ถ้าวันนี้ ทักษิณ ชินวัตร ตาย


เมื่อปัญหาการเมืองไทย รุนแรงและร้อนระอุขึ้นทุกขณะ คำถามและข้อสังเกตุจากแต่ละข้อสันนิษฐาน เพื่อนำไปสู่ทางออกและการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในการเมืองไทย วันนี้มีเพียงคำถามว่า หากเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้น สังคมการเมืองไทยจะเป็นเช่นไร

ถ้าวันนี้ ทักษิณ ชินวัตร ตาย

อ้างอิง - ภาพ http://www.lomography.com/folkways

มีคนถามคำถามผมเช่นนี้

เมื่อปีที่ผ่านมาก่อนการทำรัฐประหาร

ขณะที่ความวุ่นวายในบ้านเมืองไทยร้อนระอุ

มีคนถามคำถามนี้กับผม ในท่ามกลางกระแสข่าวคาร์บอมบ์ท่านผู้นำ จนกระทั่งสื่อมวลชนได้มีโอกาสถ่ายภาพชิ้นสำคัญ ภาพท่านนายกรัฐมนตรีน้ำตาคลอเบ้า หลังจากตนเองแถลงข่าว ถึงความพยายามของกลุ่มคนที่ต้องการสังหาร

คำถามนี้เหมือนการแก้สมการ

เพียงแต่เปลี่ยนตัวเลข

เป็นตัวคน

เมื่อใครสักคนหนึ่งในสังคมไทย ที่เราคิดว่าเป็นปัญหา ถูกแทนค่าด้วยการยกออกหรือละไว้ในฐานที่เข้าใจ เรื่องราวปัญหาอันยุ่งเหยิงของสังคมการเมืองไทย จะจบสิ้นกันได้หรือไม่ ไม่มีใครตอบได้ดีเท่ากับการระดมคำถาม เพราะยังไม่มีความตายนั้นเกิดขึ้น

หากเราคิดว่า คุณทักษิณ ชินวัตร

เป็นปัญหาทางการเมืองไทย

หากคุณทักษิณตายไป

วันนี้การเมืองไทยจะจบสิ้นเรื่องราวขัดแย้งได้หรือไม่ หลายคนคงตอบว่าไม่จบ แต่หลายคนคงบอกว่า ปัญหาในบ้านนี้เมืองนี้อาจวุ่นวายน้อยลง กลุ่มอำนาจในฝั่งคุณทักษิณอาจสลายขั้ว หรือไม่เช่นนั้นเราอาจได้เห็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเบื้องหลังทักษิณ ประกาศเล่นการเมือง

ปัญหาอยู่ที่ว่า

หากมีการตายของคุณทักษิณเกิดขึ้น

การตายนั้นจะเป็นการตายเช่นไร

เป็นการตายแบบปัจจุบันทันด่วน ตายด้วยอุบัติเหตุ ตายโดยถูกลอบสังหาร ทุกกรณีล้วนเป็นเครื่องชี้ว่า ปัญหาดังกล่าวจะจบสิ้นลงหรือไม่ เพราะหากเป็นการตายโดยการถูกลอบสังหาร เรื่องราวการเมืองไทยก็คงไม่จบสิ้น มิหนำซ้ำอาจก่อปัญหารุนแรงครั้งยิ่งใหญ่

บ้านเมืองอาจลุกเป็นไฟ

ตามคำหมอดูพยากรณ์เช่นคุณเชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ

หรืออาจลุกไหม้ย่อยยับมากมายกว่าที่คาดคิด

หรือไม่เช่นนั้น ภาพลักษณ์ของคุณทักษิณ ชินวัตร จะกลายเป็นตำนานอันยิ่งใหญ่ จากวีรบุรุษขี่ม้าขาวกอบกู้เศรษฐกิจ อัศวินคลื่นลูกที่สาม กลายเป็นนักต่อสู้ของประชาชนที่ตายเพราะอุดมการณ์ จากนั้นภาพลักษณ์จากความตายจะถูกใช้ประโยชน์อย่ามิอาจหลีกเลี่ยง รวมทั้งคำถามตามมาว่า

แล้วใครจะมีความสามารถในกระทำเช่นนั้น

อะไรเป็นแรงจูงใจหากมีเหตุการณ์นั้น

หรือความรุนแรงจะเป็นเช่นไร

บ้านเมืองไทยจะประสบกับกระแสข่าวอันปั่นป่วนเพียงใด ในท่ามกลางโจทย์คำถามตัวโตและรุนแรงเช่นนี้ ในภาวะวิกฤติที่คนถามผม ถามด้วยอารมณ์ขุ่นเคืองใจ กับความดื้อรั้นของคุณทักษิณ เพื่อยังไม่ยอมวางมือทางการเมือง

 

กระทั่งมีเหตุการณ์ทหารออกกำลังกาย

มีการนำกำลังทหารจากที่ตั้ง

นำพาหนะออกขับขี่

และประกาศให้ประเทศไทยมีวันหยุดพิเศษ หลังวันที่ 19 กันยายน 2549 เรื่องราวต่างๆจึงคลี่คลาย พร้อมการรอลุ้นคณะรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ท่ามกลางข่าวคราวของอดีตนายกรัฐมนตรีในต่างแดน เรื่องราวของเมืองไทยจึงเข้าสู่สูตรการเมืองแบบใหม่

เรามีคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ

มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

มีคณะกรรมการตรวจสอบการทุจริต

มีเรื่องราวอีกมากมายหลายอย่างในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมา ท่ามกลางรัฐบาลขิงแก่ของสื่อมวลชน มีนักการเมืองจากขั้วอำนาจซึ่งถูกกีดกันด้วยกลุ่มรัฐบาลทักษิณ ออกมากระโดดโลดเต้นในเวทีการเมือง มีการเมืองแบบกระท่อนกระแท่น และมีความหวังเพียงเล็กน้อย เพื่อรอให้มีรัฐธรรมนูญและมีการเลือกตั้ง

เรามีความหวังเพียงเล็กน้อย

ในท่ามกลางการเมืองแบบวัดดวงเช่นนี้

หลังจากนั้น การเมืองก็เข้าสู่โหมดตามล้างตามเช็ด

เมื่อคุณทักษิณ ชินวัตร ยังคงไม่ได้วางมือทางการเมืองอย่างแท้จริง พร้อมกระแสข่าวต่อเนื่องทั้งรุกและรับ ท่ามกลางการถูกไล่บี้ทางบัญชี การตรวจสอบทางกฎหมาย การอายัดทรัพย์ การแจ้งข้อกล่าวหาเพื่อดำเนินความผิด ซึ่งสุดท้ายเพื่อต้องการนำคุณทักษิณ ชินวัตร กลับสู่ประเทศไทย

กลับมาต่อสู้ข้อกล่าวหาในชั้นศาล

หรือกระทั่งว่า จะสามารถดำเนินความผิดได้

ไม่ใช่เรื่องง่าย ในท่ามกลางตัวตนของคุณทักษิณ ชินวัตร

เมื่อพิจารณาจากคำพูดคำจา หรือกระทั่งวิสัยพื้นฐานส่วนตัวในการต่อสู้ทางธุรกิจ และการเมืองที่ผ่านมา รวมทั้งคำเปรยว่า ตนเองถูกกลั่นแกล้งและไม่ได้รับความเป็นธรรม จนต้องกระเด็นจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

คำถามนี้จึงมีคนถามซ้ำกับผม

ว่าความตายครั้งนี้จะช่วยเหลือประเทศไทยได้หรือไม่

หรือความตายของคุณทักษิณ ชินวัตร จะสร้างปัญหาใหญ่กว่า

สำหรับผม ผมเชื่อว่าปัญหาดังกล่าวจะไม่จบสิ้น หากมีความตายเกิดขึ้นด้วยการฆาตกรรม หรือตั้งใจฆาตกรรม สำหรับความปลอดภัยของบุคคลระดับประเทศ เรื่องราวในเมืองไทยจะไม่จบสิ้น แม้บางคนจะตะโกนเสียงดังว่า แผ่นดินจะสูงขึ้น แต่ผู้คนมากมายย่อมต้องหลั่งน้ำตาให้กับความสูญเสียนี้

ไม่มีใครสามารถรับประกันได้

และผมก็ไม่เชื่อว่า ในสังคมสมานผลประโยชน์

คงไม่มีใครคิดจะหักคอห่านทองคำเช่นคุณทักษิณ ชินวัตร

หรือไม่ทำให้ผู้คนต้องหันมาจับจ้อง ในขณะที่กลุ่มผลประโยชน์ของตนกำลังจัดสรรผลประโยชน์ในแผ่นดินไทย จัดสรรประโยชน์เข้าพกเข้าห่อ เฉพาะกลุ่มเฉพาะพวก จนวันนี้มีข่าวหลุดรอดเรื่องการจ่ายเงินของคุณทักษิณ เพื่อกลับมาต่อสู้ในเวทีการเมืองไทย

ในท่ามกลางความวุ่นวายวันนี้

ผมคิดว่าคำถามนี้คงมีหลายคนที่ตั้งโจทย์ไว้

แต่ปัญหาคือใครจะทำ หากจะทำจะทำเพื่ออะไร

หรือหากทำแล้ว ใครจะได้ประโยชน์ใครจะเสียประโยชน์ บ้านเมืองจะเป็นเช่นไรในท่ามกลางการปลุกปั่นยุยง เมื่อยามผู้นำการเมืองที่ตนรักต้องมาตายจาก ไฟจะเริ่มระอุจากที่ใด และใครบ้างจะเริ่มต้นการฉกฉวยผลประโยชน์จากความตายครั้งนี้ ในท่ามกลางความสิ้นหวังหลายประการของสังคมการเมืองไทย อย่างน้อยผมก็คิดว่า โจทย์นี้คือความหวังให้เราท่านได้เห็นว่า

ประเทศไทยยังไม่ถึงทางตัน

ที่ใครสักคนจะบ้าดีเดือดโดยใช้โจทย์นี้

เพื่อแก้สมการยุ่งเหยิงของการเมืองไทยด้วยความรุนแรง

หมายเลขบันทึก: 153349เขียนเมื่อ 13 ธันวาคม 2007 14:49 น. ()แก้ไขเมื่อ 14 มิถุนายน 2012 21:59 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (11)

อ่านแล้วอยากพ่วงอีกสักคำถาม...

ถ้า "อีแอบผมขาว" คนที่นายสมัครกล่าวถึงเมื่อคราวปราศรัย "ตาย" บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร...

KN

  • สวัสดีครับ คุณนรุตม์ P
  • ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ สำหรับการลองโจทย์
  • หรือแก้สมการทางการเมืองไทย
  • โดยลองเปลี่ยนรายชื่อ
  • ลองเปลี่ยนดูสักทีก็คงจะได้นะครับ
  • สำหรับการเมืองในระบอบประชาธิปไตย
  • และความพยายามเพื่อสร้างวัฒนธรรมการตำหนิติเตียนแบบมีเหตุมีผล
  • ลองดูก็ได้ครับ
  • น่าจะได้คำตอบที่น่าสนใจ
  • ขอบคุณมากครับ สำหรับการเยี่ยมเยือน
  • ขอบคุณครับ

สวัสดีครับ

            บ้านเมืองไทยอยู่ได้ด้วยหลายองค์ประกอบ ก็คงเหมือน ๆ สังคม ประเทศอื่น ๆ

            แต่แปลกที่ประเทศเรากลับเป็นไปไม่เหมือน หลายสังคมที่อาจจะดูคล้าย ๆ กันในทางการเมืองการปกครอง

            บ้านเราระบบอุปถัมป์มันฝังลึกมาก ๆ การเกี่ยวโยงทางผลประโยชน์ยังโยงไปถึงเรื่องของบุญคุณ ยังเกี่ยวเรื่องน้ำใจน้ำมิตร

            ระบบแบบนี้ยังอยู่  คุณทักษิณ จึงยังอยู่ได้ เพราะคุณทักษิณมีตังค์เยอะ  คุณเขาสร้างภาพลักษณ์ไว้ดี   สร้างการกระทำในลักษณะผู้ใหญ่ใจดี ภาพใบหน้าเหลี่ยม ๆ กับนิ้วที่ชี้ขึ้นฟ้า  ใบโปสเตอร์ที่วางแสงสีเสื้อผ้า  มันฝังลึกในมโนคิดของคนชั้นรอคอยการช่วยเหลือ ( ซึ่งมีอยู่ทุกชนชั้นของสังคมไทย )

           การแก้ไขปัญหาที่เลือกทำให้กระทบคนส่วนใหญ่ ( แบบใดก็ตาม ) เป็นรูปแบบการทำงานที่ได้รับการยอมรับและกระแทกแนวความคิดของพรรคการเมืองทั้งหลาย

          แต่น่าเสียดายความทะยานของคุณทักษิณ และความเป็นระบบอุปถัมป์ของคุณทักษิณเอง  คุณธรรมน้ำมิตร  เรื่องของบุญคุณต้องตอบแทน แค้นชำระ

           มันก็ตามหลอกหลอนคุณเขาพร้อม ๆ กับครอบครัวจนได้

           เป็นการวนเวียนของระบบอุปถัมป์ที่ว่า

           ตราบใดที่พวกเรายังแยกแยะเรื่องนี้ไม่ออกจากเกมการเมือง  เกมวงข้าราชการ  เกมการพนัน เกมกีฬา   แม้แต่เกมของความรัก

          ภาพการกอบกู้  คือใครก็ตามที่เข้ามาล้มกระดาน หรือ มารอมชอมให้เริ่มเกมใหม่  หรือ คิดเกมใหม่   ก็จะยังมีอยู่เสมอ

          เวลานี้ คุณทักษิณไม่ยอมเลิกจากเกมง่าย ๆ เพราะเขามีวิธีอุปถัมป์มากมายให้แก่ คนไทยที่พร้อมรับการอุปถัมป์   และเขาเองก็ได้รับการอุปถัมป์มากมาย ด้วยหลักคิดแบบคุณธรรมน้ำมิตรเช่นกัน

            คนพวกนี้บุญสูง  เขาไม่ตายง่าย ๆ แน่

ขอให้ คุณทักษิณ จงมีแต่ความทุกข์ ขอให้ตายยาก นามสกุลชินวัตร จงหายไปจากโลก

ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นขบวนการครับ มีหัวขบวน ท้ายขบวน และผู้โดยสาร

ขบวนที่ว่าไม่ใช่รถไฟนะครับ มันเป็นขบวนการ...

หากจะยุติได้มันต้องฝังทั้งขบวนครับ

ทักษิณ ชินวัตร น่าจะใช้สมองคิดหยุดปัญหาวุ่นวายทั้งหมดตั้งแต่ยังมีลมหายใจอยู่ มิใช่ปล่อยให้การหมดลมหายใจเป็นผู้จัดการหยุดปัญหา...น่าจะยอมงอ ดีกว่าปล่อยให้หัก แล้วในที่สุดจะไม่เหลืออะไรเลย...

คนไทยที่รักพ่อหลวง

ให้ตายเร็วๆๆ พวกที่รักทักษิณ น่าจะย้ายไปอยู่กับทักษิณ ไม่ต้องมาอยู่ประเทศไทย มรสมองกันหรือป่าวพวกเลว

แผ่นดินไทยจะได้สูงขึ้นมากกว่านี้

บทกวี “สึนามิ”

“รัฐบุรุษจอมปลอม”

เขียนโดย ศุภฤกษ์ รมยานนท์

*********

เราไว้ใจคุณได้แค่ไหน?

ไว้ใจในอีกหนึ่งวาระสมัย

ให้คุณเข้ามาทำนุบำรุง

มาผดุงการเสริมส่งและสรรค์สร้าง

ไม่ใช่สั่งสมอำนาจ

มาขยับขยายกิจการครอบครองเป็นเจ้าของ

สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ

แต่คนอาศัยสถานการณ์สร้างภาพพจน์ตนเองนั้นเล่า

คุณจะให้เราเรียกว่าวีรบุรุษกระนั้นหรือ?

เอาเถอะ...ถึงอย่างไรเราก็เข้าใจ

ประการหนึ่งซึ่งได้มาด้วยอำนาจ

อาจจะต้องฉกฉวยช่วงชิงโอกาส

โอกาสทองที่พี่น้องร่วมชาติ

กำลังทุกข์ระทมตรมเศร้ากับวิบัติภัยสึนามิ

ตลอดวาระสมัยของคุณ

คุณเอาแต่อวดอ้างคติพจน์

คนเดินดินที่แหงนหน้าดูดาว

เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส

เราเห็นหลายคนแล้วเอ่ยอิงคติพจน์นี้ด้วยความชื่นชม

รำพึงรำพันฟุ้งเฟ้อเพ้อเจ้อ

ฝันละเมอเพ้อพกถึงคุณภาพชีวิตอันเลิศลอย

พร่ำพูดถึงการกินดีอยู่ดีมั่งมีศรีสุข

แต่พวกเขาก็ยังเดินดินแหงนหน้าดูดาวกันต่อไป

ในท่ามกลางโอกาสที่วิกฤติ

ขณะที่ญาติโกโหติกาของคุณ

อีกทั้งบริวารเครือข่ายของคุณ

ต่างพิบูลพูนผลไปตาม ๆ กัน

บอกหน่อยได้ไหมว่าคุณนั้นจริงใจ

จริงจังจะทำนุบำรุงเสริมสร้าง

สร้างสรรค์คุณค่ามนุษยชน

ไม่ใช่สร้างภาพพจน์ของคนจอมปลอม

บอกหน่อยได้ไหมว่าคุณนั้นใจจริง

จริงใจกับพี่น้องผู้ต้องภัยพิบัติสึนามิ

จิรงใจที่ให้ความมีคุณค่ากับผู้ด้อยโอกาส

จริงจังจะคลี่คลายปัญหาความยัดเยียดแออัด

จริงจังกับการปฏิบัติหน้าที่เพื่อกระจายอำนาจ

ไปสู่พี่น้องผองเพื่อนร่วมชาติ

แล้วคุณจะไม่ใช่ “รัฐบุรุษจอมปลอม”

-------------

ศุภฤกษ์ รมยานนท์ อ่านบทกวีชิ้นนี้ที่ หอศิลป์เจ้าฟ้าฯ

เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2548

บทความวิจารณ์หนังสือ

จดหมายถึง พ.ต.ท.ดร. ทักษิณ ชินวัตร

ของ สมอลล์ บัณฑิต อานียา

เขียนโดย ศุภฤกษ์ รมยานนท์

ตีพิมพ์ใน “จุดประกายวรรณกรรม” นสพ.กรุงเทพธุรกิจ

ปลายปี พ.ศ.2548

“ผมมิได้เขียนหนังสือเพื่อเงิน หรือเพื่อชื่อเสียง หรือเพื่อให้ได้รับการยกย่องในทางหนึ่งทางใด แต่ผมเขียนหนังสือเพื่อที่จะบอกความจริงอันล้ำค่าบางประการแก่คนไทยทั้งแผ่นดินได้รู้ไว้ และผมกำลังรอโอกาสอันงามนั้นอยู่”

ข้างต้นนี้เป็นข้อความหนึ่งในตอนท้ายของข้อเขียนเรื่อง “นิด ๆ หน่อย ๆ เกี่ยวกับ สมอลล์ บัณฑิต อานียา” ที่ได้บอกเจตนารมย์ของการเป็นนักเขียนของตน เพียงบอกกล่าวความเป็นไปของสังคม ด้วยการเสียดสีนักการเมืองให้เจ็บแสบ และแหนบเหน็บชีวิตที่เจ็บปวด

ผมได้เจอกับ พี่บัณฑิต อานียา หน้าซอยโชคชัย 4 ในตอนค่ำ แกชวนผมมาเลี้ยงอาหารเจ แล้วอีกไม่กี่วันต่อมาก็ส่งหนังสือเล่มนี้มาให้ผมที่บ้าน ชื่อหนังสือระบุว่า “จดหมายถึง พ.ต.ท.ดร. ทักษิณ ชินวัตร” โดยโปรยปกหน้าไว้ว่า “รวมเรื่องสั้นเพื่อชาติ เพื่อประชาชน โดยนักเขียนสามัญชนเสรี บัณฑิต อานียา” หนา 208 หน้า ราคา 130 บาท จัดพิมพ์โดย สนพ. ลายฉลุ

ข้อเขียนทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้มี 10 เรื่อง และผมขอกล่าวตรง ๆ โต้ง ๆ อย่างบริสุทธิ์ใจว่า อ่านแล้วเกิดความรู้สึกและอารมณ์หลายต่อหลายอย่าง ซึ่งอาจจะอธิบายได้หรือไม่ได้ก็แล้วแต่ทัศนะคติของผู้อ่าน ทั้ง 10 เรื่องนั้นก็คือ...

“นิด ๆ หน่อย ๆ เกี่ยวกับ สมอลล์ บัณฑิต อานียา”, “จดหมายถึง พ.ต.ท.ดร. ทักษิณ ชินวัตร”, “วจนะเพื่อชาติ”, สรรนิพนธ์เพื่อชาติ (ฉบับตัวอย่าง)”, “คนระลึกชาติได้”, “คำถามสำหรับนายกรัฐมนตรี”, “ถึงเวลาปฏิวัติกันอีกแล้ว ประเทศไทยเอ๋ย!”, “การแช่งคนชั่วเพื่อชาติ”, “พ่อและแม่รักลูกสุดชีวิต” และ “แด่ นายห้างทอง ธรรมวัฒนะ”

แต่ผมถือว่าทั้ง 10 เรื่องเป็นเรื่องสั้น (short story) เพียง 2 เรื่องเท่านั้นคือ “คนระลึกชาติได้” วาดภาพประกอบเรื่องโดย วสันต์ สิทธิเขตต์ และ “พ่อและแม่รักลูกสุดชีวิต” วาดภาพประกอบเรื่องโดย ทองธัช เทพารักษ์ อีก 8 เรื่องผมอ่านคร่าว ๆ แล้วเหมือนเป็นบทความบรรยายที่ผู้ประพันธ์บ่งบอกทัศนะส่วนตนอย่างดุเดือดเผ็ดร้อน

“คนระลึกชาติได้” ผู้เขียนได้แรงดลใจจากข่าว นสพ.ไทยรัฐ วันที่ 13 เมษายน 2545 ว่า มีผู้ชายคนหนึ่งฆ่าตัวตายโดยกิโยตินที่เขาเองเป็นคนสร้างและจำลองขึ้น วิญญาณของชายคนนี้ได้พูดผ่านคนทรงว่า เขาให้ความเคารพแก่เครื่องมือประหารชีวิตนี้ เพราะมันได้ให้ความเสมอภาคแก่มนุษย์ทุกชนชั้นในสังคมอย่างแท้จริง

อันที่จริงแล้วเครื่องมือประหารต่าง ๆ และการประหารชีวิตจะดำเนินการได้ก็ต้องมีการสั่งการโดยผู้มีหน้าที่แล้วได้รับคำสั่งจากผู้มีอำนาจ กิโยตินไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่า ผู้ที่ถูกมันตัดคอนั้นมีความผิดหรือไม่ประการใด

วิญญาณของผู้ชายคนนั้นบอกว่า อดีตชาติของเขาคือพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ถูกสั่งให้สำเร็จโทษโดยโรเปสเปียร์ เขารู้สึกภาคภูมิใจที่มีพระเจ้าแผ่นดินน้อยรายที่ถูกสำเร็จโทษด้วยวิธีนี้ในปี ค.ศ.1789

แล้วก็มีขอทานคนหนึ่งอ้างตัวว่า ตนนั้นก็มีอดีตชาติเป็นพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เช่นกัน มานอนรอการประหารบนแท่นกิโยตินนั้น แล้วต่างคนต่างแย่งกันจะใช้เครื่องประหารเพื่อพิสูจน์ว่าตนเป็นตัวจริง ในที่สุดชายที่สร้างกิโยตินเครื่องนั้นก็เป็นผู้ชนะ

บัณฑิต อานียา คงต้องการสื่อออกมาว่า อัตตาของบุคคลเป็นสิ่งสมมติที่จิตวิญญาณถือเอามาเป็นตัวตนเท่านั้น แม้ว่าชีวิตจะหลุดจากร่างไปแล้วก็ยังติดยึดอยู่ในอัตตาตัวตนเดิมอย่างสลัดไม่หลุด เดินทางเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จบ

เรื่องต่อมาคือ “พ่อและแม่รักลูกสุดชีวิต” เป็นเรื่องของนักธุรกิจผู้มั่งคั่ง ได้เล่าอาการติดยาของลูกชายวัยรุ่นให้นายแพทย์ได้ฟัง แล้วก็ได้รับคำชี้แจงว่า...

“คุณเป็นพ่อที่ดี เมียคุณก็เป็นแม่ที่ดี และลูกชายคุณก็เป็นลูกที่ดี เพียงแต่ว่าคุณรักลูกมากเกินไป และเลี้ยงลูกผิดวิธีตั้งแต่ในวัยเด็กเป็นต้นมาเท่านั้นแหละ เท่าที่คุณเล่าอาหารของลูกชายให้ผมฟังนี้ ผมสามารถวินิจฉัยได้ว่า ลูกของคุณถูกตามใจมากเกินไป ได้รับความรักมากเกินไป และได้รับการเอาอกเอาใจและได้รับการพะเน้าพะนอมากเกินไปนั่นเอง แต่คุณไม่มีเวลาดูแลอบรมลูก ดังนั้นเมื่อลูกชายของคุณเติบโตเป็นเด็กวัยรุ่นจึงตกเป็นทาสยาเสพติด และคราวนี้คุณก็มองเห็นแล้วว่า การเลี้ยงลูกอย่างผิดวิธีโดยให้ทุกสิ่งแก่ลูกในทางวัตถุนั้นมิเป็นผลดีต่อลูกของคุณเลย”

ดังกล่าวข้างต้นเป็นข้อเท็จจริงโดยทั่วไป แต่ความเป็นไปได้ในอันจะทำให้เด็กวัยรุ่นหลงผิดนั้นก็คือการไม่รู้จักรักษาคำพูดของผู้ใหญ่ รับปากกับเด็กเพียงแต่คำพูดเท่านั้น และขาดความมั่นใจในการใช้คำพูดที่จะปลูกฝังจิตสำนึกให้เด็กมีวินัยในตัวเอง อีกทั้งอารมณ์และพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่สมควรของผู้ใหญ่ก็ได้แสดงออกมาให้เด็ก ๆ ได้เห็น

บัณฑิต อานียา ได้เสียดสีวงการอุดมศึกษาของประเทศไทยไว้อย่างเจ็บแสบว่า...

“สำหรับมหาวิทยาลัยเอกชนบางแห่งแล้ว ไอ้งั่งที่ไหนก็สามารถเข้ามาเรียนได้ทั้งนั้น ขอให้มีเงินจำนวนเพียงพอเท่านั้นแหละ เช่นเดียวกับที่มีผู้รู้ดีกล่าวต่อไปอีกว่า ไอ้บ้องตื้นและไอ้หน้าโง่ดักดานที่ไหนก็สามารถได้รับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยเอกชนบางแห่งได้ หากว่าเขาจ่ายเงินให้แก่มหาวิทยาลัยตามจำนวนที่มหาวิทยาลัยต้องการเท่านั้นแหละ”

เรื่องนี้จบลงอย่างสุขนิยม แต่แล้วบทส่งท้ายของเรื่อง ผู้เขียนกลับระบุไว้ว่า เรื่องจริงจะไม่จบลงในลักษณะอย่างนี้ เหมือนแบ๊คกะโหลกคนอ่านที่น้ำตาซึมขณะปลาบปลื้มกับตัวละครที่พ้นทุกข์พ้นโศก

ถ้าคนอย่างมันตายประเทศไทยจะสงบสุข แผ่นดินคงสูงขึ้น เพราะทุกวันนี้มันสร้างแต่ความแตกแยกร้าวฉานให้เกิดขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน คนอะไรเกิดมาหนักแผ่นดินจริงๆ


น่าจะตายเร็วกว่านี้ แผ่นดินจะได้สูงขึ้น เพราะมัน คือ ตัวอับปี ตระกูลชิน

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี