บทความวิจารณ์หนังสือ

จดหมายถึง พ.ต.ท.ดร. ทักษิณ ชินวัตร

ของ สมอลล์ บัณฑิต อานียา

เขียนโดย ศุภฤกษ์ รมยานนท์

ตีพิมพ์ใน “จุดประกายวรรณกรรม” นสพ.กรุงเทพธุรกิจ

ปลายปี พ.ศ.2548

“ผมมิได้เขียนหนังสือเพื่อเงิน หรือเพื่อชื่อเสียง หรือเพื่อให้ได้รับการยกย่องในทางหนึ่งทางใด แต่ผมเขียนหนังสือเพื่อที่จะบอกความจริงอันล้ำค่าบางประการแก่คนไทยทั้งแผ่นดินได้รู้ไว้ และผมกำลังรอโอกาสอันงามนั้นอยู่”

ข้างต้นนี้เป็นข้อความหนึ่งในตอนท้ายของข้อเขียนเรื่อง “นิด ๆ หน่อย ๆ เกี่ยวกับ สมอลล์ บัณฑิต อานียา” ที่ได้บอกเจตนารมย์ของการเป็นนักเขียนของตน เพียงบอกกล่าวความเป็นไปของสังคม ด้วยการเสียดสีนักการเมืองให้เจ็บแสบ และแหนบเหน็บชีวิตที่เจ็บปวด

ผมได้เจอกับ พี่บัณฑิต อานียา หน้าซอยโชคชัย 4 ในตอนค่ำ แกชวนผมมาเลี้ยงอาหารเจ แล้วอีกไม่กี่วันต่อมาก็ส่งหนังสือเล่มนี้มาให้ผมที่บ้าน ชื่อหนังสือระบุว่า “จดหมายถึง พ.ต.ท.ดร. ทักษิณ ชินวัตร” โดยโปรยปกหน้าไว้ว่า “รวมเรื่องสั้นเพื่อชาติ เพื่อประชาชน โดยนักเขียนสามัญชนเสรี บัณฑิต อานียา” หนา 208 หน้า ราคา 130 บาท จัดพิมพ์โดย สนพ. ลายฉลุ

ข้อเขียนทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้มี 10 เรื่อง และผมขอกล่าวตรง ๆ โต้ง ๆ อย่างบริสุทธิ์ใจว่า อ่านแล้วเกิดความรู้สึกและอารมณ์หลายต่อหลายอย่าง ซึ่งอาจจะอธิบายได้หรือไม่ได้ก็แล้วแต่ทัศนะคติของผู้อ่าน ทั้ง 10 เรื่องนั้นก็คือ...

“นิด ๆ หน่อย ๆ เกี่ยวกับ สมอลล์ บัณฑิต อานียา”, “จดหมายถึง พ.ต.ท.ดร. ทักษิณ ชินวัตร”, “วจนะเพื่อชาติ”, สรรนิพนธ์เพื่อชาติ (ฉบับตัวอย่าง)”, “คนระลึกชาติได้”, “คำถามสำหรับนายกรัฐมนตรี”, “ถึงเวลาปฏิวัติกันอีกแล้ว ประเทศไทยเอ๋ย!”, “การแช่งคนชั่วเพื่อชาติ”, “พ่อและแม่รักลูกสุดชีวิต” และ “แด่ นายห้างทอง ธรรมวัฒนะ”

แต่ผมถือว่าทั้ง 10 เรื่องเป็นเรื่องสั้น (short story) เพียง 2 เรื่องเท่านั้นคือ “คนระลึกชาติได้” วาดภาพประกอบเรื่องโดย วสันต์ สิทธิเขตต์ และ “พ่อและแม่รักลูกสุดชีวิต” วาดภาพประกอบเรื่องโดย ทองธัช เทพารักษ์ อีก 8 เรื่องผมอ่านคร่าว ๆ แล้วเหมือนเป็นบทความบรรยายที่ผู้ประพันธ์บ่งบอกทัศนะส่วนตนอย่างดุเดือดเผ็ดร้อน

“คนระลึกชาติได้” ผู้เขียนได้แรงดลใจจากข่าว นสพ.ไทยรัฐ วันที่ 13 เมษายน 2545 ว่า มีผู้ชายคนหนึ่งฆ่าตัวตายโดยกิโยตินที่เขาเองเป็นคนสร้างและจำลองขึ้น วิญญาณของชายคนนี้ได้พูดผ่านคนทรงว่า เขาให้ความเคารพแก่เครื่องมือประหารชีวิตนี้ เพราะมันได้ให้ความเสมอภาคแก่มนุษย์ทุกชนชั้นในสังคมอย่างแท้จริง

อันที่จริงแล้วเครื่องมือประหารต่าง ๆ และการประหารชีวิตจะดำเนินการได้ก็ต้องมีการสั่งการโดยผู้มีหน้าที่แล้วได้รับคำสั่งจากผู้มีอำนาจ กิโยตินไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่า ผู้ที่ถูกมันตัดคอนั้นมีความผิดหรือไม่ประการใด

วิญญาณของผู้ชายคนนั้นบอกว่า อดีตชาติของเขาคือพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ถูกสั่งให้สำเร็จโทษโดยโรเปสเปียร์ เขารู้สึกภาคภูมิใจที่มีพระเจ้าแผ่นดินน้อยรายที่ถูกสำเร็จโทษด้วยวิธีนี้ในปี ค.ศ.1789

แล้วก็มีขอทานคนหนึ่งอ้างตัวว่า ตนนั้นก็มีอดีตชาติเป็นพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เช่นกัน มานอนรอการประหารบนแท่นกิโยตินนั้น แล้วต่างคนต่างแย่งกันจะใช้เครื่องประหารเพื่อพิสูจน์ว่าตนเป็นตัวจริง ในที่สุดชายที่สร้างกิโยตินเครื่องนั้นก็เป็นผู้ชนะ

บัณฑิต อานียา คงต้องการสื่อออกมาว่า อัตตาของบุคคลเป็นสิ่งสมมติที่จิตวิญญาณถือเอามาเป็นตัวตนเท่านั้น แม้ว่าชีวิตจะหลุดจากร่างไปแล้วก็ยังติดยึดอยู่ในอัตตาตัวตนเดิมอย่างสลัดไม่หลุด เดินทางเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จบ

เรื่องต่อมาคือ “พ่อและแม่รักลูกสุดชีวิต” เป็นเรื่องของนักธุรกิจผู้มั่งคั่ง ได้เล่าอาการติดยาของลูกชายวัยรุ่นให้นายแพทย์ได้ฟัง แล้วก็ได้รับคำชี้แจงว่า...

“คุณเป็นพ่อที่ดี เมียคุณก็เป็นแม่ที่ดี และลูกชายคุณก็เป็นลูกที่ดี เพียงแต่ว่าคุณรักลูกมากเกินไป และเลี้ยงลูกผิดวิธีตั้งแต่ในวัยเด็กเป็นต้นมาเท่านั้นแหละ เท่าที่คุณเล่าอาหารของลูกชายให้ผมฟังนี้ ผมสามารถวินิจฉัยได้ว่า ลูกของคุณถูกตามใจมากเกินไป ได้รับความรักมากเกินไป และได้รับการเอาอกเอาใจและได้รับการพะเน้าพะนอมากเกินไปนั่นเอง แต่คุณไม่มีเวลาดูแลอบรมลูก ดังนั้นเมื่อลูกชายของคุณเติบโตเป็นเด็กวัยรุ่นจึงตกเป็นทาสยาเสพติด และคราวนี้คุณก็มองเห็นแล้วว่า การเลี้ยงลูกอย่างผิดวิธีโดยให้ทุกสิ่งแก่ลูกในทางวัตถุนั้นมิเป็นผลดีต่อลูกของคุณเลย”

ดังกล่าวข้างต้นเป็นข้อเท็จจริงโดยทั่วไป แต่ความเป็นไปได้ในอันจะทำให้เด็กวัยรุ่นหลงผิดนั้นก็คือการไม่รู้จักรักษาคำพูดของผู้ใหญ่ รับปากกับเด็กเพียงแต่คำพูดเท่านั้น และขาดความมั่นใจในการใช้คำพูดที่จะปลูกฝังจิตสำนึกให้เด็กมีวินัยในตัวเอง อีกทั้งอารมณ์และพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่สมควรของผู้ใหญ่ก็ได้แสดงออกมาให้เด็ก ๆ ได้เห็น

บัณฑิต อานียา ได้เสียดสีวงการอุดมศึกษาของประเทศไทยไว้อย่างเจ็บแสบว่า...

“สำหรับมหาวิทยาลัยเอกชนบางแห่งแล้ว ไอ้งั่งที่ไหนก็สามารถเข้ามาเรียนได้ทั้งนั้น ขอให้มีเงินจำนวนเพียงพอเท่านั้นแหละ เช่นเดียวกับที่มีผู้รู้ดีกล่าวต่อไปอีกว่า ไอ้บ้องตื้นและไอ้หน้าโง่ดักดานที่ไหนก็สามารถได้รับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยเอกชนบางแห่งได้ หากว่าเขาจ่ายเงินให้แก่มหาวิทยาลัยตามจำนวนที่มหาวิทยาลัยต้องการเท่านั้นแหละ”

เรื่องนี้จบลงอย่างสุขนิยม แต่แล้วบทส่งท้ายของเรื่อง ผู้เขียนกลับระบุไว้ว่า เรื่องจริงจะไม่จบลงในลักษณะอย่างนี้ เหมือนแบ๊คกะโหลกคนอ่านที่น้ำตาซึมขณะปลาบปลื้มกับตัวละครที่พ้นทุกข์พ้นโศก