<p>คิดคำนึงถึงความตาย (ต่อ) </p><p> </p><p>การวางแผนทางการเงินสำหรับการศึกษาของทายาท การดำเนินการทางธุรกิจ(พันล้าน)ต่อเนื่องจากเรา อสังหาริมทรัพย์..อยู่แห่งหนไหนบ้างทรัพย์สินมีค่าสัญญาให้เช่า/หรือกรณีเราเป็นผู้เช่าเช่าบ้านเช่าที่ทางทำกิน....</p>ยังสิ่งที่คิดว่าสำคัญมากๆสุด...ผู้ที่เราไว้วางใจสุดในการเป็นผู้ดูแลบ่มปกครองเลี้ยงดูลูก...ของเรา โอ้หลายต่อหลายข้อนะที่โยงไปจากการคิดคำนึงถึงความตาย <p>นี่ยังไม่ได้พูดถึงแง่มุมความสุขที่เกิดได้ง่ายๆจากการคิดคำนึงเรื่องความตาย..ที่ว่า</p><p>ความตายไม่ได้นำมาซึ่งความเศร้าโศกเพียงมิติเดียว</p><p>ความตายมีความสุขในตัวเองได้</p>คนที่เรารักหลายๆคนตายจากเราไปเราย่อมเกิดความอาลัยทุกข์คิดถึงครุ่นคิดปฏิเสธ...ไม่ใช่น่ามันเป็นแค่เพียงความฝันร้าย <p>สักระยะปฏิกริยาที่ปฏิเสธลดลงไปเริ่มซึมเศร้าโธ่ทำไมเขาต้องจากพรากตายไปจากเราเร็วนักหลังจากนั้นก็เกิดความโกรธ...ทำไมจึงต้องเป็นเราที่ถูกทิ้ง..โอ๊ะโอพูดผิดทำไมเขาคนที่เรารัก(และเราคิดว่ารักเราด้วย)จึงต้องตายจากเราไปด้วยนะกว่าจะถึงระยะที่ยอมรับว่า</p>มันเป็นความจริง <p>เหตุการณ์นี้มันเกิดผ่านไปแล้วจริง</p><p>เขาตายจากเราไปแล้ว</p>เขาตายจากเราไปแล้ว..จริงๆ <p>กว่าจะผ่านภาวะนี้เจ็บปวดทุรนทุรายมากน้อยขึ้นอยู่กับต้นทุน</p>...ของเราเคยฝึกเคยพิจารณามรณานุสติหรือเปล่า <p>เคยคิดคำนึงถึงบ้างหรือเปล่า</p><p>ตัวเราเองด้วยเคยคิดบ้างไหมว่า..ถ้าพรุ่งนี้เราต้องตายเราจะทำอะไรบ้าง</p>อีกแบบนะคะลองคิดใหม่..สมมุติผู้จากพรากตายจากเราไปเป็นคนสูงอายุมากๆสักคน <p>สมควรแก่วัย(อายุสักเท่าไรบอกยากตัดสินใจยากตัวเลขแน่นอนไม่มีใครกล้าระบุไว้) หมดอายุขัยนั่นแล...</p>เราลองคิดใหม่ว่าเขาหมดอายุหมดการวนเวียนชดใช้ชีวิตในชาตินี้ภพนี้วาระนี้ <p>เขาไปรอเราก่อน..ดั่งวรรคทองหนึ่งที่ว่าไปก่อนถึงก่อนได้พักก่อน</p>การคร่ำครวญยื้อยุด..ผู้ที่เรารักคนนี้ไว้..ไม่ถูกต้องแล้วเพราะหมดเวลาของเขาเขาต้องไป (พรหมลิขิตไว้) ไปเป็นผู้รอเรา..สักพักเราคงตามไปเราควรมีใจเบิกบานมากกว่าก่นเศร้า <p>หรือ..บางคนเขาใช้ชีวิตและมีภาระการงานครบถ้วนแล้วในภพนี้ถึงเวลาที่ต้องไปปฏิบัติหน้าที่อีกภพแล้ว...มันเป็นอย่างนั้นเองอาจได้ขึ้นสวรรค์</p>จุติเป็นเทพ..หรืออีกสภาวะใดสภาวะหนึ่ง <p>เราควรพลอยยินดีกับเขา..ถูกต้องกว่า..ใช่มั้ย..คะบางศาสนา</p>..เขาจึงจัดงานฉลองที่ปราศจากความโศกเศร้าเขาร่วมร้องเพลงกันด้วยซ้ำเพลงที่คนจากไปรักเป็นพิเศษบางคนก็ระบุให้คนใกล้ตัวได้ทราบไว้ว่า..โปรดอย่าโศกเศร้า <p>ขอให้มีความสุขรำลึกถึงกันได้...ในแง่งดงาม</p><p>(ปล. การตายจากกัน รวมไปถึงการตายจากกันทางความรู้สึก จิตวิญญาณ...ด้วย..นะ..น่าจะใช่.....)</p>
คิดคำนึงถึงความตาย ต่อ
การตายจากกัน รวมไปถึงการตายจากกันทางความรู้สึก จิตวิญญาณ...ด้วย..นะ..น่าจะใช่.....)
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
มาหาอ้วน · 21 ธ.ค. 2550
ภูสุภา · 21 ธ.ค. 2550
ภูสุภา · 21 ธ.ค. 2550
สุภาพรรณ สิงห์คราม · 21 ธ.ค. 2550
เดชา · 21 ธ.ค. 2550
ชีวิต, เปลี่ยนได้เสมอ, เสมอ
วันหนึ่งย่อมเจอะเจอสิ่งหลากหลาย
สุขบ้าง ทุกข์บ้าง ประปราย
แต่ชีวิตก็เปลี่ยนได้ไม่เว้นวัน !
เป็นความจริง คนที่เคยเจ็บปวดจะเข้าใจ รู้ว่าในช่วงเวลานั้น ไม่มีใครปลอบใจ หรือผ่อนคลายความเศร้าหมองในจิตใจ นอกจากตัวเราเอง แม้จะมีคำปลอบโยนมามาย ความห่วงใยจากคนรอบข้าง หากจิตใจของเราคิดได้ด้วยตัวเองไม่ได้ ก็ไม่มีประโยชน์อันใด ใจมันถวิลหาบุคคลอันเป็นที่รัก ความตายทำให้เราคิดได้ ว่า ไม่มีใครจะอยู่คู่กันตลอดชีวิต…. ไม่มี … ที่สุดเราเกิดมาเพียงผู้เดียว….. ก็ต้องจากไป….เพียงผู้เดียว แต่กระนั้นก็ยังสภาวะต่างๆเข้ามาทำให้..คนเรามีอารมณ์ …..ความรู้สึกและเยื่อใยต่อสรรพสิ่ง…ยังมีหัวใจที่อ่อนแอ..ต้องการบุคคลที่มาทดแทนความรักที่ขาดหายไป….แต่ตามหาอย่างไรก็ไม่…พบเจอ..แม้แค่เงา ที่สุดแล้วก็พลัดพราก…ต่อให้ร้องไห้ให้น้ำตาเป็นสายเลือด..ก็ไม่ได้สิ่งที่หวัง..ขอบคุณ…. ณ ที่แห่งนี้ให้บอกเล่า เรื่องราวจากหัวใจให้คลายเศร้า..สักเล็กน้อยก็ยังดี ขอโทษที่รบกวน แต่อยากจะระบายความคิดที่มัน เก็บไว้..นาน..แสนนาน…ไว้ไม่ให้ผู้ที่เรารู้จัก เป็นทุกข์ แม้คืนวันผ่านพ้นไป..เหมือนเรายังนั่งอยู่ที่เดิม..เจ็บปวด…กับความเป็นจริง..ได้ร้องไห้แล้ว..สบายใจขึ้นคะ
ทางธิเบต เขาสอนว่า ความตายไม่ใช่สิ่งที่น่าโศกเศร้าค่ะ
4. ครูเอ คะ
เข้าใจนะคะ มาแวะคุยได้อีกเรื่อย ๆ ค่ะ
สาธุ...^__^
พระพุทธเจ้า...ท่านเมตตาสอนสั่งว่า.."ความตายไม่ใช่ศัตรู"
หากแต่คือ ความดีงามครั้งสุดท้ายที่เราจะได้มีโอกาสทำ ก่อนดวงจิตดวงสุดท้ายนี้จะดับสูญไป
ปล่อยว่าง วางจากทุกสิ่ง... ดับไปด้วยกระแสจิตสุดท้ายจะดับด้วยความเบิกบาน โปร่ง โล่ง...
"ฝึกเผชิญหน้าต่อความตาย"... ทำให้การดำรงอยู่ในห้วงเวลาที่เหลืออยู่นี้มีความหมายอย่างยิ่งค่ะ
(^_____^)
ขอบพระคุณสำหรับบันทึกนี้นะคะ
กะปุ๋ม
คนที่ไม่เข้าใจกันสิ แม้มีชีวิตอยู่เคียงกัน อาจจ่อมจมกับความทุกข์ก็ได้ ขอบคุณค่ะ
แปลกนะคะต่างเวลา ต่างสถานที่แต่เราสองคนคำนึงถึงเรื่องเดียวกันสองเรื่องแล้ว
เมื่อวานเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา วิปัสสนา(ในอนุทิน)
หลักสูตรที่มัทเรียนมีเรื่อง Death and Dying เป็นวิชาสำคัญ คุยกับคนที่นับถือศาสนาอื่นในเรื่องนี้ต่างกับการคุยกับคนใกล้ชิดพุทธมากเลยค่ะ เวลาสัมมนาในห้องเรียนนั้นต่างจากการลงความคิดเห็นของสมาชิก GTK ในบล็อกนี้มาก : )
ชอบที่ครูเอเขียนค่ะ เพราะการสื่อสารให้คนที่ทุกขเวทนาอยู่มากๆกลับมามองเห็นสัจธรรมในเวลาอันเร็วนั้นทำได้ยากมาก เราจะมาบอกว่าให้ทำใจง่ายๆให้เค้าเข้่าใจนั้นยาก ต้องมีศิลปะในหารสื่อสาร เค้าไม่ผิดถ้าเค้ายังจมในทุกข์อยู่ เราต่างหากที่ต้องเจริญเมตตามีความกรุณาให้กล้า มัทถึงกับต้องซื้อหนังสือฝรั่งชื่อ "I don't know what to say" มาลองอ่านเลยค่ะ เป็นหนังสือสอนการสื่อสารโดยเฉพาะกับคนที่ไม่ได้นับถือพุทธ อ่านไปอ่านมา เอาเข้าจริงมัทก็พูดสั้นๆแบบพุทธๆผสมคริสต์หรือก็ไม่พูดเลยเขียนการ์ดในแนวที่แสดงความเห็นอกเห็นใจคนที่เหลืออยู่ข้างหลัง....แสดงความเห็นใจมากกว่าจะสอนเค้าให้ทำใจ ให้เวลาเค้าเศร้าซักพัก แล้วค่อยเปรยๆเรื่องไตรลักษณ์
พระพุทธเจ้าเป็นครูที่สอนเก่งมากๆ มัทสงสัยซะแล้วว่าท่านจะพูดหรือทำอย่างไร ประมาณว่าประโยคเด็ดสอนคนแต่ละประเภทคืออะไร
ฝากบันทึกเก่าไว้ให้ค่ะ (เขียนไว้นานแล้ว จากวันนั้นถึงวันนี้ได้เห็นความเจ็บความตายเพิ่มมาอีกโข)
One short sleepe past, wee wake eternally,
And death shall be no more,
death thou shalt die.
โดย John Donne 1572-1631
"แล้วความตายก็ตายจบไปเช่นกัน"
ทุกครั้งที่เรย์กลับไปเยี่ยมพ่อที่สุสาน จะเห็นข้อความที่เขียนไว้หน้าประตูค่ะ
"เมื่อก่อนเราอยู่กับท่าน แต่อีกไม่นานท่านต้องมาอยู่กับเรา"
แต่การตายจากกันจากความรู้สึกนี่มันเจ็บยิ่งกว่านะคะ
น้องมัทรู้มั้ยคะเรื่องนี้พี่คิดไว้ตั้งแต่วันที่ให้กำเนิดลูก "น้องภู"
พี่ตั้งใจว่า
จะเขียนเล่าประวัติ ชีวิต การงาน แนวความคิดฯลฯ ทั้งของเราและคุณพ่อขายาว โดยไม่จำกัดหัวข้อเรื่อง ไม่จำกัดว่าเขา..หมายถึงลูกของเราจะต้องยึด หรือเอาเรา(พ่อ+แม่)เป็นต้นแบบหรือ อะไรต่อมิอะไร..เพียงแต่คงมีบทคำนำไว้ว่า..อ่านหน่อยนะลูก..ฮา
ถึงทุกวันนี้ได้อย่างมากสุดคือจดเป็นไดอารี่ จดหมายพูดคุย ก็ยังไม่ใช่ mile stone ที่ตั้งไว้
รออีกนิดครับ..ลูก
"แล้วความตายก็ตายจบไปเช่นกัน" (น้องหมอมัท)