ดิฉันเชื่อในเรื่อง "ปฏิบัติ" แล้ว "ปริยัติ" จะตามมาเอง ท้ายสุด เกิด "ปฏิเวธ" ....ได้ค่ะ...
ช่วงเดือนนี้ดิฉันยุ่งอยู่ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นเสียเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่วันนี้นั่งพัฒนาโมเดลการสร้างความรู้ในการพัฒนาสุขภาพชุมชนสู่การพึ่งตนเอง ที่ภาควิชาเทคโนโลยีการศึกษาอยู่นั้น ก็ได้รับโทรศัพท์จาก สวรส. เพื่อเรียนเชิญไปจัดทำคู่มือการทำ R2R .ในวันที่ 27 ธันวาคม 2550 ที่จะถึงนี้ ดิฉันก็เลยสอบถามไปว่า ทำไมเร่งด่วนอย่างนี้ ก็ได้รับคำตอบว่า “เพิ่งติดต่อคุณหมออัครินทร์ได้ ซึ่งท่านยุ่งมากต้องถือท่านเป็นหลักจึงจะนัดหมายคนอื่นได้ (ก็ไม่ว่าอะไรค่ะ เพราะท่านถนัดและรับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง) เพิ่งนัดหมายท่านได้ ซึ่งท่านมีเวลาให้ประมาณครึ่งชั่วโมงที่จะมาเข้าร่วมประชุม”ซึ่งดิฉันก็เรียนถามว่า “ให้ดิฉันเดินทางไปจากจังหวัดยโสธรเพื่อเข้าร่วมประชุมด้วยครึ่งชั่วโมงนี้เหรอคะ”ซึ่งก็ได้รับคำตอบกลับมาว่า “คุณกะปุ๋มอุตส่าห์เดินทางมาจากจังหวัดยโสธรก็อาจจะให้ร่วมประชุมประมาณสามชั่วโมง”... ดิฉันก็เลยหัวเราะไปอย่างอารมณ์ดีและนึกในใจว่า “เออ!! นั่งรถไปแปดชั่วโมง เพื่อไปร่วมประชุมสามชั่วโมง” และจากนั้นดิฉันก็ได้รับคำถามว่า “คุณกะปุ๋มรู้จัก สวรส. ไหม” ... ดิฉันก็ตอบไปว่า “พอรู้จักบ้างค่ะ”... ทางปลายสายก็เลยแจ้งความประสงค์และเล่ารายละเอียดอย่างคร่าวๆ ให้ฟังว่า
“ต้องการผู้รู้จริงในการทำ R2R” อยากเชิญ “ผู้รู้จริงมาจัดทำคู่มือ R2R :ซึ่งหายากมาก” ดิฉันก็เลยเรียนไปว่า “ดิฉันนั้นไม่ใช่ผู้รู้จริง และตอนนี้ดิฉันก็ไม่แน่ใจว่า สัปดาห์หน้าจะว่างไหม เพราะในตารางนัดหมาย เต็มเลยไม่แน่ใจว่าจะยกเลิกนัดหมายได้หรือเปล่า” และ “ตอนนี้ดิฉันก็อยู่ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ยังไม่ได้กลับเข้าสำนักงานเลย ก็เลยไม่สามารถให้คำตอบได้ แล้วอาจารย์อัครินทร์ท่านก็น่าจะเชี่ยวชาญเรื่องนี้ ส่วนดิฉันก็รู้เพียง...แบบทำในลักษณะมวยวัด ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ทำไมไม่เชิญทางศิริราช” ปลายสายก็เลยถามดิฉันว่า “แล้วดิฉันพอที่จะแนะนำใครที่ทางคณะพยาบาล มข. นั้นมีใครที่เชี่ยวชาญหรือเก่งเรื่อง R2R หรือเปล่า” ดิฉันก็เรียนไปว่า ไม่ทราบค่ะ เพระดิฉันอยู่คณะศึกษาศาสตร์ แต่ก็ยังได้รับคำถามต่อมาอีกว่า “ผู้เชี่ยวชาญเก่งๆ เรื่อง R2R ที่พอจะมาทำคู่มือ R2R มีใครบ้าง”ได้ ดิฉันก็เลยเรียนตอบกลับไปว่า “ดิฉันไม่แน่ใจ แต่ก็แนะนำไปที่ อ.หมอปารมี(ขอพาดพิงนะคะอาจารย์ปารมีขา)” และนึกในใจว่า ตนเองที่ทำผ่านมาก็ไม่มีคู่มือในการทำ
และเริ่มมองเห็นความยุ่งยากสำหรับตนเองเกิดขึ้น คือ
-
ดิฉันไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในการทำ R2R ตามสเปกที่ทางปลายสายระบุมา
-
ดิฉันทำ R2R แบบ Learning by Doing คือเรียนรู้ไปพัฒนาไปแบบลูกทุ่ง บ้านนอกๆ ไม่มีรูปแบบตายตัว แต่เน้นการทำงานวิจัยเพื่อพัฒนางานประจำ แบบเน้นให้คนทำมีความสุขและรักที่จะทำ ไม่ใช่นักวิชาการ ที่จะสามารถพัฒนาเป็นคู่มือออกมาได้ -------> ชอบทำอะไรที่นอกกรอบ อิสระ และไม่ชอบการถูกบังคับ (ดิฉันกำลังรู้สึกว่ากำลังถูกบังคับให้ไปทำในสิ่งที่เป็นความบังคับหรือเปล่าไม่แน่ใจ)
-
ผู้ที่เชิญมาไม่เชื่อในกระบวนการ ของการเล่าเรื่องใน Blog GotoKnow เพราะดูไม่เป็นวิชาการ นำไปอ้างอิงไม่ได้ ซึ่งนี่ก็เป็นการขัดต่อปรัชญาความเชื่อพื้นฐานในส่วนตัวของดิฉันเอง เพราะดิฉันชอบการเล่าเรื่องและการถอดบทเรียน อันเป็นคุณค่าที่ได้ว่ามาจากความรู้ฝังลึกของบุคคลที่เล่าเรื่องนั้นๆ มากกว่าที่จะเรียบเรียงเป็นผลงานวิชาการออกมา ดิฉันไม่ถนัดในการตีค่าหรือให้คุณค่าในสิ่งใดใดว่าสิ่งไหนดีกว่าสิ่งไหน
-
ดิฉันไม่เชื่อในเรื่องการมีคู่มือในการทำงานค่ะ แต่เชื่อในเรื่องการปฏิบัติเลย (เป็นความเชื่อส่วนบุคคลนะคะ) .ก็น่าจะเป็นนักวิชาการนะคะ ที่ถนัดในการทำคู่มือต่างๆ ผลิตออกมามากมายให้กับหน่วยงานราชการ องค์กรต่างๆ
R2R ในโลกความจริง อย่าทำให้ยุ่งยาก
คติพี่จะทำงานไป
มีปัญหา...แก้ปัญหา..แล้วเก็บรวบรวมข้อมูล แล้ววิเคราะห์ปัญหา หาแนวทางแก้ปัญหา แล้วสรุปไว้เป็นแนวทาง ให้คนอื่นได้นำไปใช้เป็นบทเรียน ก็คิดว่าเป็น R2R ได้ ค่ะ
ดังนั้นพี่จะทำงานไป ทำวิจัยไปค่ะ
สวัสดีค่ะ...พี่แก้วขา...
...
หากเป็นการถอดบทเรียนเพื่อการเรียนรู้ และเป็น Role Model สำหรับแหล่งต่างๆ กะปุ๋มก็เชื่อว่า จะเกิดประโยชน์อย่างมาก
บริบทแต่ละที่แต่ละแห่ง...นั้นมีความแตกต่างกัน...แต่กะปุ๋มก็มองว่า "จุดร่วม" ที่จะชักชวนให้คนทำงานลุกขึ้นมาทำงาน...เพื่อพัฒนางานประจำของตนเองโดยใช้กระบวนการวิจัย... ต้องมี "สัมมาทิฐิ" หรือความคิดเห็นที่ดี ที่ถูกต้อง ที่ชอบ ที่เป็นบวก ต่อการทำ R2R
แต่หากว่าต้องเป็นคู่มือที่เป็นวิชาการมากเกินไป กะปุ๋มคิดว่าเราอาจเดินไปตกกับดักของตัวเองอีกครั้งเหมือนการทำงานพัฒนาคุณภาพต่างๆ...อย่างที่ผ่านมา...
ซึ่งก็คือผ่านมาและผ่านเลยไป...
ขอบคุณค่ะ...
(^______^)
กะปุ๋ม