เรื่อง " ขอแรงหน่อยเถอะ " ได้สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าที่คนในสังคมเดียวกันยึดถือต่างกัน ตัวละครที่เป็นผู้ยากจนยึดยึดถือคุณค่าที่เป็นจิตใจ

เราอยู่ในโลกหรืออยู่ในโรค

วันนี้ไปร่วมงานเปิดตัวโครงการ แบ่งปันเพื่อสังคมที่ยั่งยืน ได้รับฟังข้อคิดของคุณอานันท์ ปันยารชุน และ อาจารย์ ส.ศิวรักษ์ ว่า เรามักคิดถึงการแบ่งปันว่า เราจะต้องมีสี่งของอะไรบางอย่างเพื่อมาแบ่งปันกัน แต่แท้จริงแล้วการแบ่งปันมีความหมายมากกว่าการแบ่งปันวัตถุ ที่สำคัญคือการแบ่งปันทางจิตใจให้แก่ผู้อื่น อย่างไรก็ตามการแบ่งปันต้องไม่มีเลศนัยหรือหวังผลตอบแทน……ประโยชน์ของการแบ่งปันคือทำให้ชีวิตเราสมดุลย์ขึ้นและช่วยลดความเห็นแก่ตัว ซึ่งเมื่อความเห็นแก่ตัวลดลงได้มากเท่าไร ปัญญาก็จะโชติช่วงมากขึ้น เท่านั้น
ละครของมูลนิธิโรงเรียนรุ่งอรุณ ทำให้รู้สึกตื้นตันใจจนนำตาซึม เรื่อง “ ขอแรงหน่อยเถอะ “ ได้สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าที่คนในสังคมเดียวกันยึดถือต่างกัน ตัวละครที่เป็นผู้ยากจนยึดยึดถือคุณค่าที่เป็นจิตใจ สว่นตัวละครที่เป็นเศรษฐียึดถือคุณค่าที่เป็นเงิน……..
แต่ในท้ายที่สุด เศรษฐีก็คิดได้และพูดว่า “ เราเฝ้าพูดถึงพระพุทธเจ้า แต่เราไม่ได้อยู่ใกล้ชิดพระพุทธเจ้า
เหมือนอย่างคนจนเหล่านี้เลย
ตอนจบ ผู้แสดงคนหนึ่ง ออกมาพูดว่า “ ฉันคิด….
ว่าถ้าฉันต้องอยู่ในโลกนี้ ฉันต้องแน่ใจว่ามันคือโลก...
ไม่ใช่โรค
ละครอีกเรืองหนึ่ง เป็นเรื่องราวของพญาวานรที่สละชีวิตเพื่อให้ฝูงวานรได้อยู่รอด……ข้อคิดที่ได้คือ เราไม่จำเป็นจะต้องสละชีวิตของเราแก่ผู้อื่น แต่เราควรคิดว่าการให้อะไรที่ง่ายที่สุด..ที่เราจะให้แก่ผู้อื่นได้บ้าง……อืม..น่าคิดจริงๆ
เพื่อที่จะให้ เราต้องก้าวข้ามข้อจำกัดบางอย่างที่มีในตัวเรา…….ขณะที่กำลังเขียนบันทึก ลูกก็นำเรื่องอื่นมาคุยด้วย เป็นเรื่องที่เราควรจะทำในอนาคต แต่ขณะนี้ผมกำลังเรี่มต้นเขียนบันทึก เวลาผ่านไปความกังวลว่าจะเขียนบันทึกของวันนี้ไม่เสร็จ ทำให้เกิดความหงุดหงิด ผมจึงตัดบทการพูดคุยกับเธอ
เมื่อเขียนบันทึกจบ….เสียงข้างในดังขึ้นว่า " เพิ่งเรียนรู้มาหมาดๆแท้ๆ ทำไมจึงเอามาใช้ไม่ได้ เป็นเพราะความเห็นแก่ตัวของเราหรือนี่