สัญญาพริกไทยอัปยศจึงเกิดขึ้น[

พงศาวดารกระซิบ...ตอนพริกไทยขายชาติ


[b]ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช[/b]

วันที่ ๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๒๒๗


ฝรั่งเศสกับสยามทำสัญญาการค้าพริกไทย
ซึ่งเป็นสัญญาอัปยศอดสูอีกฉบับหนึ่งในประวัติศาสตร์ประเทศ

สมัยนั้นงานราชการต่างๆการศึกต่างๆการค้าต่างๆของสยามประเทศ
มีสามขุนพลข้างกายของสมเด็จพระนารายณ์รับผิดชอบอยู่
สามขุนพลคือสมเด็จพระเพทราชา
เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ (คอนสแตนติน  ฟอลคอน)
และพระมหาราชครู

สมเด็จพระนารายณ์ยังมีขุนพลชั้นนำอีกเป็นจำนวนมาก
ถึงกับมีคนขนานนามกันว่าสมเด็จพระนารายณ์[b]ไร้พ่าย[/b]เพราะมี

๑.หัวศึก คือ เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก และ ปาน) สองพี่น้องตระกูลซ่งเจ้าปัญญา
๒.มือศึก พระยาเดโชทิปปะ ว่ากันว่าท่านนี้รบเก่งพอๆกับเฮ้งเจียและพระนเรศวรรวมกัน
๓.ตาศึก พระพิมลธรรม แห่งวัดระฆังโสิตาราม ผู้ทำนายฤกษ์ผานาทีแม่นยังกะตาเห็น
๔.ตีนศึก กำลังไพร่พลทหารหาญที่ถูกฝึกอบรมให้พร้อมรบตลอดเวลา

แต่เพราะนโยบายเปิดประเทศของในหลวง
การรบพุ่งจึงมิใช่สาระหลักในการปกครองบ้านเมืองต่อไป
สมเด็จพระนารายณ์ทรงติดต่อกับนานาประเทศในแถบยุโรป
เช่น ฮอลันดา อังกฤษ โปรตุเกส และฝรั่งเศส เป็นต้น
พระองค์ทำการค้าขายตามอย่างชาติที่เจริญแล้วทั้งหลายทำกัน

เพราะไม่ประสีประสาในธุรกิจการค้า
ประเทศไทยจึงถูกเอารัดเอาเปรียบจากพวกฝรั่งหัวแดงอย่างช่วยไม่ได้
สัญญาเฮงซวยหลายๆฉบับที่คนไทยรุ่นหลังอย่างเราไม่เคยรู้
จึงมีปรากฏในพงศาวดารให้ทราบถึงความอัปยศอดสูของประเทศสมัยนั้น
แต่ความอับยศเหล่านี้มักไม่มีคนพูดถึง
อาจพราะอายหรืออะไรก็ไม่ทราบได้

เมื่อพระราชาเปิดประเทศเต็มที่
การควบคุมประชากรก็ทำได้ยาก
มีผู้คนหลั่งไหลเข้ามาจากทั่วทุกมุมโลกสู่สยามประเทศ
เพราะได้ข่าวว่าสยามประเทศเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ
สามารถให้สร้างเนื้อสร้างตัวจากประเทศนี้ได้
ผู้คนจึงพกความหวังมาสู่บ้านเรา

พม่าและเขมรเพื่อนบ้าน
เห็นกองทัพสยามอ่อนกำลังลง
ก็เข้ามาแอบซุ่มโจมตีตามเมืองต่างๆ
ศึกธุรกิจก็มาศึกพาราก็มี..
สมเด็จพระนารายณ์จึงดำริสร้างป้อมกำแพงเมืองเพื่อป้องกันภัย
พระองค์ปรึกษาเจ้าพระยาวิชาเยนทร์
เพื่อขอวิศวกรและสถาปนิกจากฝรั่งเศส
เจ้าพระยาวิชาเยนทร์เป็นผู้ประสานจนได้บุคลากรสายต่างๆมาจำนวนมาก

ตรงนี้แหละที่เป็นข้ออางให้พวกฝรั่งเศสหน้าเลือดขออภิสิทธิ์ต่างๆกับกษัตริย์ไทย
โดยที่พระองค์ออกโอษฐ์ขัดมิได้เลย
สัญญาอัปยศมากฉบับและ


[b]//สัญญาพริกไทยอัปยศจึงเกิดขึ้น[/b]

สัญญาเริ่มจากฝรั่งเศสดำเนินตามพระราชดำรัสของกษัตริย์ตน
โดยมอบหมายให้ มองซิเออร์  เดลานด์ ยื่นเรื่องต่อออกญาพระคลัง
ขอให้นำความขึ้นกราบบังคมทูลสมเด็จพระนารายณ์ว่า

"ฝรั่งเศสนั้นได้เคยช่วยเหลืออุปถัมภ์ค้ำชูสยามมาหลายเรื่องมากน้อยตามลำดับไป
บัดนี้จึงขอโอกาสให้กษัตริย์สยามได้อนุเคราะห์ทำหนังสือสัญญาซื้อขายกับฝรั่งเศส
โดยฝรั่งเศสขอมีอำนาจเด็ดขาดเพียงผู้เดียวในการที่จะซื้อ ทองแดงและพริกไทย
อันจะมีมาจากประเทศอื่นผ่านสยามประเทศ..หรือแม้แต่ที่มีเองในสยามประเทศ
กล่าวคือโดยเฉพาะพริกไทย ฝรั่งเศสจงได้สิทธิ์ จัดซื้อ จัดขาย และกำหนดราคาเอง
จากเหนือคือเชียงใหม่และจากใต้จรดนครศรีธรรมราช
โดยฝรั่งเศสจะซื้อในราคา หาบละ ๓ บาท ห้าสิบสตางค์
ทั้งนี้ไม่ว่าค่าเงินจะขึ้นลงหรือราคาสิ้นค้าจะขึ้นลงอย่างไรก็ตาม
ฝรั่งเศสจะคงราคานี้ไว้ตลอดไป
และห้ามมิให้ผู้ใดหรือหน่วยงานใดค้าขายพริกไทยแข่งกับฝรั่งเศส
ทั้งนี้หากมีผู้ค้า...
ให้สยามประเทศยึดและริบหรือสั่งให้เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสยึดและริบ
พริกไทยที่ฝรั่งเศสซื้อขายไป..ฝรั่งเศสขอมอบรายได้เข้าคลังหลวง (ภาษี)
เพียงสิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น"

 

พงศาวดารกระซิบบอกว่า

//สมเด็จพระนารายณ์แค้นไม่พึงพระทัยอย่างยิ่งกับสัญญาฉบับนี้
แต่ทรงน้ำท่วมปากเอ่ยวาจาอะไรไม่ได้