ปัญหาการศึกษาชาติ; กับการประยุกต์ใช้ Integrated Innovation[1] ในการจัดการ พิสุทธิ์ บุญเจริญ [2]******ความนำ เมื่อได้รู้จัก Disruptive Innovation [3] ผมก็เริ่มเสาะแสวงหาองค์ความรู้ นวัตกรรมตามแนวคิดนี้ โดยเฉพาะที่ประยุกต์ใช้ในวงการศึกษาของไทยเราตลอดมาเพื่อนำมาใช้ตรวจสอบองค์ความรู้ ความเข้าใจของตนเองที่มีต่อ “ คำ “ นี้ กับทั้งเพื่อใช้ในการอ้างอิงเพื่อต่อยอด แต่ยังไม่ได้พบ แนวคิดของเคลย์ตัน คริสเทนเซนต์ เจ้าของ Disruptive Innovation นั้น พอสรุปสาระสำคัญ ได้ว่า เป็นการใช้ “ นวัตกรรมและเทคโนโลยี่เป็นตัวขับเคลื่อน สามารถเกิดโดยลำพังโดยอุตสาหกรรมหรือธุรกิจ องค์ประกอบสำคัญคือความต่อเนื่องในการพัฒนา เป็นการวางแผนในระยะสั้น เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความสามารถในการแข่งขันสามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและมีพลวัตรสูงเพราะมีการเปลี่ยนผู้นำตลาดอยู่ตลอดเวลา “ในที่นี้ผู้เขียนเองได้กำลังพยายามคิดค้น เสาะแสวงหา สิ่งนี้อยู่เสมอมาแหละต่อไปนี้ ก็จึงเป็นหนึ่งความพยายามประยุกต์แนวคิดดังกล่าว มาใช้ในวงการศึกษาไทยเราครับ.โดยเฉพาะ ในการจัดการการศึกษาลองพิจารณาติดตามดูนะครับ !! Problem OrientedSolving กับการจัดการปัญหาการศึกษาชาติ ในแวดวงวิชาการแล้ว น้อยท่านนักที่จักไม่รู้จัก คำ ปัญหาการศึกษาหลายต่อหลายท่านที่มีประสบการณ์กับการ แก้ปัญหาการศึกษา มาก่อนแล้วคงตระหนักแก่ใจแล้วว่า มันหนักหนาสาหัสเอาการทีเดียวแต่ละท่าน แต่ละหน่วยงาน แต่ละสถาบันต่างก็สรรหาสารพัดนวัตกรรม ทั้งวิธีการ เทคนิค รูปแบบ ยุทธศาสตร์ อำนาจหน้าที่แห่งตนมาใช้เพื่อการนี้ผลที่เกิดปรากฏให้เห็นเด่นชัดก็คือผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กต่ำ….ตกซ้ำซาก (ช่างเหมือนกับภาวะน้ำท่วมซ้ำซาก ยากจนซ้ำซาก ฝนแล้งซ้ำซากประมาณนี้ !!)บริบทจำเป็นที่ผู้เกี่ยวข้องกับการจัดการปัญหาการศึกษาพึงรับรู้รับทราบร่วมกัน มีมากมายสุดแต่ใครจะนำมาเป็นตัวชี้นำในการจัดการปัญหาดังกล่าวในที่นี้ผู้เขียนใคร่ขอหยิบยกเอาประเด็นที่เห็นว่า มีพลัง พอที่จะนำมาเป็นตัว นำพา ไปสู่การจัดการปัญหาการศึกษา ดังกล่าวได้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนต่ำอันเป็นสภาพปัญหาที่เคยเป็นมา เป็นอยู๋ในปัจจุบันและคงมีอยู่สืบต่อไปอีก (แน่ๆๆ หากแก้ไขไม่สำเร็จ) อย่างเช่นจากคำบรรยายของผู้บริหารระดับสูงสุดของวงการศึกษาไทย ณ บัดนี้ ( กันยายน 2550) ก็ยังพบว่า คุณภาพการศึกษายังด้อย จากการติดตามเรื่องที่ สมศ. ได้ประเมินคุณภาพภายนอกโดยการประเมินโรงเรียนจำนวนกว่า ๑๐,๐๐๐ โรงเรียน รอบแรกยังเป็นเพียงการทดสอบเครื่องมือ แต่ในรอบที่ ๒ อยู่ในขั้นที่สามารถรับรอง หรือไม่รับรอง และ เป็นที่ชัดเจนว่า ผลการประเมินยังไม่ดีขึ้น หากคุณภาพการศึกษาไม่ดี ไม่ส่งผลไปสู่การพัฒนาให้มีคุณภาพสูงขึ้น ยุทธศาสตร์การจะที่ทำให้สังคมเป็นฐานความรู้ ทำให้ประเทศชาติเข้มแข็ง พึ่งตนเองได้ พัฒนาได้ แข่งขันได้ ก็จะเพียงความฝันที่ไม่อาจจะทำให้เป็นความจริง[4] ต่อประเด็นการหาทางจัดการคุณภาพการศึกษาชาตินั้น ใคร่ขอหยิบยกคำ คุณภาพการศึกษา มาอธิบายพอสังเขปเสียก่อน ดังนี้ เมื่อเอ่ยถึงคำ คุณภาพการศึกษา ย่อมต้องทำความรู้จักและสร้างความคุ้นเคยกับคำที่เกี่ยวเนื่องเช่น มาตรฐานคุณภาพการศึกษา เกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการศึกษา ซึ่งต้องนำองค์ความรู้ [Body of knowledges] เรื่อง ดัชนี [Indicators /PI : Performance Indicator / KPI : Key Performance Indicator ] ข้อมูล สารสนเทศ[Data & Information] การวัดและประเมินผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประยุกต์ใช้ นวัตกรรม [Innovotion]ที่เหมาะสมมาใช้เป็นกลไกสำคัญในการดำเนินในการพัฒนา คุณภาพการศึกษา ในลักษณะต่างๆ (ดังเช่น การใช้สูตรการจัดการปัญหาการศึกษา P = C – F [5] ที่ผู้เขียนกำลังพยายามและตั้งใจให้เกิดขึ้นเป็น Disruptive Innovation ในวงการศึกษา ต่อประเด็นที่จั่วหัวเรื่องไว่ว่า Problem OrientedSolving กับการจัดการปัญหาการศึกษาชาติ; กรณีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ นั้นเห็นว่า ภายใต้ความพยายามอย่างยิ่งยวดของผู้มีส่วนได้เสีย [Stakeholders] ทั้งในระดับหน่วยงาน องค์กร สถาบันหรือแม้แต่นักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลายในการดำเนินจัดการกับ ปัญหาหารศึกษา ที่ได้ทุ่มเทสรรพทรัพยากรทางการบริหารจัดการทั้งด้านกำลังคน งบประมาณ เทคนิคการบริหารจัดการ เวลา วัสดุอุปกรณ์มาตลอด แต่เราท่านก็ยังหนีห่างจาก คุณภาพการศึกษายังด้อยซึ่งหาก….หากคุณภาพการศึกษาไม่ดี ไม่ส่งผลไปสู่การพัฒนาให้มีคุณภาพสูงขึ้น ยุทธศาสตร์การจะที่ทำให้สังคมเป็นฐานความรู้ ทำให้ประเทศชาติเข้มแข็ง พึ่งตนเองได้ พัฒนาได้ แข่งขันได้ ก็จะเพียงความฝันที่ไม่อาจจะทำให้เป็นความจริง..แต่ยังไม่มีใครชี้ให้เห็นถึงสาเหตุของคุณภาพที่ตกต่ำ อันเกิดจากหลักสูตร คุณภาพครู การขาดแคลนครู การให้ชั้นเรียนมีขนาดใหญ่เกินไป หรือการไม่นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการเรียนการสอน จึงมอบหมายให้ สกศ. วิเคราะห์ให้ถึงรากเหง้าของปัญหา เพื่อจะได้แก้ไขให้ถูกจุด และสามารถประเมินได้ ซึ่งเป็นคำกล่าวของผู้บริหารการศึกษาระดับสูงสุดของกระทรวงศึกษาธิการ [6].. ณ บัดนี้ จึงนับเป็นจังหวะอันดีแล้ว ที่ผู้เขียนใคร่ขอนำเสนอ Disruptive Innovation[นวัตกรรมเชิงปะทุ]เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการจัดการปัญหา ดังกล่าวลองติดตามดูซิครับ !!คำสำคัญและความหมาย ก่อนอื่นใคร่ขอนำเรียนเสนอ คำสำคัญ [Keywords] และความหมายเพื่อจักได้รู้และเข้าใจความหมายที่ตรงกันหรือใกล้เคียงกันเสียก่อน 1.ปัญหา ในที่นี่ให้หมายถึง ความแตกต่างระหว่างสภาพจริง(สิ่งที่เป็นจริง) กับ สภาพที่ต้องการให้เกิดขึ้น <table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #ece9d8"><div class="shape" style="padding-right: 7.95pt; padding-left: 7.95pt; padding-bottom: 4.35pt; padding-top: 4.35pt">
ข้อมูลเพิ่มเติม
ปัญหา :ข้อสงสัย, คำถาม, ข้อที่ต้องพิจารณาแก้ไข ปัญหาเฉพาะหน้า : ข้อที่จะต้องแก้ไขโดยเร็ว ปัญหารัก : ข้อที่จะต้องแก้ไขในเรื่องความรัก ปัญหาโลกแตก : ปัญหาที่หาข้อยุตอไม่ได้ ( พจนานุกรม ฉบับเฉลิมพระเกียรติ พ.ศ..2530 วัฒนาพานิช สำราญราษฏร์ 2531 หน้า 334-335) Problem n. a question hard to understand; something to be worked or solved. ( ปัญหา,ข้อ ปัญหา,เรื่องที่ต้องแก้ไขหรือต้องพิจารณากัน (วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม An Advanceed Desk English - English –Thai Dictionary โรงพิมพ์อักษรพิจารณา กทม. 2540 หน้า 823) Problem 1.a difficulty; a matter about which it is difficult to decide what to do.(ความยุ่งยาก ปัญหา 2.a question to be answer or solve ( คำถามที่ต้องตอบ หรือแก้ไข) (กนิษฐา นาวารัตน์และคณะ Learners, Dictionary English – Thai สำนักพิมพ์ดอกหญ้า กทม. 2540 หน้า 474-475)
</div></td></tr></tbody></table></span>
ปัญหาที่เกิดขึ้นในโครงสร้างของระบบการจัดกระบวนการเรียนรู้อาจเกิดปัญหาที่ระดับปัญจัย หรือระดับกระบวนการ หรือระดับผลผลิต หรือระดับผลกระทบ ปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าว สามารถแบ่งเป็น 3 ประภท คือ ปัญหาเชิงแก้ไขปรับปรุง (ปัญหาขัดข้อง) คือ ความแตกต่างระหว่างสภาพจริง(สิ่งที่เป็นจริง) กับสภาพที่ต้องการให้เกิดในปัจจุบันหรืออาจเป็นมาทั้งในอดีตและอาจจะยังมีต่อไปในอนาคต ปัญหาเชิงป้องกัน คือ ความแตกต่างระหว่างสภาพจริงกับสภาพที่ต้องการให้เกิด ซึ่งคาดว่าอาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งปัญหาดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต แต่มีเครื่องชี้วัด [Indicators] บ่งบอกว่าจะเกิดปัญหาขึ้นในอนาคต <h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt">
ปัญหาเชิงพัฒนา คือ สภาพที่เกิดขึ้นจริงในอดีตและปัจจุบัน ไม่แตกต่างจากสภาพที่คาดหวังในปัจจุบัน แต่เกิดความต้องการเพิ่มคุณภาพ หรือเพิ่มประสิทธิภาพของงานให้ดีขึ้นกว่าเดิม
</h1> รูปแบบในการศึกษาวิเคราะห์ ในการศึกษาครั้งสำคัญนี้ ผู้เขียนตั้งใจจะนำเสนอใน 6 ประเด็นหลักคือ1. นำเสนอสภาพปัจจุบันในรูปของข้อมูลเป็นตาราง2. จัดกระทำเป็นแผนภูมิ (GRAPH)3. วิเคราะห์ข้อมูลในเชิงเปรียบเทียบด้วยการอธิบาย/ขยายความ ตามสูตร 4. ชี้ประเด็นที่เป็นปัญหา/จุดที่ยังไม่น่าพอใจ5. ชี้โอกาสการเพิ่มศักยภาพการพัฒนาในประเด็นปัญหานั้นๆ6. การสร้างนวัตกรรม / แนวคิด / ทฤษฏี เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวซึ่ง ศักยภาพ ให้หมายถึงขีดความสามารถในการลดช่องว่าง (GAP) ระหว่างเกณฑ์ (CRITERIA) กับสภาพจริง (FACT)และ การเพิ่มศักยภาพก็ให้หมายถึงการใส่ทรัพยากรการบริหารจัดการ (ADMIINSTRATIVE RESOURCES) เข้าไปในระบบ (SYSTEM APPROACH) คือ ปัจจัย (INPUT) กระบวนการ (PROCESS) เพื่อส่งให้เกิดผลผลิต (OUTPUT) และผลลัพท์ (OUTCOME) ของการพัฒนาใดๆ ได้ตามเกณฑ์หรือมาตรฐาน (STANDARD LEVEL)ที่กำหนดไว้ ขั้นการนำเสนอ 1.นำเสนอในรูปตาราง และ 2.แสดงในรูปกราฟเพื่อง่ายต่อการเปรียบเทียบ ( เช่น Bar Graph ) สร้างกราฟโดยใช้ PROGRAM EXCEL หรือ POWER POINTจุดเน้น ในการมองสภาพปัญหาจากข้อมูลในตารางและกราฟนั้น * หากได้พิจารณาร่วมกันในกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ด้วย FGD.Technique แล้ว ก็จะเกิดความถูกต้อง สมบูรณ์ยิ่งขึ้นขั้นการสรุปสภาพปัญหา/จุดที่ยังไม่พอใจ (ด้วยสูตร P = C – F)นั้น * หากได้พิจารณาร่วมกันในกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ด้วย FGD.Technique ก็จะเกิดความถูกต้อง สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขั้นการแสวงหาแนวทางการเพิ่มศักยภาพ นั้น * หากได้พิจารณาร่วมกันในกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ด้วย FGD.Technique ก็จะเกิดความถูกต้อง สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขั้นการกำหนด การระบุ สร้างนวัตกรรม/ทฤษฏี/แนวคิด ในการเพิ่มศักยภาพใดๆ นั้น * หากได้พิจารณาร่วมกันด้วย FGD.Technique ก็จะเกิดความถูกต้อง สมบูรณ์ยิ่งขึ้น 2.มาตรฐานคุณภาพการศึกษา <h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt">
คำสำคัญอีกคำหนึ่งคือ มาตรฐานการศึกษา ที่จักต้องนำมา ศึกษา วิเคราะห์ เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ต่อไป
</h1> <table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #ece9d8"><div class="shape" style="padding-right: 7.95pt; padding-left: 7.95pt; padding-bottom: 4.35pt; padding-top: 4.35pt">
</div></td></tr></tbody></table></span>
อธิบายความ คำว่า มาตรฐานการศึกษา ที่กฏหมายบัญญัติความหมายเอาไว้นั้น อาจนำมาแยกแยะออกได้เป็น ประเด็นสำคัญๆเพื่อแจกแจงรายละเอียดเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติในการปฏิรูปการศึกษาได้ดังนี้ 1.ข้อกำหนดเกี่ยวกับคุณลักษณะ ที่พึงประสงค์ 2.ข้อกำหนดเกี่ยวกับคุณภาพที่พึงประสงค์ และ 3.มาตรฐานที่ต้องการให้เกิดขึ้นใน 4.สถานศึกษาทุกแห่งและ 5.เพื่อใช้เป็นหลักในการเทียบเคียงสำหรับ 6.การส่งเสริมและ 7.กำกับดูแล 8.การตรวจสอบ 9.การประเมินผลและ 10.การประกันคุณภาพทางการศึกษา. นั้น ณที่นี่ใคร่ขอขยายความตามมุมมองของผู้ศึกษาวิเคราะห์(นายพิสุทธิ์ บุญเจริญ)เองตามลำดับไปดังนี้ คำว่ามาตรฐานการศึกษา ในภาคปฏิบัตินั้นให้หมายความรวมเอาว่า <table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #ece9d8"><div class="shape" style="padding-right: 7.95pt; padding-left: 7.95pt; padding-bottom: 4.35pt; padding-top: 4.35pt"><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">เกณฑ์ [เป็นตัวเลข] ที่ รัฐ กำหนดไว้เป็นบรรทัดฐานในการจัดการศึกษา เพื่อพัฒ</p></div></td></tr></tbody></table>