เลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคมนี้ มีใครหรือพรรคไหนอยู่ในใจแล้วหรือยังครับ? อย่าลืมว่า คุณภาพของการเมือง ไม่มีทางดีไปกว่าคุณภาพของผู้เลือกนะครับ
เท่าที่เห็นรู้สึกว่า แนวโน้มการหาเสียงของพรรคต่าง ๆ ออกไปในทางตอบรับกระแสเฉพาะหน้า เช่น สมานฉํนท์ ราคาสินค้า ราคาพลังงาน ก็เข้าใจได้ครับ แต่น่าเสียดายที่ไม่ค่อยเห็นพรรคไหนมองการณ์ไกล ฤานี่คือชะตากรรมของประชาธิปไตย?
่วันนี้เห็นในรายการโทรทัศน์ มีการตั้งคำถามต่อผู้นำของแต่ละพรรคเรื่อง "เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการใช้พลังงานนิวเคลียร์" พิธีกรให้ตอบเพียงเยสหรือโน ทั้ง ๆ ที่นี่เป็นเรื่องระยะยาว เพราะแม้จะบอกว่า "เยส" และเดินหน้าเต็มที่ในวันนี้ ไทยก็จะยังไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใช้งานได้ จนกว่าจะอีกสิบกว่าปีโน่น (ต้องเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน ฯลฯ)
เรื่องสำคัญบางอย่างต้องมองไกลครับ วันศุกร์ที่ 21 ธ.ค. นี้ (ก่อนจะกลับบ้านไปเลือกตั้ง) ถ้าใครสนใจเรื่องแบบนี้ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้จัดให้มีการศึกษาเรื่อง "5 สิ่งท้าทายอุบัติใหม่ของประเทศไทย" และจะจัดให้มีการสัมมนากันทั้งวัน ที่โรงแรม Swissôtel LE CONCORDE ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ โดยครึ่งวันเช้าจะเป็นการเสวนาในห้าเรื่องท้าทาย (นิวเคลียร์, โลกร้อน, จีเอ็มโอ, ไอซีที, สังคมวัยวุฒิ) และบ่ายจะเป็นการอภิปราย แยกไปตามแต่ละเรื่อง มาช่วยกันแสดงความคิดเห็นกันก็ดีนะครับ ฟรีไม่เสียสตางค์ ผมฝากลิ๊งค์ไว้ให้ข้างล่างนี้ด้วย
อ้อ... อยากให้หลาย ๆ พรรคการเมืองมาฟัง เผื่อจะมีไอเดียไปคิดนโยบายดี ๆ ที่มองไกลให้ประเทศน่ะครับ
สวัสดีค่ะ
ไม่ได้ไปร่วมสัมมนาเรื่อง 5 สิ่งท้าทายนี้ในวันที่ 21 ธันวาคม แต่ได้มีโอกาสอ่านอย่างเร็วจากที่อาจารย์ได้ลิ้งค์ไว้ น่าสนใจค่ะ
จากที่ได้ทำงานการมีส่วนร่วมกับกลุ่มต่างๆ และความสนใจในนโยบายสาธารณะ และการที่ดิฉันได้เป็นหนึ่งแรงเล็กๆในเครือข่ายสิ่งแวดล้อม และเครือข่ายผังเมือง เรื่องที่อาจารย์กำลังทำการศึกษาอยู่นี้ มีหลายประเด็นที่ดิฉันเคยตั้งคำถามที่ตัวเองสนใจว่าจะมีกระบวนการไปสู่การคิดร่วมกันต่ออย่างไรดี
เป็นต้นว่า เมื่อพูดถึงการตั้งถิ่นฐาน หลายคนมักนึกถึงผังเมือง แต่ในประเด็นเรื่องของ climate change นี้ การคิดถึงรูปแบบการอยู่อาศัยในอนาคต จะมีวิธีการคิดเปลี่ยนไปไหม อย่างไร เราอาจมีวิธีการดำรงชีวิตที่ต้องปรับตัว ปรับกิจกรรม และส่งผลต่อลักษณะการใช้พื้นที่ การใช้ที่ดิน และรูปแบบอาคาร พื้นที่สาธารณะ แล้ก็ผังเมือง แล้วก็ส่งผลต่อการใช้พลังงาน โดยเฉพาะภายใต้ข้อจำกัดของที่ดิน ทรัพยากร และพลังงาน
อนาคต เรายังจะมีวิธีการคิดการพัฒนาเมืองในแบบเดิมหรือเปล่า
จะเกิดเป็น Growth Center หรือเป็น subcenter หรือ self center หรือ รูปแบบ function center ที่เป็น network ดิฉันยังแสวงหากระบวนการคิดนี้อยู่ไม่จบค่ะ
หรือจะ no center แตผู้คนอาจมีการสื่อสาร ปฏิสัมพันธ์ ในแบบใด เป็น community แบบใดที่จะเปลี่ยนไป ก็ยังไม่ทราบ
ดิฉันนึกถึงหนังสองเรื่อง ตอนเด็กๆ คือ ยุคจรวดที่ผู้คนติดใบพัดบนศีรษะร่อนไปไหนมาไหนเอง แล้วก็เรื่องมนุษย์ยุคก๊องกับแช๊ด Flintstone Fred กับ Barney
อาจมีย้อนรอยหรือเปล่านะ
ถ้าเอาห้าประเด็นมารวมกันยิ่งเห็น สิ่งที่ต้องร่วมกันคิดมากขึ้น
aging จะ mature และดำรงชีวิตอยู่ในสังคมที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงในสิ่งอุบัติใหม่นี้อย่างไร
และที่สำคัญ คือ สังคมของวัยที่เป็น dot com generation นี้ จะก้าวไปสู่สังคมวัยวุฒิ ที่มีความผูกพันทางสังคมอย่างไร สังคมที่ปัจจุบันมีลักษณะ individualมาก จะก้าวสู่ mature ที่ไม่มี society ไหมหนอ
เทคโนโลยี จะเปลี่ยนรูปแบบการอยู่อาศัย การเดินทาง และระบบการขนส่ง megaprojects ต่างๆ ไหม
คงมีประเด็นอื่นอีกมากนะคะ
ดิฉันอ่านแล้ว มีคำถามในใจมาก ถึงอนาคตของสังคม
เชื่อว่า คณะทำงานคงมีคำถามที่เห็นประเด็นต่างๆมากมาย ที่นำไปสู่การขับเคลื่อนเพื่ออนาคตต่อไปที่ละขั้นตอน
บางขั้นตอน เมื่อเทียบกับสถานกรณ์จะช้าไปหรือเปล่า ก็ไม่ทราบได้
ขอเป็นกำลังใจกับงานดีๆนี้ค่ะ
ดิฉันมีความเชื่อว่า การเกิดคำถาม จะนำไปสู่การค้นหาคำตอบเสมอ และคำถามยิ่งมาก ยิ่งทำให้เกิดการแตกยอดทางความคิดที่หลากหลายค่ะ เหมือนระบบนิเวศที่มีความหลากหลายนะคะ
อนาคต นอกจาก 5 สิ่งนี้ คงมีเรื่องอื่นอีกมากที่ต้องคิด
ดิฉันเคยได้มีโอกาสอ่านข้อเขียนของท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (พระธรรมปิฎก) ที่จดจำไว้ตอนหนึ่งพอสรุปได้ว่า
...ในขณะที่มนุษย์จัดการกับธรรมชาติเพื่อความอยู่รอดของมนุษย์นั้น ธรรมชาติเองก็มีการปรับตัว และธรรมชาติจะสื่อสารกับมนุษย์ด้วยเหตุการณ์ต่างๆ
และวันหนึ่งการปรับตัวของธรรมชาตินั้น อาจไม่มีมนุษย์เหลืออยู่เลยก็ได้...
เวลาที่ทำงานกับมิตรสหายในเรื่องโลกร้อน ดิฉันมักนึกถึงข้อเขียนนี้เสมอค่ะ
เราเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ เมื่อระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงไปเพราะมนุษย์ เราจะจัดการหรืออยู่ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงนั้นอย่างไร การอยู่ร่วมกันในองค์รวมนี้ในอนาคตจะเป็นอย่างไร
ก้าวแรกจะจัดการจากภายในหรือภายนอกดี
ดิฉันคิดไปเรื่อยๆ ยังไม่มีคำตอบใดเป็นคำตอบสุดท้ายค่ะ
ดีใจค่ะ ที่ผ่านมาเห็น blog ของอาจารย์ ได้อ่านเรื่องลำพูน น่าสนใจมาก
ดิฉันได้รับการขอร้องจากเครือข่ายต่างๆภาคประชาชน ที่อยากมีส่วนร่วมคิด ร่วมทำแผนเมือง ชุมชนในอนาคตของเขา ในท่ามกลางจุดเปลี่ยนต่างๆ โดยเฉพาะที่นนทบุรี ที่สวนถูกเปลี่ยนไปเป็นเมืองหมด
ดิฉันยังนึกถึงเรื่องการมองอนาคตที่เคยมีโอกาสไปร่วม แต่ดิฉันไม่มีความรู้เรื่องนี้ในเชิงวิชาการ คงทำงานในเชิงกระบวนการ เสาะแสวงหาองค์ความรู้และความร่วมมือจากเครือข่ายต่างๆ ในการขับเคลื่อนตามกำลังของภาคพลเมืองทีละขั้นตามกำลังของเราค่ะ
ขอเป็นกำลังใจให้ หากมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนทางความคิดที่จะเป็นประโยชน์ ดิฉันยินดีค่ะ
และโดยส่วนตัว ดีใจค่ะที่คณะของอาจารย์ได้ทำการศึกษานี้ ทำให้เรามีความหวังที่จะเห็นใบไม้ผลิ แตกยอดใหม่ และงอกงามเติบโตในอนาคตอีกค่ะ
ภารนี สวัสดิรักษ์
อาจารย์ภารนีครับ ขอบคุณที่มาร่วมต่อยอดความรู้นะครับ
งานวิจัยชิ้นนี้ คงไม่อาจสมบูรณ์ได้ ถ้าไม่มีความคิดเห็นจากเครือข่ายภาคประชาชน เข้ามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแชร์ไอเดียด้วย หลาย ๆ คำถามของอาจารย์ ผมก็ยังไม่มีคำตอบครับ
<ul>
</ul>หวังว่าคงได้มีโอกาสร่วมงานกับอาจารย์ และเครือข่ายผังเมืองเพื่อสังคมครับ
สวัสดีค่ะ
น่าสนใจค่ะ ดิฉันคิดว่า keywords สำคัญ ที่อาจารย์เขียน คือ individual , เครือข่าย,ประสานวัย เป็นประเด็นที่ดิฉันให้ความสนใจในการทำงานผังเมืองเป็นเครือข่าย
ดิฉันได้มีโอกาสคุยกับผู้สูงอายุหลายคน เกษียณแล้ว แต่สมองเต็มไปด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมา หลายท่านคุยกับดิฉันว่า สังคมผู้สูงอายุนั้น ท่านไม่ได้ต้องการผู้ดูแล หรือสังคมที่มีแต่ผู้สูงวัย มีแต่คนแกคุยกันเพียงเท่านั้น การมีประสบการณ์แลกเปลี่ยนกับคนต่างวัย คือการอยู่ร่วมกันในโลกแห่งความเป็นจริง และยังมีเรื่องอื่นๆ ไว้คุยกันทีหลังนะคะ
ดังนั้น ประเด็นประสานวัยนี้ เป็นเรื่องสำคัญนะคะเวลาที่เราทำแผน หรือผังเมือง เพราะเป็นนโยบายสาธารณะสำหรับทุกวัยและทุกกลุ่มด้วยค่ะ
ดิฉันได้อ่านเรื่องน้องฟ้าไปปฏิบัติธรรม ไปหาคุณยาย
เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากที่เวลานี้ การปฏิบัติธรรมนอกวัดมีมากขึ้น
หากมองเหรียญสองด้าน ด้านหนึ่งน่ายินดีที่ผู้คนแสวงหาเส้นทางสู่ปัญญา ความสงบ
อีกด้านหนึ่ง ก็น่าฉงนว่า การปฏิบัติธรรมในวัด น้อยลง ผู้คนเข้าวัดน้อยลงหรือไม่ เพราะเราได้เห็นพุทธพาณิชย์โดยรอบและ ในวัดมากขึ้นค่ะ
ครอบครัวดิฉัน ก็ไปปฏิบัติธรรมในสถานที่ที่ไม่ใช่วัด เป็นกลุ่มที่ประสานวัย ค่ะ
นานแล้ว ดิฉันเคยไปกราบและเจริญสติ โดยมีหลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ ทั้งที่จังหวัดเลยและวัดสนามใน ท่านเมตตาแนะนำการเจริญสติ
ท่านเคยบอกว่า วัดอยู่ที่บ้านนั่นแหละ อยู่ทุกที่ ถ้าเราปฏิบัติ ให้สติจะอยู่กับเรามากที่สุด ให้เกิดปัญญา
การปฏิบัติธรรมประสานวัยนี้นี้ เป็นสิ่งหนึ่งที่ดิฉันคิดว่า น่าสนใจนะคะ
ช่วยทำให้เกิดพลังจาก individual moral มาสู่ group moral และหวังว่าจะนำไปสู่ public moral
ดิฉันเคยทำงานธรรมะอาสาสมัยเรียนจบใหม่ๆ
เคยให้เด็กๆสะท้อนความรู้สึกในวันมาฆบูชา
เมื่อยี่สิบปีก่อน เด็กๆวาดรูปไม่ต่างกันมาก คือ ใส่บาตรทำบุญ พระจันทร์เพ็ญ ทำนองนี้ค่ะ
เมื่อสองปีก่อน ดิฉันขอให้เด็กๆสะท้อนความคิดในวันเดียวกันนี้
ภาพวาดที่ดิฉันได้ภาพหนึ่งเมื่อสองปีก่อนคือ รูปสถานบริการในชุมชนที่เด็กๆอาศัยอยู่ แล้วมีป้ายติดว่า วันมาฆบูชา หยุดบริการ 1 วัน
เป็นภาพที่ดิฉันจดจำ สะเทือนใจ และนี่เป็นประเด็นที่นักผังเมือง (รวมทั้งนักการเมืองด้วยแน่นอน) ต้องถามตัวเองว่า การพัฒนาบ้านเมืองนี้ มีผลต่อการรับรู้ของวัยต่างๆอย่างไรบ้างค่ะ
ทำให้พยายามอ่าน Hidden Connections ของ Capra
วันนี้จบแค่นี้นะคะ ยินดีที่ได้แลกเปลี่ยนค่ะ ดิฉันชอบคุยและอยากรู้เรื่องที่เราไม่เคยรู้ ว่าจะมีจุดเชื่อมต่อกันตรงไหนกับชีวิตเราค่ะ แต่ทำblog ไม่เก่งค่ะ แล้วก็ไม่เก่งภาษา พอใช้งานได้นิดหน่อยค่ะ
ฝากชม น้องฟ้ากราบพระ ได้งามมากค่ะ
อาจารย์ภารนีครับ
<ul>
</ul><p> </p>
สวัสดีค่ะ
ขอบพระคุณค่ะ
อาจารย์กัลยาครับ ขอบคุณที่มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับ