สัปดาห์ที่ 14 ไม่มีเรียน เป็นการสอบปากเปล่าในเนื้อหาหลักที่หนึ่งของหลักสูตร (Course component 1: CC1: Developing Health system) ในเรื่องการพัฒนาระบบสุขภาพในหัวข้อหลักเรื่องสถานบริการขั้นต้น (First line health services) โรงพยาบาล (Hospital) และระบบสุขภาพพื้นที่ (Local Health System) โดยการสอบเป็นการบูรณาการทั้งสามหัวข้อเข้าด้วยกันด้วยการสอบปากเปล่ากับอาจารย์บาร์ท ครีเอลกับอาจารย์ฌอง ปิแอร์ อังเกอร์ ใช้เวลาสอบยี่สิบนาทีต่อคน อาจารย์วาลาเรียบอกว่าถือว่าเป็นการฝึกไว้สอบป้องกันวิทยานิพนธ์ที่มีอาจารย์จากนอกสถาบันสี่ห้าคนมาเป็นผู้สอบ ไม่มีอาจารย์ในสถาบันเข้าร่วมเลย จะได้ไม่ตื่นเต้นมาก
บันทึกนี้ผมขอเล่าเรื่องจากการร่วมสัมมนานำเสนอและวิเคราะห์ปัญหาของเพื่อนๆแต่ละประเทศที่ได้ให้ประโยชน์และมุมมองใหม่ๆขึ้นมาก เป็นการฝึกฟังอีกวิธีหนึ่ง มีอีก 4 ประเทศที่จะนำมาเล่าให้ฟังคืออีกัวดอร์ เอธิโอเปีย จีน ญี่ปุ่น <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; line-height: normal" class="MsoNormal">ดาเมียนเป็นจิตแพทย์อยู่ที่เขตพื้นที่ชนบทของอีกัวดอร์ ทำงานในพื้นที่รอยต่อของสองจังหวัดและมีพื้นที่ที่ไม่อยู่ในความรับผิดชอบของสองจังหวัดนี้เรียกว่าterritory มีประชากรในเขตนี้ถึง 7 หมื่นคน มีสถานีอนามัยจากหลายหน่วยงานมาตั้งอยู่เพื่อให้บริการประชาชนแต่ไม่ได้แบ่งพื้นที่รับผิดชอบกันชัดเจน ทำให้มีปัญหาการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง มีโรงพยาบาลระดับต้นอยู่ห่างไป 50 กิโลเมตรและโรงพยาบาลสำหรับรับส่งต่ออยู่ห่างออกไป 120 กิโลเมตร</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; line-height: normal" class="MsoNormal">เลมม่า เป็นหมอที่ทำงานในโรงพยาบาลเรือนจำกลางของประเทศอีธิโอเปียเรียกว่า Federal prison health center มีปัญหาเรื่องระบบการส่งต่อผู้ป่วยที่เป็นนักโทษไปรักษายังโรงพยาบาลของรัฐ ทั้งๆที่มีนโยบายให้โรงพยาบาลรัฐรักษาฟรีแก่นักโทษทุกคน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; line-height: normal" class="MsoNormal">เฉิงฟ่งหรือเช็งเฟ็ง เป็นหมอชาวจีนที่เป็นอาจารย์สอนอิมมูนโนโลยีอยู่ในมหาวิทยาลัยแพทย์เหลี่ยหนิง (Liaoning Medical University) ได้เสนอปัญหาเรื่องการไม่มีหลักสูตรสาธารณสุขศาสตร์ในมหาวิทยาลัย เขาจึงต้องมาเรียนเพื่อกลับไปทำหลักสูตรด้านนี้ให้ทางมหาวิทยาลัย อยู่ที่เมืองจิงโซ่ว (Jinzhou city) จังหวัดหรือมณฑลเหลี่ยหนิง ที่มีประชากรถึง 42.7 ล้านคน มี 14 เมือง เป็นประชากรในชนบท 56% มหาวิทยาลัยมีนักศึกษาลงทะเบียนเรียนมากกว่า 7,000 คน จบการศึกษาปีละกว่าพันคน มีหลักสูตร 5 หลักสูตรคือพรีคลินิกและคลินิกทางการแพทย์ เวชศาสตร์โรคสัตว์ เภสัชศาสตร์และพยาบาลศาสตร์ มีโรงพยาบาลในสังกัดสามแห่งจำนวนเตียงรวม 1,710 เตียง บุคลากร 2,137 คน ทางมหาวิทยาลัยไม่มีหลักสูตรสาธารณสุขศาสตร์โดยวิชาทางด้านนี้ถูกแบ่งย่อยออกเป็นสามวิชาคือระบาดวิทยา (Epidemiology) เวชศาสตร์ป้องกัน (Phylaxiology)และสุขาภิบาล (Hygieology) เขาเล่าเรื่องระบบสุขภาพในระดับต้นให้ฟังว่าแบ่งออกเป็นสองคณะทำงานคือสำนักงานป้องกันโรคของเมือง (Township clinical office of prevention) และคณะกรรมการวางแผนครอบครัว (Township family planning committee) มีสถานบริการโรงพยาบาลการแพทย์แผนจีนของเมืองที่มีเตียงมากกว่า 50 เตียง โรงพยาบาลแผนปัจจุบันที่มีขนาดเตียง 100-150 เตียงและศูนย์สุขภาพแม่และเด็กประจำเมือง (Town maternal and child health station) ผู้ให้บริการทางด้านสุขภาพมีทั้งหมอพื้นบ้าน (traditional healer) หมอเท้าเปล่า (barefoot doctor)และคลินิกเอกชน ในระดับสูงกว่าTownship (น่าจะเป็นตำบล) ก็เป็นระดับอำเภอ (Country หรือ district) ระดับเมือง (City) ระดับจังหวัด (Province) และระดับประเทศ (Central) สถานบริการในประเทศจีนจะไม่มีระบบการดูแลและส่งต่อผู้ป่วยที่ชัดเจน การให้บริการต่างๆจะแยกส่วนกันเป็นเรื่องๆไป ซึ่งนับเป็นสิ่งที่ท้าทายมากในการสร้างหลักสูตรสาธารณสุขศาสตร์ที่สอดคล้องและเหมาะสมกับประเทศ เรื่องหมอเท่าเปล่าซึ่งถือเป็นต้นแบบให้กับหลายๆประเทศนั้น ตอนนี้ได้ถูกทอดทิ้งความสำคัญลงไปเหลือไม่มากนัก แนวคิดหมอเท้าเปล่าของจีนทำให้เกิดหลักสูตรหมออนามัยสองปีในเมืองไทย ส่งผลให้เราสามารถกระจายความครอบคลุมของสถานบริการหรือสถานีอนามัยไปได้ทุกตำบลและมีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; line-height: normal" class="MsoNormal">โนริ ทำงานอยู่กับไจก้า (JICA) ประเทศญี่ปุ่น เคยมีประสบการณ์ทำงานโครงการด้านสุขภาพในประเทศพม่า 2 ปี โนริเคยเป็นผู้จัดการโครงการ 36 โครงการใน 32 ประเทศ ในระยะ 8 ปีที่ผ่านมา ทำให้เขามีเพื่อนอยู่ทุกทวีป เขาได้เสนอปัญหาเรื่องเงินของไจก้าส่วนใหญ่มุ่งไปทางด้านการควบคุมโรคมากกว่าการพัฒนาระบบสุขภาพของประเทศที่รับทุน เป็นองค์การความร่วมมือทางด้านเทคนิคให้เงินช่วยเหลือประเทศในเอเชียประมาณ 44% แอฟริกา 21% อเมริกา 18% และตะวันออกกลาง 11% งบประมาณช่วยเหลือทางด้านสาธารณสุข 9.8% ของเงินทั้งหมด JICAมาจากคำว่า Japan International Cooperation Agency และในเดือนตุลาคมปีหน้าจะเป็นองค์กรช่วยเหลือทางการเงินระหว่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลกเนื่องจากจะควบรวมกับธนาคารเงินกู้เพื่อการช่วยเหลือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JBIC: Japan Bank for International Cooperation-Loan) การให้การช่วยเหลือทางด้านสุขภาพของไจก้าแบ่งออกเป็น 4 ด้านคือระบบสุขภาพ (community health) การควบคุมโรค (Disease control) พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human resource) และแม่และเด็กกับสุขภาพวัยเจริญพันธุ์ (Maternal and child health, Reproductive health) ในปีที่ผ่านมาไจก้าให้เงินช่วยเหลือเรื่องการควบคุมโรคถึง 60% ขณะที่ในเรื่องระบบสุขภาพแค่ 15% โนริได้วิเคราะห์สาเหตุมาจากทั้งฝ่ายผู้เสนอโครงการและฝ่ายผู้อนุมัติโครงการ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; line-height: normal" class="MsoNormal">เมื่อวันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน ผมไปดูงานสถานีอนามัยหรือสถานบริการขั้นต้น (Health center) ของเบลเยียมที่เรียกว่า First line health service ชื่อว่าเดอสลีพ (Wijkgezondheidscentrum De Sleep VZW) ที่เมืองเกนต์ ตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1976 มีแพทย์สองคนเป็นอาสาสมัครดูแลทางด้านสังคมและสุขภาพมาจนปัจจุบันเป็นสถานบริการที่มีแพทย์ 11 คน มีนักกายภาพบำบัด คน พยาบาล 4 คน เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสุขภาพ 2 คนและล่าม 1 คน ถือเป็นสถานบริการสุขภาพปฐมภูมิ 1 ใน 12 แห่งของเขตฟลานเดอร์ (primary community oriented health care centers) ก็เป็นเหมือนสถานีอนามัยบ้านเรา แต่มีแพทย์ทำงานเพราะในเบลเยียมไม่มีหมออนามัย อาจเรียกได้ว่าเป็นศูนย์แพทย์ชุมชน เหมือนที่ทาง สปสช. กำลังดำเนินการจัดตั้งอยู่ก็ได้ พื้นที่ของสถานีอนามัยอยู่ทางตอนเหนือของเมืองเกนต์ที่มีผู้อพยพชาวตุรกีมาอยู่อย่างหนาแน่น เป็นคนวัยหนุ่มสาวที่มีฐานะยากจน รายได้น้อย ส่วนคนเบลเยียมในเขตนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ประชากรในพื้นที่รับผิดชอบมีสองหมู่บ้านคือSluizeken ที่มีประชากร 8,559 คนกับMuide มีประชากร 5,159 คน ขึ้นทะเบียนเพื่อเลือกสถานบริการตามสมัครใจแล้วทางสถานีอนามัยได้รับประมาณตามหัวประชากรเรียกว่า capitation systemหรือ Forfait system เป็นค่าใช้จ่ายต่างๆของสถานีอนามัยรวมทั้งจ่ายเงินเดือนพนักงานและแพทย์ด้วย การบริการที่จัดให้มีทั้งด้านการรักษาพยาบาล ป้องกันโรค ส่งเสริมสุขภาพและฟื้นฟูสภาพ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; line-height: normal" class="MsoNormal">แพทย์ทั้งหมดเป็นแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป รักษาคนไข้นอกแบบระบบนัด แพทย์ซักประวัติ วัดความดัน ชั่งน้ำหนักตรวจคนไข้เองทั้งหมด พูดคุยกับคนไข้อย่างสนิทสนมเพราะเป็นคนไข้ที่รู้จักกันดีดูแลต่อเนื่องมาแล้ว มีการเยี่ยมบ้าน ใช้ระบบบันทึกประวัติโดยปรับมาใช้ระบบคอมพิวเตอร์ได้หกเดือนทำให้ต้องใช้แฟ้มประวัติเก่าจากระบบกระดาษอยู่เป็นระบบแฟ้มครอบครัว ไม่ได้มีระบบมาตรฐานคุณภาพบริการมาประเมิน แต่ใบสั่งยาของแพทย์จะถูกนำไปวิเคราะห์ความเหมาะสมในการใช้ยาบางตัวเช่นยาปฏิชีวนะ แพทย์ทุกคนมีระบบเก็บสะสมคะแนนเป็นการศึกษาต่อเนื่อง (Continuous medical education: CME) หมอฮูบะ (Huba Winfried) ที่ผมไปนั่งสังเกตการทำงานด้วยเล่าว่าที่เบลเยียมเป็นแบบ No standard, no control จากภายนอกแต่แพทย์ทุกคนต้องรับผิดชอบตัวเองและพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง การทำงานของแพทย์มีการนำแนวคิดคุณภาพเรื่องผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง (Patient centred care) มาใช้ ในปีที่ผ่านมามีผู้ป่วยมารักษา 5,864 ครั้งและผู้ป่วยที่ไม่มีสิทธิ์มารักษา 924 ครั้ง การไปดูงานนี้ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีมีคุณหมอท่านหนึ่งขับรถไปรับที่สถานีรถไฟ แล้วผู้อำนวยการผู้หญิง (ไม่ใช่หมอ) มานำเสนอให้ฟังเกี่ยวกับสถานีอนามัยแล้วก็ไปดูงานตามจุดต่างๆประมาณ 3 โมงครึ่งก็เสร็จ ผม เกรซและโลซ่าก็เลยไปเดินเที่ยวต่อในตัวเมืองเกนต์</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; line-height: normal" class="MsoNormal">เกนต์ (Gent, Ghent) เป็นเมืองหลวงของจังหวัดฟลานเดอร์ตะวันออก (East Flander) เขตเฟลมมิช เป็นเมืองที่มีอาคาที่มีอายุหลายร้อยปี มีความสวยงามมากอยู่หลายแห่ง มีเมืองเล็กๆ (Town) ที่มารวมกันเป็นเมืองเกนต์ 13 เมืองคือAfsnee, Desteldonk, Drongen, Gentbrugge, Ledeberg, Mariakerke, Mendonk, Oostakker, Sint-Amandsberg, Sint-Denijs-Westrem, Sint-Kruis-Winkel, WondelgemและZwijnaarde มีประชากรทั้งสิ้น 233,120 คน เป็นเมืองใหญ่เป็นอันดับ 3 ของเบลเยียม เป็นเมืองที่มีมนุษย์อยู่อาศัยตั้งแต่ยุคหินและยุคเหล็ก เราเดินชมเมืองไปเรื่อยๆได้เห็นการรักษาสภาพบ้านเรือนที่มีอายุหลายร้อยปีไว้ได้ดีอย่างน่าทึ่ง เดินไปชมโบสถ์บราโว่ (Snt. Bavo Cathedral) ที่ภายในโบสถ์สร้างไว้สายงามมาก มีรูปวาดเก่าๆ มีสถาปัตยกรรมหลายชิ้น โบสถ์นี้เขาห้ามถ่ายรูปแต่ผมเผอิญไม่เห็นป้ายเลยได้ถ่ายไปกว่าสิบรูป เดินไปดูโบสถ์เวนต์นิโคลัส (St. Nicholas church) ที่มีความงามทางศิลปะคล้ายกัน เดินผ่านปราสาทเก่าชื่อ Gravensteencastle ร้านขายของที่ระลึกที่เกนต์ขายถูกกว่าที่แอนท์เวิปและบรัสเซลส์ ระบบขนส่งมวลชนเป็นรถรางที่สะดวก ซื้อบัตรโดยสารกับคนขับแล้วใช้เครื่องตรวจบัตรอัตโนมัติบนเครื่องเป็นผู้ตรวจสอบ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; line-height: normal" class="MsoNormal">วันอังคารที่ 4 ธันวาคม ทางสมาคมนักศึกษาเก่านานาชาติเมืองแอนท์เวิปได้จัดกิจกรรมให้นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแอนท์เวิปและสภาบันเวชศาสตร์เขตร้อนได้เข้าชมศาลาว่าการเมือง (City Hall) แอนท์เวิป ที่มีอายุเกือบหกร้อยปี รวมทั้งจัดงานเลี้ยงต้อนรับเล็กๆให้ด้วย ในอาคารมีรูปวาดที่มีอายุราวห้าหกร้อยปีติดตามผนังอาคารสวยงามมาก</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; line-height: normal" class="MsoNormal">ศูนย์บริการนักศึกษาของสถาบันฯ ได้จัดกิจกรรมให้นักศึกษาของสถาบันทั้งจากคณะสาธารณสุขศาสตร์ (บริหารสาธารณสุข, การควบคุมโรค, การควบคุมโรคสัตว์ในคน)และนักศึกษาปริญญาเอกของสถาบัน ได้เรียนรู้สถานที่สำคัญๆของเบลเยียมเกือบทุกสัปดาห์ เป็นการจัดทัศนศึกษานอกสถานที่ ที่ให้ความสนุกสนานและความรู้ควบคู่กันไป โดยในแต่ละแห่งต้องมีไกด์ให้ความรู้ไปด้วย จัดเป็นสุนทรียทัศนาอย่างหนึ่ง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; line-height: normal" class="MsoNormal">วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม จัดไปที่ชานเมืองของจังหวัดลีเอจก์ (Liege) หรือไลค์ (Luik) อยู่ในเขตวัลลูน (Walloon region) พื้นที่เป็นชนบท ไม่ได้ผ่านเข้าตัวเมือง ได้ไปชมโรงงานคริสตัลที่วานเซนต์แลมเบิร์ต (Van Saint Lambert) เป็นการผลิตแก้วคริสตัลแบบหัตถกรรมพื้นบ้านที่มีการดำเนินงานมาหลายร้อยปี พื้นที่ในเขตนั้นมีอาคารที่พักของบาทหลวงสร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 13 และเริ่มมีการทำคริสตัลในปี ค.ศ. 1826 คริสตัลเป็นแก้วชนิดหนึ่งที่มีซิลิก้า เลดออกไซด์ โซเดียม โปแทช เป็นส่วนประกอบ สามารถนำมาหลอมใช้ใหม่ได้ กระบวนการผลิตแก้วคริสตัลใช้ความร้อนสูงถึง 1,430 องศาเซลเซียส (ถ้าเป็นแก้วใช้แค่ 200 องศาเซลเซียส) สีคริสตัลเกิดจากธาตุที่เติมเข้าไปสีฟ้าจากโคบอลท์ สีเขียวจากเหล็ก สีม่วงจากแมงกานีส เป็นต้น โรงงานแห่งนี้มีพนักงาน 60 คน ทำงานได้ตามความสะดวกของแต่ละคน ผลงานที่ผลิตออกมาถูกควบคุมคุณภาพออกเป็น 2 เกรด ขายในราคาต่างกัน คริสตัลแต่ละชิ้นมีสองชั้น ชั้นในไม่มีสี ชั้นนอกมีสี </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; line-height: normal" class="MsoNormal">หลังจากนั้นก็เดินทางไปรับประทานอาหารกลางวันที่เมืองเล็กๆที่ถือเป็นเมืองพักตากอากาศชื่อเอสนูด (Esneux) ห่างจากเมืองลีเอจ 19 กิโลเมตร แล้วเดินทางไปชมถ้ำเอ๊กโคที่เมืองคอมเบลน ออ ปงท์ (Comblainau-Pont) ห่างจากลีเอจ 25 กิโลเมตร ห่างจากแอนท์เวิป 160 กิโลเมตร การชมถ้ำมีไกด์เป็นผู้หญิงสาวนำชม พูดภาษาอังกฤษชัดมาก ทุกคนต้องใส่หมวกพลาสติกกันศีรษะกระแทกผนังถ้ำ ถ้ำลึกจากผิวดิน 54 เมตร ในถ้ำเป็นโถงเล็กๆสี่ห้อง มีหินงอก หินย้อย สวยงาม เป็นรูปต่างๆเช่นไดโนเสาร์ มีหินย้อยเป็นเส้นเล็กๆจากผนังถ้ำด้านบนเรียกว่ามักกะโรนี ถ้านี้มีน้ำอยู่ข้างใต้ บางส่วนเข้าไปดูไม่ได้เพราะน้ำลึก เวลาเอากำปั้นทุบหน้าอกจะได้ยินเสียงสะท้องก้องดังเหมือนเสียงเอ๊กโค ก่อนกลับมาการสาธิตการเกิดถ้ำนี้ให้ดู ในถ้ำมีค้างคาวอยู่แต่เราไม่เห็นตัวมัน เป็นค้างคาวตัวเล็กแต่หูใหญ่</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; line-height: normal" class="MsoNormal">ค่าเข้าชมโรงงานคริสตัลคนละ 6 ยูโร ส่วนค่าเข้าชมถ้ำ 12.5 ยูโร ต้องมีไกด์นำชมพร้อมอธิบายรายละเอียดต่างๆทุกครั้ง เพื่อให้ได้ความรู้ความเข้าใจไปด้วย ไม่ใช่ไปดูๆแล้วก็กลับ แบบท่องเที่ยวทัวร์อย่างเดียว นักศึกษาจ่ายแค่ 3 ยูโรต่อคน ที่เหลือทางสถาบันสนับสนุนให้ ผมคิดว่าที่ไม่ให้ฟรีเลยน่าจะเป็นเพราะว่าจะได้เห็นคุณค่าและมีส่วนร่วมจ่ายด้วย เหมือนกับระบบประกันสุขภาพของเบลเยียมเขามีการประกันสุขภาพที่ทุกคนต้องร่วมจ่ายเงินรายเดือนแบบประกันสังคมแล้วนายจ้างกับรัฐบาลร่วมจ่ายด้วย เป็นการร่วมกันรับผิดชอบ ถ้าไม่อยากให้เกิดค่าใช้จ่ายในการักษาพยาบาลมากทั้งสามฝ่ายก็จะได้ช่วยกันหาทางให้คนไม่ป่วย ที่สำคัญที่สุดคือเจ้าตัวเองต้องดูแลตัวเองด้วยเพราะถ้าป่วยต้องสำรองจ่ายเงินไปก่อนแล้วเอาใบเสร็จไปเบิกเงินคืน แต่ได้คืนไม่ครบทั้งหมดถือเป็นการร่วมจ่ายหรือCo-payment</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; line-height: normal" class="MsoNormal">ทัศนศึกษาหรือสุนทรียทัศนา (Learning by seeing) เป็นหนึ่งในสี่การเรียนรู้ที่สำคัญที่ผมเคยเขียนไว้ในบทความเรื่องการจัดการความรู้แบบบูรณาการ ที่ประกอบด้วยการเรียนรู้ด้วยการดูหรือสุนทรียทัศนา (Learning by Seeing) การเรียนรู้โดยการฝึกอบรมหรือสุนทรียสนทนา (Learning by Training ที่เป็น dialogue ไม่ใช่ monologue) การเรียนรู้โดยการอ่านหรือสุนทรียจินตนา (Learning by Reading) และการเรียนรู้ด้วยการลงมือทำหรือสุนทรียปฏิบัติ (Learning by Doing)</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; line-height: normal" class="MsoNormal">การฝึกอบรมที่สนุกหรือสุนทรียสนทนาต้องเป็นแบบการสื่อสารสองทางจึงเรียกว่า สนทนา (dialogue) ไม่ใช่นั่งฟังอย่างเดียว (monologue) แบบที่นั่งเรียนหนังสือในชั้นเรียน เพราะบรรยากาศจะชวนให้เบื่อ ง่วงและหลับได้ง่าย ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการเรียนรู้ต่ำมาก ทั้งอุปสรรคทั้งคนสอนและคนเรียน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; line-height: normal" class="MsoNormal">สุนทรียจินตนา นั้นเป็นการคิดอย่างมีหลักการ เมื่อได้อ่านหรือศึกษาแนวคิดของผู้อื่นแล้ว เราก็เอามาคิดเปรียบเทียบ ปรับเปลี่ยน ประยุกต์ อ่านแบบหาทางอภิปรายหรือคุยกับหนังสือไปด้วยว่า จริงหรือเปล่า ทำได้แน่นะ หรือถ้าจะดัดแปลงไปจากนี้ จะทำได้อย่างไร เป็นต้น การอ่านแบบนี้จะสนุก ท้าทาย เหมือนการเดินทางไปตามตัวหนังสือที่มีอะไรรายรอบสองข้างทางที่เดินไปให้เราเก็บเกี่ยวไปได้ตลอด ส่วนการอ่านหนังสือเพื่อสอบหรือเอาไปตอบครู ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่นัก แต่ถ้าอ่านเพื่อเรียนรู้จะสุนทรียมากกว่า</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; line-height: normal" class="MsoNormal">สุนทรียปฏิบัติ เป็นการทำงานที่เรารับผิดชอบด้วยใจรัก มุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อให้ผลงานออกมาดี ชื่นชมกับความสำเร็จที่เกิดขึ้นทีละเล็กทีละน้อย แล้วดูว่าที่เราทำสำเร็จหรือล้มเหลวนั้นเกิดจากอะไร เรียนรู้จากความสำเร็จเพื่อพัฒนาต่อยอด เติมความสุขและกำลังใจให้ตัวเอง เรียนรู้จากความล้มเหลวเพื่อไม่ให้ผิดพลาดซ้ำและเติมความแข็งแกร่งให้จิตใจและสมองของตัวเอง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; line-height: normal" class="MsoNormal">สุนทรียทัศนาที่ถูกต้องและเกิดประโยชน์ในการเรียนรู้นั้น ต้องประกอบไปด้วยการมอง ดู เห็น รับรู้และเข้าใจอย่างชื่นชม ซึ่งในกฎข้อที่หนึ่งของการจัดการความรู้บอกไว้ว่า การเรียนรู้เป็นเรื่องสมัครใจไม่ใช่บังคับ ต้องเต็มใจทำ อยากทำ จึงจะทำได้ดีและทำอย่างมีความสุข</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; line-height: normal" class="MsoNormal">บ้านเราจัดทัศนศึกษากันมากมายทั้งในระดับประเทศ จังหวัด ท้องถิ่นและหน่วยงาน เมื่อก่อนผมเคยไปดูงานโรงพยาบาลหลายแห่งแล้วถ่ายรูปจำรูปแบบเขามาเพื่อจะมาทำที่โรงพยาบาลบ้าง พอมาจริงๆแล้วมันเข้ากันไม่ได้หรือไม่เหมาะสม การดูงานต้องดูแนวคิดเบื้องหลังที่มาว่าทำไมเขาทำแบบนั้น แล้วเอาแนวคิดนั้นมาปรับใช้ ไม่ใช่จำเอารูปแบบเขามาทำเลย ต้องเป็นแบบC&D (Copy & Develop) ไม่ใช่แบบ C&P (Cut & Paste) </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; line-height: normal" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; line-height: normal" class="MsoNormal">พิเชฐ บัญญัติ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; line-height: normal" class="MsoNormal">Verbond straat 52, 2000 Antwerp, Belgium</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; line-height: normal" class="MsoNormal">12 ธันวาคม 2550, 17.35 น. ( 23.15 น.เมืองไทย )</p>
สวัสดีครับ
ขอบคุณมากที่แวะมากเยียมเยียนครับ ทำให้ผมได้อ่านบล็อคดีๆ มีสาระน่ารู้เพิ่มมาอีกหนึ่งhttp://gotoknow.org/blog/naree01
เขียนดีมากเลยครับ
คนเราทุกคนไม่มีใครได้ทุกอย่างที่ต้องการ ความสุขจึงถูกกำหนดได้ยากหรือง่ายจากใจของแต่ละคนครับ
แวะมาเยี่ยมครับพี่ สบายดีนะครับ
มกราคมนี้ผมต้องสอน นศพ. ปี 4 แทนพี่ พี่มีอะไรจะแนะนำไหนครับ?
สวัสดีครับหมอโรจน์
พี่เชื่อมั่นว่าโรจน์ทำได้ดีกว่าพี่อยู่แล้ว ที่สำคัญคือเตรียมสถานที่เรียนให้พร้อม เตรียมทีมอาจารย์ให้พร้อมเพราะถ้าสอนคนเดียวจะเหนื่อยมากและทีมจะช่วยเติมเต็มส่วนต่างๆได้ ตอนที่พี่สอนพี่มีทีมอาจารย์ช่วยประมาณ 10 คน ทำให้การเรียนการสอนราบรื่นดีครับ ถ้ามีอะไรเพิ่มเติมส่งอีเมล์คุยกันได้ครับ
มีคำถามส่งให้ผมทางอีเมล์ แต่ผมเองก็ไม่มีความรู้เรื่องนี้ ท่านใดพอทราบขอความช่วยเหลือตอบให้ด้วยครับ
ข้อความ:
สวัสดีค่ะคุณหมอ คือว่าหนูสนใจที่อยากเรียนหมอที่ประเทศลาวค่ะ หรือว่าประเทศเพื่อนบ้านก็ได้ค่ะ แต่ไม่ร้จะปรึกษาใครค่ะ ไม่ทราบว่าคุณหมอพอที่จะช่วยเหลือหนูได้เปล่าค่ะ ขอบพระคุณอย่างสูงค่ะ
ขอบคุณครับพี่ ผมกับหมอวัสนาจะพยายามครับ