แต่ถึงอย่างไรแม้จะเวลาน้อยนิดผมก็ได้ทำหน้าที่ของนักส่งเสริมการเกษตรได้อย่างภาคภูมิใจแล้วครับ

          วันนี้ (13 ธันวาคม  2550) มีเกษตรกรสองคนสามี-ภรรยา  เข้ามาติดต่องานที่สำนักงานเกษตรจังหวัด  เพื่อมาหารือเกี่ยวกับการปลูกไม้ยูคาฯ ในคันนา   ซึ่งตามปกติที่สำนักงานเกษตรจังหวัดจะมีเกษตรกรมาติดต่อไม่ค่อยมาก  ส่วนใหญ่จะไปที่สำนักงานเกษตรอำเภอ

          ผมและพี่เสนาะ  ทนันชัย นักส่งเสริมการเกษตรอีกท่านหนึ่งจึงได้มีโอกาสพูดคุยกับเกษตรกรทั้งสองท่านในช่วงเวลาอันสั้นๆ  ประเด็นที่เกษตรกรทั้งสองท่านมาติดต่อก็คือ  อยากจะปลูกไม้ยูคาบริเวณบนคันนา  ซึ่งขณะนี้ได้ขุดคลองรอบนาไปแล้ว  พื้นที่นาประมาณ 80 ไร่  หากปลูกไม้ยูคาก็จะใช้กล้ายูคาประมาณ 2,000 ต้น (จากการประมาณการณ์ของเกษตรกรเอง)

          พอได้ยินคำว่าขุดคลองรอบแปลงนา  ผมก็นึกถึงแปลงนาของ ดร.แสวง ขึ้นมาทันที เลยถามต่อไปว่าคลองรอบแปลงนาน่าจะทำการเลี้ยงปลาได้นะ  นึกเลยไปถึงปลาจาระเม็ดน้ำจืดที่ช่วยกำจัดหอยเชอรี่  แต่ก็ได้รับข้อมูลจากเกษตรกรทั้งสองท่านบอกว่า ปลาเคยเลี้ยงมาแล้ว แต่ถูกคนมาจับไปกินหมด (จับก่อนเจ้าของ...อิอิ) โดยใช้หม้อน๊อค (ไฟฟ้าช๊อต)

          เมื่อปลาอาจจะไม่จูงใจ  ผมและพี่เสนาะก็เลยแลกเปลี่ยนกันต่อว่าหากจะปลูกไม้ยูคารอบคันนาจริง ก็ไม่ควรที่จะปลูกเพียงชนิดเดียว คือปลูกเฉพาะต้นยูคาฯ   น่าจะปลูกต้นไม้ยืนต้นอื่นๆ ด้วย ไม่ควรจะปลูกเพียงชนิดเดียว เพื่อป้องกันความเสี่ยง และเพิ่มความหลากหลาย เช่น ต้นสัก  ต้นสะเดา เป็นต้น พร้อมกับยกตัวอย่างแปลงของผมที่ปลูกต้นสะเดา  พออายุ 10 ปี ต้นโตพอที่จะนำมาใช้ประโยชน์ได้แล้ว  นอกจากนั้นยังได้อาหารคือดอกสะเดา  และพืชสมุนไพร คือเมล็ดของต้นสะเดาอีกด้วย 

         ซึ่งเกษตรกรทั้งสองท่านก็สนใจ  และได้พูดต่อว่าต้นสักก็เคยคิดจะปลูกเหมือนกัน(เมื่อ 10 ปีที่แล้วคิดจะปลูกประมาณ 10 ไร่)  แต่กลัวเวลาตัดจะมีปัญหา  ก็เลยได้แนะต่อไปว่าหากที่ดินของเรามีเอกสารสิทธิ์สามารถไปขึ้นทะเบียนการปลูกที่ป่าไม้จังหวัดได้  ทั้งสองท่านก็เลยบอกว่าเสียดายหากปลูกไว้ป่านนี้คงได้ใช้ประโยชน์ได้แล้ว 

          สุดท้ายก็เลยแนะนำให้ทั้งสองท่านไปขอรับพันธุ์กล้าไม้ที่ศูนย์เพาะพันธุ์ไม้ที่บ้านน้ำดิบ  ตำบลหนองปลิง  อำเภอเมื่องกำแพงเพชร ของกรมป่าไม้ ที่เขาเพาะแจกไม้ป่าให้แก่เกษตรกรเป็นประจำทุกปี  ผมก็เคยไปใช้บริการมาแล้ว

          เสียดายที่มีเวลาน้อย   และเกษตรกรรีบร้อนที่จะไปติดต่อศูนย์เพาะชำกล้าไม้  ผมเลยไม่ได้สอบถามชื่อ    รู้แต่เพียงที่อยู่ว่าอยู่ตำบลอะไร    วันนี้ก็เลยได้บทเรียนว่าครั้งต่อไปต้องขอชื่อและที่อยู่อย่างละเอียดไว้เผื่อมีเวลาลงพื้นที่จะได้ไปเยี่ยมเยียน สอบถามความก้าวหน้า หาข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติม รวมทั้งแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันต่อไป   

         แต่ถึงอย่างไรแม้จะเวลาน้อยนิดผมก็ได้ทำหน้าที่ของนักส่งเสริมการเกษตรได้อย่างภาคภูมิใจแล้วครับ

13 ธันวาคม  2550