ทุกคราวที่มีการเลือกตั้ง บรรดาสื่อก็มักจะร้องเรียนให้บรรดานักเลือกตั้งออกมาสาบานว่าจะไม่ซื้อเสียง หรือบางครั้งก็เรียกร้องให้บรรดาเจ้าหน้าที่ออกมาสาบานว่าจะวางตัวเป็นกลาง ส่วนบรรดาสื่อแม้จะถูกกล่าวหาว่าไม่วางตัวเป็นกลาง แต่ผู้เขียนยังไม่เคยเห็นใครออกมาเรียกร้องว่าสื่อก็จะต้องสาบานว่าจะต้องเป็นกลาง (จริงอยู่ว่า อดีตไม่เคยได้ยิน แต่อนาคตมิใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้)
ผู้เขียนฟังข่าวก็สงสัยขึ้นมาว่า สาบาน คำนี้จะมีรากเหง้ามาจากบาลีหรือไม่ เพราะรู้สึกว่าจะไม่เคยเห็น เท่าที่เห็นก็แต่เพียงคำว่า สาป เท่านั้น จึงลองหยิบหนังสือมาลองเปิดดู ๒-๓ เล่ม
เปิดดูสองเล่มแรกก็ยังคาดเดาไม่ได้ แต่เมื่อมาเปิดคัมภีร์ธาตุปฺปทีปิกาในหน้าที่ ๓๙๓ ก็ได้แนวทางแห่งความน่าจะเป็น จึงนำมาเล่าเล่นๆ
รากศัพท์ว่า สปะ ใช้ในความหมายว่า ด่า หรือแช่ง และมีคำนามที่ผู้รจนาวางไว้เป็นตัวอย่าง คือ สาโป สปนํ และ สปโถ
สาโป ก็คือ สาป ในภาษาไทยนั้นเอง เช่น ถูกสาป ก็คือ ถูกแช่ง ถูกด่า ... คำนี้ภาษาไทยนำมาใช้ตรงตัว
สปนํ และ สปโถ ท่านผู้รจนาให้ความหมายสั้นๆ ว่า การสาปแช่งตัวเอง ... ผู้เขียนก็สว่างโพลงขึ้นมาในใจว่า สองคำนี้เองที่ภาษาไทยนำมาใช้ว่า สาบถ สาบาน เพราะเมื่อแปลความหมายว่า การแช่งด่าตนเอง ก็จะตรงตามความหมายในภาษาไทยที่เราเข้าใจกันอยู่...
สาบถ และ สาบาน ในความหมายว่า การแช่งด่าตัวเอง ทำนองนี้ ถ้าจะวิเคราะห์คำศัพท์ตามนัยนักไวยากรณ์บาลีก็อาจแต่งประโยคได้ว่า...
- อตฺตนา อตฺตา สปิตพฺโพ เตนาติ สปโถ สปนํ วา
- ตนเอง อันตนเอง พึงแช่งด่า เพราะกรณีนั้น ดังนั้น กรณีนั้น ชื่อว่า สาบถ หรือ สาบาน (เป็นเหตุอันตนเองพึงแช่งด่าตนเอง)
สำหรับในกรณีการสาบถสาบานของนักการเมืองช่วงนี้ เหตุที่ว่าก็คือการซื้อเสียงนั่นเอง...
...............
ในส่วนคำสอนทางพระพุทธศาสนาตามที่ผู้เขียนรับรู้มา และตามนัยวรรณคดีบาลีที่ผู้เขียนเคยผ่านๆ มา เรื่องราวเกี่ยวกับการสาบถสาบานตามที่คนไทยเชื่อกันนั้น รู้สึกว่าจะไม่เคยเจอ (อาจเคยเจอแต่จำไม่ได้)
ส่วนการสาปแช่งนั้น เคยเจอบ้างก็ในนิทานธรรมบท เช่น ตอนที่ฤาษีตนหนึ่งเดินเหยียบคอฤาษีตนหนึ่งในกลางคืน ขณะที่่จะออกไปปัสสาวะ หลังจากขอโทษซึ่งกันและกันก็ผ่านไป...
ฤาษีตนที่ถูกเหยียบคอ คิดว่า เราถูกเหยียบคอเพราะนอนผิดด้าน ประเดียวอาจถูกเหยียบอีก จึงนอนกลับหัวกลับเท้า... ฝ่ายฤาษีอีกตนซึ่งกลับมาจากปัสสาวะ ก็คิดว่า เราควรจะเปลี่ยนด้านเดินเข้าไป เพราะอาจเหยียบคอเพื่อนอีก จึงเดินเข้ามาอีกด้านหนึ่ง... ปรากฎว่ามีการเหยียบคอซ้ำเกิดขึ้นอีกครั้ง เพราะต่างฝ่ายต่างก็ไม่รู้และเจตนาดี
ฝ่ายที่ถูกเหยียบคอสองครั้งก็กล่าวหาว่าอีกฝ่ายแกล้งจึงกล่าวคำสาปขึ้นมา ... อีกฝ่ายก็บอกว่าตนไม่ได้แกล้งจึงสาปกลับไป... (นิทานมีอีกยาว )
หมายเหตุ : ผู้สนใจนิทานเรื่องนี้ อ่านได้ที่ http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=11&p=3
................
- สุทฺธิ อสุทธิ ปจฺจตฺตํ นาญฺโญ อญฺญํ วิโสธเย
- ความหมดจด และความไม่หมดจด เป็นของเฉพาะตน คนหนึ่งจะพึงให้อีกคนหนึ่งหมดจดหามิได้เลย
นมินทร์ (นม.)
อนุโมทนาที่อาจารย์มาช่วยเติมเต็มความเห็นต่างๆ...
อาจารย์น่าจะเล่านิทานได้เยอะ เพราะสามารถจำได้ดี ... ส่วนหลวงพี่จำนิทานไม่ค่อยปะติตปะต่อ จำได้แต่บางประเด็นเท่านั้น (เป็นข้อบกพร่องส่วนตัวอีกอย่างหนึ่ง)
อาศัยชื่อ เทวลดาบสและนารทดาบส ตามที่อาจารย์เล่ามา จึงไปค้นได้นิทานธรรมบทเรื่องนี้มา ตาม link ด้านล่าง
และได้เพิ่ม link นี้ไว้ในบันทึกนี้ด้วย เผื่อผู้สนใจจะเข้าไปอ่านนิทานเรื่องนี้ได้...
อนุโมทนาต่ออาจารย์อีกครั้ง...
เจริญพร
มาอ่านเปรียญ ๗
กับอีกท่านเปรียญอะไรน่อคุยกัน
สนุกดีครับ
นิทานเรื่องที่เล่านั้น
ชื่อเรื่อง "ติสฺสเถรวตฺถุ"หรือเปล่าครับ
ประมาณว่าเรื่องที่ ๓ ของธรรมบทภาคแรกนั่นแล
อาจารย์ทั้งสองท่านหากมีโอกาส
นิมนต์และเชิญไปดูจิตรกรรมฝาผนัง
ที่วัดเครือวัลย์ ตรงกรมอู่ทหารเรือ
มีเรื่องในชาดกเยอะมากครับ
เห็นภาพแล้วจะอธิบายได้ชัดมากๆ
ใส่ชื่อตรงนี้เหรอฯ
เจริญพร