาบ้าง รักษากันสุดๆ แต่ด้วยการกระทบกระเทือน อุบัติเหตุรถชนกัน ทำให้ ได้คุณพ่อกลับมาเพียงเท่านี้

   ผู้เขียนตั้งใจไว้แล้ว ว่าทุกครั้งที่ไป จะไปเล่าเรื่องไปทำบุญในที่ต่างๆ ให้พ่ออนุโมทนา และจะสวดมนต์ทำวัตร ให้ฟัง และทุกครั้งพ่อก็จะหลับพร้อมเสียงสวดมนต์ทุกครั้งไป ผู้เขียนแค่อยากให้พ่อคุ้น กับเสียงสวดมนต์ เผื่อจะได้เอาไว้ระลึกในยามจิตว่างๆ

  ปรากฎการณ์ที่เห็นบ่อยระยะนี้คือ พ่อจะมีน้ำตาไหล ผ่านหางตาเกือบทุกครั้ง

  วันนี้ขณะที่พ่อหลับตาฟังผู้เขียนสวดมนต์ แล้วมีน้ำตาไหล ผู้เขียนเกิดอาการสงสาร สะเทือนใจ ต้องเห็นสภาพแบบนี้ มันรู้สึกจุกในลำคอ เกือบสวดต่อไม่ได้ แต่ ก็ระงับใจ จนที่สุดก็สวดจบ

   ผู้เขียนไม่ได้ดูแลพ่อใกล้ชิดนัก เพราะอยู่คนละที่ แต่ก็จะหมั่นไปเยี่ยม ซ้ำตั้งแต่เด็ก ตัวเองก็ไม่สนิทกับพ่อ เท่ากับแม่ เพราะพ่อจะดุ ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ และพ่อจะเป็นคนที่ช่วยเหลือตัวเองตลอด แข็งแรง ไปไหนมาไหนคนเดียว จนสุดท้าย วันที่รถชนกัน พ่อก็ขับรถเอง ในวัย 76 ปี

   สงสารพ่อ เห็นสังขารพ่อแล้ว ให้มีความคิดว่า จะทำอะไรให้พ่อได้บุญกว่านี้ไหม ถ้าจะเอาสังขารมา เป็นการระลึกถึงกรรม ที่พ่อได้ทำมา และ ผู้ได้อ่านเรื่องราว บังเกิดความเกรงกลัวต่ออกุศลกรรมที่บางขณะ พ่ออาจพลั้งเผลอกระทำไป  จากการได้เรียนรู้จากสังขาร ที่มองคราวใด ก็ให้รู้สึกสลดใจทุกคราวไปนั้น ก็จะแปรเปลี่ยน ความคิดของตน ทำให้จิตเกิดกุศลกรรมได้ พ่อของผู้เขียนก็จะได้รับอานิสงค์ แห่งการเป็นอาจารย์ใหญ่ ทั้งๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ มากพอจะดลบันดาล ให้พ่อได้สติกลับคืนมา และระลึกถึงกุศลกรรมที่ทำมาไว้ได้ ก่อนถึงวัน หลับตาลาโลกจริงๆ

   ข้อเขียนต่อไปนี้ ขออนุญาตคุณพ่อบำเพ็ญ ตันติราพันธ์ ของลูก ลูกจะขอนำเรื่องราวการดำเนินชีวิต อาจด้วยภาวะจำยอม จำเป็น  แต่ผลลัพธ์ของกรรม ทำให้พ่อตกอยู่ในสภาพดังนี้ ไม่ได้มีเจตนา ล่วงเกิน หรือทำให้เสื่อมเสีย แต่จะเป็นกุศลต่อพ่อผู้เป็นเจ้าของเรื่องราวมากกว่า ที่จะทำให้ผู้อ่าน รวมถึงตัวลูกด้วย จะได้ถือเป็นอุทาหรณ์สอนใจตนต่อไป

   ผู้เขียนจับมือ ของพ่อขึ้นมาพิจารณา เห็นมีความดำคล้ำ แห้งๆ เหมือนไม่มีชีวิต ข้อมือถูกผูกด้วยผ้า โยงกับขอบเตียง ถ้าปล่อย พ่อจะใช้มือ เกาผิวหนังตัวเอง ตามแต่มือจะไปถึง ด้วยความรุนแรง จนผิวหนัง หลุดติดมือมาทีเดียว จากนั้น ก็ต้องรักษา กันจนกว่า รอยข่วนจะหาย ผู้ดูแลจึงต้องระวังเป็นพิเศษ มองแล้วเหมือนการทำร้ายตัวเอง ใครเข้ามาครั้งแรก ก็จะนึกสงสาร เพราะเหมือน คนถูกมัด ตลอดเวลา บางครั้งผู้เขียนเองก็พยายามระลึกตามหลัก พุทธศาสนา ที่ได้ศึกษามาบ้าง ว่า ทำไม พ่อจึงเป็นเช่นนี้ การเจ็บป่วย หรือร่างกายถูกทำร้าย เหล่านี้ กรรมที่เด่นชัดคือ กรรม ปาณาติบาต หรือกรรมฆ่าสัตว์ ซึ่งก็น่าจะจริง แต่ผู้เขียนไม่ได้ระบุว่า นี้เป็นกรรมเก่า หรือกรรมใหม่ของพ่อ แต่พ่อก็เป็นคนหนึ่งที่ฆ่าสัตว์จำนวนมาก แทบนับไม่ถ้วนในชาตินี้ ด้วย เดิมครอบครัวเราอยู่ในชนบท ที่เป็นป่าก็ว่าได้ พ่อจะต้องหาอาหารที่เป็นสัตว์ทั้งบกทั้งน้ำ ตั้งแต่กบ ปลา เก้ง กวาง กระต่าย นก แมงดาฯลฯ เพื่อมาเลี้ยงครอบครัว นานวันเข้า แม้การซื้อหาอาหารสะดวกแล้ว แต่พ่อก็ยังฆ่าอยู่ เวลาพ่อได้สัตว์มาก็จะมัด ขา แบกหามกันมา แต่ผู้เขียนยังเล็กมาก จึงไม่ทราบว่า สัตว์เหล่านั้น ถูกยิงตายมาเลย หรือมีความทรมานไหม หรือมีสัตว์หนีรอด แต่ไปเจ็บตายสักเท่าไหร่ เหล่านี้ แม้พ่อทำด้วยความจำเป็น แต่กฏแห่งกรรม เที่ยงแท้เสมอ ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงผลได้

 ต่อมาเมื่อพ่อแก่ตัวลง พ่อก็หันหน้าเข้าวัด พาคนไปสวดมนต์ ทำบุญ ตามสถานที่ต่างๆ และวันที่ประสบอุบัติเหตุ พ่อก็พาคนไปสวดมนต์

  พ่อใจนักเลง เวลาคนมาบ้าน พ่อจะเลี้ยงดูใหญ่โต พ่อให้ที่สร้างวัด สร้างโรงเรียน ชีวิตพ่อจึงเหมือนเดินบนเส้นทางสองสี ขาวกับดำ ซึ่งเมื่อพ่อต้องล้มป่วย กรรมต่างๆ จึงตอบสนองพ่อดังนี้

   กรรมดำ ทำให้พ่อนอนเป็นอัมพาฒ ความจำเหลือน้อยมาก ลางเลือน ผิวหนัง จะมีการลอกหลุด เห็นเลือดไหลเอง บางครั้ง ใช้มือ หยิกข่วนผิวหนังให้ได้เจ็บ พ่อจะมีแผลตลอดเวลา เป็นๆหาย กินยา ทายาอะไรก็ไม่หาย แพทย์โรงพยาบาล ก็หมดปัญญา แต่บทจะหายก็หายเอง แล้วก็เป็นอีก ดังนี้ มองผิวเหมือนหนังกบ ข้อมือถูกมัดตรึงเอาไว้เหมือนพ่อเคยมัดสัตว์

 กรรมขาว พ่อนอนพักในห้องอย่างดี มีคนดูแลเฉพาะ เขารักพ่อด้วย เต็มอกเต็มใจ ทำให้ทุกอย่าง แม้กระทั้ง ล้วงอุจจาระให้ทุก ๓ วัน เป็นหลานสะใภ้ อาหารการกิน พ่อกินอาหารปั่นได้ทุกวัน ย่อยได้ระบบทางเดินหายใจปกติ ธรรมดาคนนอนนานๆ จะน้ำท่วมปอด เสียชีวิต แต่พ่อไม่เป็น

   การนำชืวิต ในบางส่วนของพ่อมาเป็นตัวอย่างนี้ ผู้เขียนตั้งใจจะย้ำเตือนตัวเอง และแบ่งปัน สิ่งเหล่านี้ ไว้ให้ กัลยาณมิตร ที่ผ่านมาอ่าน ได้ข้อคิดเตือนใจ และดำเนินชืวิต ด้วยความไม่ประมาท ในบุญบาป

  หากจะเกิดบุญกุศล ก็ขอให้พ่อ ในฐานะ อาจารย์ใหญ่ ผู้กำลังแสดงสภาพสังขาร ให้ได้ดูเห็นกัน เป็นธรรมทานนี้ ขอพ่อจงได้มีสติกลับคืนมาในเร็วพลัน ให้ลูกได้เห็น ก่อนที่ลูกจะต้องจากไปต่างแดน จะได้อุ่นใจว่า เมื่อถึงเวลา พ่อจะได้มีสติ ฟังคำบอกทาง ไปสู่สุคติ ได้อย่างชัดเจน