GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

บริการเชิงรุกของโรงพยาบาลคำตากล้า ตอนที่ ๑

ทีมงานที่ออกให้บริการไม่มีค่าตอบแทนในการออกแต่ละครั้ง แต่เราก็มีความตั้งใจจริงในการออกให้บริการ

โรงพยาบาลคำตากล้า เป็นโรงพยาบาลอำเภอขนาด ๓๐ เตียงแห่งหนึ่งในจังหวัดสกลนคร รับผิดชอบ ๔ ตำบล PCU ๔ แห่ง และสถานีอนามัย ๓ แห่ง มีผู้ป่วยเบาหวานรวมทั้งหมด ๗๘๖ คน คุณกนิษฐา จันทร์แจ่มศรี พยาบาลวิชาชีพ ๗ ได้เล่าเรื่องการพัฒนาการบริการสำหรับผู้ป่วยเบาหวานได้อย่างน่าสนใจ ดิฉันแบ่งลงเป็น ๓ ตอน ตอนที่ ๑ บอกความเป็นมาและภาพรวม ตอนที่ ๒ และ ๓ เป็นรายละเอียดของการให้บริการ สมาชิกติดตามอ่านแล้วมีความคิดเห็นอย่างไร ช่วยเขียนมาให้ทราบด้วยนะคะ

วัลลา ตันตโยทัย วันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๔๘

"บริการเชิงรุกของโรงพยาบาลคำตากล้า ตอนที่ ๑"

แต่เดิมการรับบริการของผู้ป่วยเบาหวาน จะต้องมาที่โรงพยาบาลทุกวันศุกร์ ซึ่งจำนวนผู้มารับบริการประมาณ ๑๒๐-๑๕๐ คนต่อสัปดาห์ การมารับบริการแต่ละครั้ง ผู้ป่วยจะต้องมารอรับบริการตั้งแต่เช้ามืดประมาณตี ๒ จะเริ่มมายื่นบัตรรับบริการ เพราะผู้ป่วยที่อยู่ตำบลอื่นจะต้องเข้ามากับรถโดยสารที่เข้าอำเภอเพื่อมาจ่ายตลาดเช้าพร้อมแม่ค้า เนื่องจากมีรถมาเที่ยวเดียว ถ้าไม่มาเที่ยวนี้ก็ต้องเหมารถเข้ามาเอง บางรายก็จะมาประมาณตี ๕ เพื่อหวังว่าจะได้บัตรคิวเบอร์ต้นๆ ซึ่งการให้บริการผู้ป่วยเช่นนี้ ทำให้ผู้ป่วยเสียเวลามารับบริการครั้งหนึ่งๆ เกือบทั้งวัน และต้องเสียค่ารถโดยสารไป-กลับคนละ ๓๐-๖๐ บาท ถ้าเหมารถต้องเสียค่ารถประมาณ ๑๒๐-๒๐๐ บาท และเสียค่าอาหารมื้อเที่ยงคนละ ๓๐ บาท รวมค่าใช้จ่ายในการมารับบริการคนละประมาณ ๖๐-๒๓๐ บาท บางคนต้องขอยืมเงินจากเพื่อนบ้านเพื่อมาตามที่หมอนัด

ปี ๒๕๔๖ รัฐบาลได้มีโครงการ ๓๐ บาท เข้ามาใช้ในการบริการประชาชน โดยเน้นการให้บริการเชิงรุก "สถานบริการใกล้บ้านใกล้ใจ" ทีมงาน คปสอ. คำตากล้าได้วิเคราะห์ปัญหาการให้บริการจากแบบสอบถามความคิดเห็นของผู้รับบริการ พบว่าปัญหาสำคัญคือความแออัดที่ตึกผู้ป่วยนอกในวันที่มีคลินิกเบาหวาน ผู้ป่วยต้องรอนาน การให้บริการไม่ครอบคลุมและไม่ได้คุณภาพเท่าที่ควร ผู้ป่วยยังขาดนัด และเกิดโรคแทรกซ้อนมากขึ้น จึงได้ประชุมปรึกษาหารือในทีมงานเพื่อพัฒนาระบบบริการให้มีคุณภาพและให้ผู้รับบริการมีความพึงพอใจ มีความเห็นว่าควรให้บริการเชิงรุกมากขึ้น จึงได้ตั้งทีมงานจากสหสาขาวิชาชีพคือแพทย์ เภสัชกร ทันตแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจากตำบลขึ้นมาดูแลผู้ป่วยในพื้นที่

ด้านการรักษาพยาบาล : ในโรงพยาบาลปรับวันให้บริการจากสัปดาห์ละ ๑ วัน เป็น ๒ วัน จัดทีมสหวิชาชีพ ทีมละ ๘-๑๐ คน ออกไปให้บริการผู้ป่วยเบาหวานใน PCU/สถานีอนามัยทุกแห่งเดือนละ ๑ ครั้ง โดยทีมงานที่ออกให้บริการไม่มีค่าตอบแทนในการออกแต่ละครั้ง แต่เราก็มีความตั้งใจจริงในการออกให้บริการ

ผลลัพธ์ : ลดความแออัดของผู้รับบริการที่ตึกผู้ป่วยนอกในวันคลินิกเบาหวานจากวันละ ๑๒๐-๑๕๐ คน เหลือวันละ ๓๐-๔๐ คน ลดระยะเวลาการรอคอยของผู้ป่วย ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องเสียเวลามารับบริการตั้งแต่เช้ามืด จากที่ต้องเสียเวลาวันละ ๖-๘ ชั่วโมง ลดลงเหลือ ๓-๔ ชั่วโมง อัตราการขาดนัดลดลงจากร้อยละ ๒๓.๖๘ เหลือร้อยละ ๑๓.๓๑ ผู้รับบริการมีความพึงพอใจมากขึ้นร้อยละ ๙๕.๐๐ ลดค่าใช้จ่ายในการมารับบริการ จากที่ต้องเสียเงิน ๕๐-๙๐ บาท ลดลงเหลือ ๒๐ บาท เป็นค่ารถมาสถานีอนามัย บางคนอาจไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรเลย เพราะสถานีอนามัยอยู่ใกล้บ้าน มารับบริการแล้วกลับไปกินข้าวที่บ้าน

ด้านการป้องกันและควบคุม : ให้ความรู้กลุ่มประชาชนทั่วไป ทั้งในสถานพยาบาลและในชุมชน เสียงตามสายในหมู่บ้าน คัดกรองกลุ่มประชาชนที่มีอายุ ๔๐ ปี และกลุ่มเสี่ยง ร้อยละ ๑๐๐ ติดตามเยี่ยมบ้านในผู้ป่วยที่ขาดนัด ผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อน ร้อยละ ๑๐๐

ผลลัพธ์ : มีการคัดกรองกลุ่มประชากรที่มีอายุ ๔๐ ปี ขึ้นไป ได้ร้อยละ ๘๓.๐๔ และกลุ่มเสี่ยงได้ร้อยละ ๘๕.๒๒ ได้ติดตามเยี่ยมผู้ป่วยเบาหวานทุกรายอย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง และติดตามเยี่ยมผู้ป่วยรายที่ขาดนัดหรือมีภาวะแทรกซ้อนที่ไม่สามารถมารับบริการได้ร้อยละ ๑๐๐

ผู้เล่าเรื่อง คุณกนิษฐา จันทร์แจ่มศรี พยาบาลวิชาชีพ ๗ โรงพยาบาลคำตากล้า อ.คำตากล้า จ.สกลนคร ๔๗๐๐๐ โทร. ๐๔๒-๗๙๖-๐๔๖           

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 1533
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 1
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (1)

น่าสนใจว่า ระบบการดูแลผป.เบาหวาน ที่ดี มีมาตรฐาน  มีค่าใช้จ่าย ของระบบไม่สูงเกินไป  ควรเป็นอย่างไร

   เราคาดหวังอะไร จากการพัฒนา ระบบบริการเบาหวาน ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ    สุดท้าย ตัวชี้วัดเชิงกระบวนการ ที่สำคัญ  คือ อะไร    ตัวชี้วัดเชิงผลลัพธ์  คืออะไร    ในความเห็นผม ตัวชี้วัดเชิงกระบวนการ เชิงปริมาณ(ค่อนข้างหยาบ )คือ  มีการส่งเสริมกระบวนการกลุ่ม self help group อย่างน้อย ปีละ 4 ครั้ง ในศูนย์บริการ   ( ทำได้ ทะครั้ง ที่มีลคินิคบริการ ยิ่งดี )

ตัวชี้วัด กระบวนการ เชิงคุณภาพ น่าจะควรกันคิด ผมลองเสนอ เช่น สัดส่วนสมาชิก สมัครใจเข้าร่วมกิจกรรม self help gr. ไม่ตำกว่า 1/3  หมายความว่า มีคนมารับยาเบาหวาน แล้ว ไม่รีบกลับบ้าน อยู่ร่วมกิจกรรมด้วยความสมัครใจมากกว่า 1/ 3  ของคนที่รับยา   แสดงว่า กิจกรรมที่จัดกันมีคุณภาพ มีประโยชน์ รับรู้ได้ โดยผป.และญาติ     ทั้งนี้ เป้าหมายตัวชี้วัดแต่ละ PCU ไม่ต้องเหมือนกัน แต่ควรมีการตั้งเพื่อสะท้อนเป้าหมายคุณภาพ ของแต่ละแห่ง  ที่มีทุนทางสังคม องค์กร ไม่เท่ากัน จึงไม่ควรมีเป้าเดียวกันทั้งประเทศ

ตัวชี้วัด ปัจจัยนำเข้า ก็น่าจะช่วยกันคิด เช่น เราพัฒนาระบบดูแล ผป.เบาหวาน   หากดูแลตนเอง มีศักยภาพ สูงขึ้น (empower )   น่าจะใช้ยามูลค่าลดลง  คู่ไปกับผลลัพธ์การรักษา ดีขึ้น   ตัวชี้วัดผลกระทบ ควรเริ่มจาก ปัญหาแทรกซ้อนก่อนวัยอันควร  เช่น สัดส่วนผป เบาหวาน ที่อายุน้อยกว่า 60 ปี( อาจจะ 70 ปี ) ถูกตัดอวัยวะ แต่ละปี   ควรลดลง     สัดส่วนผป.เบาหวาน ที่ประสาทตาเสื่อมก่อนวัย ลดลง ( ถามผู้เชี่ยวชาญต่อนะครับว่า นิยามที่เหมาะสม ของ ประสาทตาเสื่อมจากเบาหวาน หมายถึงอะไรที่ติดตามประเมินระบบได้ง่าย )  ทั้งนี้ ควรจะมีระบบตรวจสุขภาพตา รองรับด้วย ทุก 1 หรือ ทุก 2ปี ในชุมชน คล้ายกับว่า เรานัดจักษุแพทย์ จาก รพท รพศ ลงชุมชน ตรวจคัดกรอง ครั้งละ 50-60 คน  เหมือนกับที่เรานัดแพทย์พยาบาล ลงไปตรวจแนะนำที่ PCU  3-4 เดือนต่อครั้ง  นัดจักษุแพทย์พร้อมเครื่องมือ ก็ห่างไปตามความเหมาะสม

แนวคิดอย่างนี้ไม่รุ้ว่า  พอคาดหวังกัน  พอเป็นไปได้มั้ยได้