ดิฉันได้มีโอกาสทราบการดำเนินงานของ “โรงเรียนชาวนา” โรงเรียนที่ไม่มีห้องเรียนจำกัดอยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยมเช่นโรงเรียนทั่วไป แต่เป็นโรงเรียนที่ใช้สถานที่เปิดกว้างตามบริเวณนาข้าวของเกษตรกร ที่ดำเนินงานภายใต้มูลนิธิข้าวขวัญ ซึ่งมีคุณเดชา ศิริภัทร เป็นประธานมูลนิธิ โรงเรียนชาวนาแห่งนี้ เป็นโรงเรียนที่นำกระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management: KM) มาใช้ในการทำนาข้าวให้เกิดเป็นการทำเกษตรอย่างยั่งยืน โดยคุณเดชา ได้บอกว่าให้เอางานเป็นตัวตั้งแล้วเอา KM มาจับเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือ จะมีส่วนเหมือนกับหลักพระพุทธศาสนาเรื่องอริยสัจ 4 (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) คือหาปัญหาของชาวนาให้เจอแล้วหาเหตุของปัญหาจากนั้นตั้งเป้าหมายแล้วลงมือปฏิบัตินั่นเอง และการเริ่มต้นของนักเรียนโรงเรียนชาวนากับมูลนิธิข้าวขวัญนั้น ส่วนใหญ่เกิดจากสารเคมีที่ใช้ในการทำนาข้าวและการทำเกษตรกรรมอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน รวมทั้งส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม เช่น ดินแข็ง ดินเป็นกรด ทำให้ต้องใช้ต้นทุนจำนวนมากขึ้นในการบำรุงรักษาดิน และมีอาการเจ็บป่วยอันเกิดจากสารพิษ นอกจากนี้ชาวนายังมีหนี้สินเพิ่ม วัฒนธรรมประเพณีสูญหาย ศักดิ์ศรีชาวนาตกต่ำ ซึ่งจากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมาเป็นระยะเวลานานนี้เอง ทำให้ชาวนาส่วนใหญ่คิดหาวิธีที่จะลดสารเคมีและบำรุงรักษาดินให้ฟื้นคืนสภาพเดิม โดยคิดว่าเกษตรอินทรีย์น่าจะเป็นทางออกสำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ คุณเดชา เล่าว่ากว่าจะทำให้ชาวนาเข้ามาร่วมกับโรงเรียนชาวนาได้นั้นต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าที่จะเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของชาวนาได้ เพราะชาวนาเคยชินกับการใช้สารเคมีถึงขนาดที่ว่าถ้าวันไหนไม่ได้ฉีดพ่นสารเคมีจะนอนไม่หลับเลยทีเดียว การปรับกระบวนทัศน์ของชาวนานั้นทางมูลนิธิข้าวขวัญก็ได้ใช้กระบวนการเรียนรู้โดยให้ชาวนาที่ประสบความสำเร็จจากการใช้เกษตรอินทรีย์มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อสร้างให้เกิดแรงบันดาลใจกับชาวนาคนอื่นๆ จนทำให้มีนักเรียนชาวนาเพิ่มจำนวนขึ้น สำหรับการปฏิบัติ (การเรียน) ของโรงเรียนชาวนาจะเป็นลักษณะของการจัดการความรู้โดยดึงความรู้ออกมาจากตัวนักเรียน รอบแรกก็จะได้องค์ความรู้ต่างๆ ที่ได้รับ (Tacit Knowledge) แล้วนำมาผสมกับความรู้ภายนอก (Explicit Knowledge) จนกลายเป็นนวัตกรรม (Innovation) แล้วจัดการความรู้รอบที่ 2, 3, 4, … เรื่อยไปตลอดชีวิตทำให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยการเรียนรู้ของโรงเรียนชาวนานั้นจะประกอบด้วย 3 หลักสูตร คือ (1) การจัดการศัตรูพืชโดยชีววิธี จะเรียนรู้เรื่องพืชสมุนไพรที่ใช้ในการกำจัดศัตรูพืชและระบบนิเวศน์ในแปลงนา (2) การปรับปรุงบำรุงดิน จะเรียนรู้โครงสร้างของดินและวิธีการปรับปรุงดินโดยวิธีธรรมชาติโดยไม่ใช้สารเคมี และ (3) การพัฒนาพันธุ์ข้าว ฟังวิธีการเรียนของโรงเรียนแห่งนี้แล้วน่าสนุกเพราะได้เห็นของจริง เริ่มที่หลักสูตรที่ 1 ก่อนค่ะคือ การเรียนเรื่องศัตรูพืช นักเรียนชาวนาต้องออกไปโฉบดูแมลงในนาข้าวเพื่อศึกษาว่ามีแมลงกี่ชนิด อะไรบ้าง ชนิดไหนมีประโยชน์ ชนิดไหนมีโทษต่อนาข้าว เมื่อได้ออกไปเจอของจริงมาแล้วก็ให้มาวาดรูปลงสมุดเก็บเอาไว้ ดิฉันได้เห็นภาพสมุดที่เก็บรวบรวมเกี่ยวกับแมลงแล้วน่าทึ่งมากๆ นักเรียนของโรงเรียนชาวนาแห่งนี้วาดรูปและบันทึกกิจกรรมได้สวยงามมากทีเดียวค่ะ เมื่อนำแมลงมาตรวจสอบก็ยิ่งทึ่งอีกครั้งเพราะพบว่าแมลงตัวดีมีมากกว่าแมลงตัวร้าย นั่นก็แสดงว่าที่ผ่านมาการใช้สารเคมีของเกษตรกรนั้นได้ทำลายแมลงตัวดีไปจากธรรมชาติซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียดายยิ่ง ในเรื่องของแมลงนั้นถ้าบางครั้งจำเป็นต้องพ่นยาทางโรงเรียนชาวนาก็จะให้นักเรียนที่นอนไม่หลับถ้าไม่ได้พ่นยาด้วยวิธีธรรมชาติคือ การใช้น้ำของดอกสะเดาหลักสูตรที่ 2 เรื่องดิน นักเรียนชาวนาจะได้รับการฝึกปฏิบัติโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ดิฉันเห็นว่าเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์มากที่การดมดินก็สามารถบอกได้ว่าดินดีหรือดินเสีย ถ้าดินเสียก็สามารถแก้ปัญหาได้โดยการใช้ฟางเป็นหลักและวิธีใส่จุลินทรีย์ วิธีการทำจุลินทรีย์ก็ง่ายมากเพียงแค่นำดินในแหล่งที่มีความสมบูรณ์มาเพาะจุลินทรีย์ ซึ่งคุณเดชา บอกว่าดินดีอยู่ที่ห้วยขาแข้ง ดังนั้นปฏิบัติการของนักเรียนชาวนาในหลักสูตรนี้คือการไปเก็บดินจากห้วยขาแข้ง ก็จะได้ดินที่หลากหลายแล้วคุณครูของโรงเรียนจะอธิบายถึงดินที่นักเรียนแต่ละคนเก็บมาว่าดีหรือไม่ดีอย่างไรก็จะทำให้เกิดการเรียนรู้ เมื่อได้ดินดีแล้วก็จะนำไปผสมกับน้ำตามกระบวนการที่โรงเรียนชาวนาจนได้จุลินทรีย์นำไปแก้ปัญหาดินเสียได้หลักสูตรที่ 3 การพัฒนาพันธุ์ข้าว นักเรียนชาวนาต้องทำการคัดเลือกพันธุ์ข้าว ซึ่งต้องอาศัยความอดทนและความละเอียดค่อนข้างสูงเปรียบได้กับการตัดสินนางงามจักรวาล ที่โรงเรียนชาวนาแห่งนี้จะเพาะพันธุ์ข้าวด้วยข้าวกล้องเพราะใช้เวลาน้อยกว่าการปลูกด้วยข้าวเปลือก และใช้วิธีดำข้าวแทนการหว่าน ซึ่งก็เป็นความรู้ใหม่ของดิฉันเพราะเมื่อก่อนบ้านของดิฉันเพาะกล้าด้วยข้าวเปลือกและทำด้วยวิธีหว่าน <p> โรงเรียนชาวนา จัดเป็นชุมชนชาวนาที่สามารถเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนความรู้กันเอง อันนำไปสู่เป้าหมายเพื่อการแก้ไขปัญหาไปพร้อมๆ กัน โดยยึดถือวิถีเกษตรยั่งยืน และโรงเรียนชาวนาก็สอนให้เห็นว่าธรรมชาติมีกระบวนการจัดการในตัวเองอย่างเหมาะสมแล้ว ฉะนั้นมนุษย์อย่าไปฝืนธรรมชาติ </p><p> ร่วมกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันนะค่ะ</p>
วิถีเกษตรยั่งยืนโดยใช้หลักการจัดการความรู้
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
พี่โต๊ก · 14 ธ.ค. 2550
บัญชา ธนบุญสมบัติ · 14 ธ.ค. 2550
9modx · 14 ธ.ค. 2550
เกษตรยะลา · 14 ธ.ค. 2550
Wasawat Deemarn · 14 ธ.ค. 2550
อัจฉรา ไวยพัฒน์ · 14 ธ.ค. 2550
ขอให้ประสบความสำเร็จในการทำงานนะครับ
ok ครับผม